www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
23 กุมภาพันธ์ 2556

คำกล่าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โอกาสเป็นองค์ปาฐกกิตติมศักดิ์ “ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ” ณ ห้องประชุมกวงฮั่วตึ๊ง ชั้น 9 อาคารหอการค้าไทย-จีน วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556

 

รองนายกรัฐมนตรี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ประธานหอการค้าไทย-จีน

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

ประธานกิตติมศักดิ์ตลอดชีพหอการค้าไทย-จีน

นายกสมาคม

สหสมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย

คณะกรรมการสมาชิก

และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน

วันนี้ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาพบกับภาคธุรกิจที่รวมกันในห้องนี้มูลค่าหลายแสนบาท ไม่มีครั้งไหนที่จะทำให้ตนเองรู้สึกประหม่าเท่าครั้งนี้มาก่อน ขอขอบคุณประธานหอการค้าไทย-จีน ที่กรุณาจัดเวทีนี้มาให้ดิฉัน เพราะถือว่าเป็นเวทีเสวนาที่มีความสำคัญมาก เป็นจุดที่เรียกว่าเป็นเวทีเสวนาที่จะเชื่อมโยงอนาคตใหม่และเชื่อมโยงความร่วมมือความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจไทย-จีนในอนาคต

เรามาพูดถึงความสัมพันธ์ ขอโอกาสเริ่มจากตัวของดิฉันก่อน คุณปู่ทวดของดิฉันเป็นคนจีนแคะ แซ่คู “คูชุนเส็ง” อาศัยอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง และได้เดินทางมาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2403 และคุณปู่ทวดได้มาทำการค้าขายอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี จากนั้นได้ย้ายมาค้าขายที่ตลาดน้อย เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และได้ย้ายถิ่นฐานไปที่ อ. สันกำแพง จ.เชียงใหม่ จนได้แต่งงานกับคนไทยซึ่งเป็นคุณย่าทวด มีบุตรอยู่ 9 คน บุตรคนโตคือ ปู่เชียง ซึ่งก่อนนี้ปู่เชียงมีแซ่คู หลังจากนั้นแซ่คูก็ได้เปลี่ยนมาใช้เป็นชินวัตร จึงเป็นที่มาของชินวัตรรุ่นที่ 2 คือ ปู่เชียง ชินวัตร นี่คือสายสัมพันธ์ที่เรามีต่อกันมายาวนานตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ

เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ขอเริ่มจากความสัมพันธ์ที่ดิฉันเองได้ประสบด้วยตนเองคือ ทางด้านเศรษฐกิจ จากการที่ได้ไปเยือนหลายประเทศ ทุกประเทศต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่าวันนี้เอเชียเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจโลกและจะมีบทบาทมากขึ้น เรียกว่าทศวรรษนี้เป็นทศวรรษของเอเชีย ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่จะต่อยอดเศรษฐกิจออกไป โดยเฉพาะประเทศจีนเศรษฐกิจของจีนนั่นโตมากเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกา และมีอัตราการขยายตัวที่สูงถึง 8.5 ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจที่อื่นนั้นยังมีความอ่อนไหว แต่เศรษฐกิจของจีนมีความเข้มแข็งมาก

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจไทย – จีน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามูลค่าจากสินค้าไทยส่งไปจีนสูงกว่า 8.3 แสนล้านบาท และมูลค่าการค้าของทั้งสองประเทศรวมกันถึง 1.9 ล้านล้านบาท แม้เศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงซบเซาแต่ตัวเลขการค้าการส่งออกก็ยังสูงอยู่ เป็นที่มาของความสัมพันธ์ที่เรามีมาแต่ยาวนานและเชื่อว่าทุกคนในที่นี้เป็นบุคคลสำคัญในการสร้างเสริมเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้เติบโตขึ้นมาจนเห็นตัวเลขที่โตขึ้นอย่างเป็นสาระสำคัญ

จำนวนของนักท่องเที่ยวของประเทศจีนที่เดินทางมาประเทศไทยถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อวานได้มีโอกาสทานข้าวแถวเยาวราชได้มีโอกาสพบพี่น้องคนจีนมาก โดยปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวของจีนมากที่สุดคือ 2.8 ล้านคน ซึ่งโตขึ้นจากปีที่ผ่านมา 57% สูงเป็นประวัติการณ์ และที่จังหวัดก็สูงเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ทุกคนบอกว่ามาจากหนังภาพยนตร์ที่ชื่อว่า ลอสต์อินไทยแลนด์ ดิฉันได้มีโอกาสดูและขอขอบคุณภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ทำให้เชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน เชื่อมกรุงเทพฯ เชื่อมเชียงใหม่ ในอนาคตอยากเห็นแบบนี้ที่เราเชื่อมกันไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับผู้นำถึงผู้นำ ความสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชนกับภาคเอกชน และประชาชนต่อประชาชน วันนี้ความสัมพันธ์ที่เรามีมานั้นยาวนานแค่ไหน ดิฉันใช้คำว่า แน่นแฟ้น เพราะว่าเราพูดถึงตัวเลขที่โตมา 10 ปี แต่จริง ๆ แล้วความสัมพันธ์ระหว่างไทย – จีน มีอายุถึง 203 ปี ต้องแสดงความยินดีต่อความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกันมาอย่างเข้มแข็ง

