www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
22 กุมภาพันธ์ 2556

คำกล่าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โอกาสเป็นประธานการแถลงข่าว เรื่อง “การขยายเวลาพำนักในราชอาณาจักรไทยรวม 90 วัน สำหรับการเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลในกลุ่มประเทศสมาชิก GCC” ณ พิพิธภัณฑ์และศูนย์อบรมการแพทย์แผนไทย เรือนหมอเพ็ญนภา กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

เอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศสมาชิก

คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอาหรับ

ผู้บริหาร ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข

แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน

วันนี้ดิฉันมีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานการแถลงข่าว ซึ่งถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของนโยบาย Medical Hub คือความสำเร็จที่เราได้มีการร่วมมือกันในการขยายเวลาพำนักในราชอาณาจักรร่วมเป็นเวลาทั้งสิ้น 90 วัน ถือว่าเป็นกรณีที่เดินทางเข้ามารับการรักษาของประชาชนในกลุ่มประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ

ถือว่าประเทศไทยเรานั้นจริง ๆ ได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียงว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในด้านการบริการสาธารณสุขทั้งด้านของมาตรฐานทางการแพทย์ชั้นสูง รวมถึงบุคลากรที่มีคุณภาพ และบริการที่ดี ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเรามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาทำการรักษาและรวมถึงเจาะจงเข้ามาเพื่อรับบริการด้านสุขภาพในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมากในทุก ๆ ปี โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม GCC คือ กลุ่มสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ประกอบไปด้วย 6 ประเทศที่สำคัญคือ ราชอาณาจักรบาห์เรน รัฐคูเวต รัฐโอมาน รัฐกาตาร์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เรียนว่านโยบาย Medical Hub เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นเลิศในผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ รวมถึงการรักษาพยาบาล โดยได้มีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการสร้างความก้าวหน้าและให้ความสนับสนุนภาคเอกชน ทั้งในด้านการจัดสถานที่พักฟื้นผู้ป่วยที่เป็นมาตรฐาน การแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบในเรื่องของการให้มีบุคลากร หรือเครื่องมือทางการแพทย์ร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ

วันนี้ถือว่าเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งที่เราได้มีการขยายระยะเวลาในการพำนักในประเทศไทยให้แก่ผู้ป่วย และผู้ติดตามในจำนวนไม่เกิน 4 ราย ของพลเมืองสัญชาติ GCC ซึ่งรวมทั้งหมด 6 ประเทศ จากเดิมเป็นระยะเวลาเพียง 30 วัน ได้ถูกขยายเป็น 90 วัน ถือว่ากลุ่ม GCC นี้เป็นกลุ่มแรกและในอนาคตอยากเห็นการขยายไปยังกลุ่มมิตรประเทศของเราต่อไป

แผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของระบบสุขภาพในระดับนานาชาตินี้ จะมุ่งเน้นในการยกระดับทางด้านของคุณภาพ มาตรฐานในด้านการบริการ รวมถึงระบบของการรักษาพยาบาล ทั้งการดูแลของคนไทยและต่างประเทศให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ในส่วนของแผนงานในการพัฒนาไปสู่นโยบาย Medical Hub ได้แบ่งการยกระดับเป็น 4 ด้านคือ

1. Basic Services Hub การบริการสาธารณสุขพื้นฐาน เช่น การบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพความงาม การทำสปา ซึ่งจุดนี้สามารถที่จะประยุกต์ทางด้านของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้ อยากเห็นการมองมาตรฐานนี้ในการดูแลและกระจายไปยังจังหวัดและชุมชนต่าง ๆ  เพื่อสามารถผนวกการบริการเชิงสุขภาพร่วมกับท่องเที่ยวได้ ส่วนนี้จะทำงานร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่จะทำให้เราเป็น Services ทางด้านของสปา ด้านของสุขภาพ อย่างเต็มที่เป็นการเสริมสร้างวัฒนธรรมอันดีและเสริมสร้างคุณภาพของฝีมือแรงงาน และแพทย์แผนไทย

2. Professional Services Hub การบริการทางการแพทย์ชั้นสูง ซึ่งวันนี้จริง ๆ แล้วบริการทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาล บุคลากร แพทย์ พยาบาล ที่เราได้รับการยอมรับจากต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในวันนี้ อยากเห็นความเป็นเลิศในการพัฒนาการแพทย์ชั้นสูงให้มากขึ้น ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน

3. Academic Hub การพัฒนาทางด้านวิชาการและบุคลากร ให้เพียงพอรวมถึงการวิจัยให้เกิดความเป็นเลิศในแต่ละด้านทั้งนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อวงการสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการที่จะมีการค้นคว้าการวิจัย การศึกษา เพื่อที่จะรองรับแพทย์ พยาบาล และเพิ่มแหล่งความรู้ เพื่อบริการคนไทยในประเทศไทยรวมถึงต่างชาติ จะเป็นการเสริมต่อยอดเข้าไปในการที่จะศึกษาและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งบวกกับเทคโนโลยีที่จะเข้ามา

4. Products Hub การพัฒนาแหล่งสมุนไพร หรือความชำนาญทางด้านของวัคซีน อุปกรณ์การแพทย์หลายอย่าง อยากจะพัฒนาในส่วนนี้เพื่อลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และการสร้างรายได้ของการส่งออกในอนาคต รวมถึงแพทย์แผนไทยหรือบริการต่าง ๆ ของพืชสมุนไพรให้เป็นประโยชน์ และสามารถที่จะแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ในอนาคต

นี่คือ 4 ส่วน ที่เรามองทางด้านของการพัฒนานโยบาย Medical Hub แต่แน่นอนบนพื้นฐานของการที่จะพัฒนาจะต้องมีพื้นฐานที่แข็งแรง เรามองว่าพื้นฐานที่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะก้าวสู่บันได 4 ขั้นที่กล่าวไปนั้น คือการที่จะต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขของรัฐอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ต้องการเห็นการยกระดับคุณภาพสาธารณสุขสำหรับคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึงกัน ซึ่งอยู่ในนโยบายเรียกว่า เป็นยุทธศาสตร์ประเทศในการลดความเหลื่อมล้ำของคนไทย อยากให้คนไทยเข้าถึงระบบการแพทย์สาธารณสุข การดูแล และการบริการต่าง ๆ อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ ทุกเพศ ทุกวัย คือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ถือว่าตรงนี้ต้องเป็นพื้นฐานในการพัฒนาควบคู่ไปกับการยกระดับไปสู่ความเป็น Medical Hub ในอนาคต หวังว่าการพัฒนานี้จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และนักวิชาการต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการแพทย์แผนไทย ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพร เพื่อที่จะสร้างชื่อเสียง สร้างอาชีพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในอนาคต

ดิฉันหวังว่ากระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวจะไม่หยุดยั้งเพียงเท่านี้ จะต้องมีการพัฒนาอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะให้เกิดความเข้มแข็งในวงการสาธารณสุขหรือวงการแพทย์ของเรานั้นให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ดูแลประชาชนคนไทยรวมถึงนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยว และสร้างความประทับควบคู่กันไปด้วย

ขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงรัฐอ่าวอาหรับ และผู้มีส่วนร่วมทุกคนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ที่ได้ร่วมกันพัฒนางานด้านสาธารณสุขนี้ให้มีความก้าวหน้าอย่างดีขึ้นมาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง

สุดท้ายขออวยพรให้นโยบายนี้สามารถขับเคลื่อนๆปได้ และประสบความสำเร็จ ขอบคุณค่ะ

 

*********************************

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

ปรียานุช/ถอดเทป