เรียนว่าความสัมพันธ์ตั้งแต่รัฐบาลนั้น เริ่มตั้งแต่ดิฉันเข้ามารับตำแหน่ง ท่านรองประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ได้มาเยือนประเทศไทย จากนั้นดิฉันได้มีโอกาสไปเยือนประเทศจีน ต้องขอขอบคุณรัฐบาลจีน ทางท่านเอกอัครราชทูตด้วยว่า ครั้งนี้ประเทศจีนได้ให้เกียรติกับประเทศไทยมาก ถือว่ามีความสัมพันธ์มากเพราะว่าหาโอกาสยากที่จะได้พบผู้นำ 3 ท่าน ตั้งแต่ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรีในครั้งเดียวกันและดิฉันได้มีโอกาสเชิญภาคธุรกิจไปด้วย อยากเห็นการเดินทางแบบนี้ทุก ๆ ปี อาจจะได้มีโอกาสไปเยือนมณฑลอื่น ๆ และล่าสุดนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย นี่คือสิ่งที่จะบอกว่าความสัมพันธ์ของเรานั้นแน่นแฟ้นและถือว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีการเคลือบแฝง และมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่หลายคนบอกหรือเป็นสิ่งที่เราพูดคุยกันตลอดเวลาว่า จีน-ไทย ไม่ใช่อื่นไกล เราคือพี่น้องกัน

ดิฉันได้มีโอกาสหารือทวิภาคีระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนได้ทำความตกลงกันในการที่จะเพิ่มมูลค่าการค้า การลงทุน การค้าอยากเห็นการเติบโตของการค้าและจำนวนของการท่องเที่ยวให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 20% ทุก ๆ ปี การลงทุนเพิ่มขึ้น 15% ในทุก ๆ ปี ความสำเร็จนี้ทั้งสองฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน  ซึ่งหอการค้าไทย – จีน ถือเป็นจุดเชื่อมและองค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำงานควบคู่กันกับประเทศไทยและประเทศจีน โดยผ่านทุกคนในที่นี้ เพราะการขับเคลื่อนต่าง ๆ นั้นต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นทีม และการทำงานที่มีความสัมพันธ์กัน

การเชื่อมโยงของจีนและเอเชียต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต ดิฉันขอเริ่มจากภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมา มีการตั้งเป้า GDP ของประเทศไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 4.5 - 5.5% เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยต่าง ๆ แต่ต้องเรียนและขอขอบคุณทุกคนในที่นี้ว่าในยามที่ประเทศไทยประสบอุทกภัยคนจีน รัฐบาลจีน และบริษัทไทย - จีน ก็ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือจนประเทศไทยสามารถกอบกู้สถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นมาตรการต่าง ๆ สามารถทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2555 กลับมาขยายตัวอยู่ที่ 6.4% และ GDP ไตรมาส 4 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 เศรษฐกิจขยายตัวถึง 18.9%

จากการวิเคราะห์ทั้งหมดตัวเลขจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่สรุปมา จากสิ่งต่าง ๆ ได้เติบโตขึ้นนั้น  นอกจากความสัมพันธ์ของพวกเราที่เกิดจากความสัมพันธ์ที่ร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาวิกฤติ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัวภายใน 2 ไตรมาส ก็มาจากส่วนที่เร่งฟื้นฟูเยียวยามาตรการต่าง ๆ หลังน้ำท่วมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดภาษีนำเข้าเครื่องต่าง ๆ ด้วยงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ในการดูแลเรื่องการป้องกันอุทกภัยและให้อัตราสินเชื่อแก่ภาคเอกชนมูลค่า 3 แสนล้านบาท อีกทั้งรัฐบาลยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศตั้งแต่การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส อย่างเช่น การลดภาษีนิติบุคคล การจำนำสินค้าเกษตร หรือมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรกต่าง ๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ มีอีกหลาย ๆ ส่วน จากความเชื่อมั่น จากสิ่งที่เราร่วมกันทำตรงนี้ ที่ทำให้ความเชื่อมั่นต่าง ๆ กลับมา ภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัว รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวของ 3 ประเทศใหญ่ที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาทำให้มีรายได้กลับเข้ามาในประเทศและทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้นคือ นักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ประเทศรัสเซีย และประเทศอินเดีย

ขอเรียนว่ายุทธศาสตร์ประเทศถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะเน้นเป็นโครงสร้างในการกำหนดนโยบายที่จะนำเสนอ ในการบูรณาการทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง และจังหวัดร่วมกัน โดยยุทธศาสตร์ประเทศรัฐบาลได้มีการประกาศยุทธศาสตร์เป็น 4 ยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่เราเตรียมตัวเพื่อรองรับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนอีก 2 ปีข้างหน้า

ยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ ทำอย่างไรให้ประเทศมีรายได้ เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้น้อยมา เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง  วันนี้เรามีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น เป็นผู้ที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งการที่จะมีรายได้สูงอย่างยั่งยืนทุกคนจะต้องช่วยกันเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ และการที่จะทำอย่างไรให้ GDP ของประเทศเติบโตอย่างน้อยปีละ 5-6% ทุกปี นี่คือสิ่งที่รัฐบาลอยากเห็นการทำงาน โดยเฉพาะการสร้างความสามารถหรือรายได้ แน่นอนต้องรักษาฐานเก่าที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง ขณะเดียวกันต้องมองหาโอกาสใหม่ ดิฉันเชื่อว่าวันนี้โอกาสมาถึงแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาคการเกษตร สิ่งที่รัฐบาลได้เน้นย้ำในส่วนของนโยบายคือ มุ่งเน้นในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น รวมถึงที่จะทำอย่างไรในภาคการเกษตรพืชบางอย่างเช่น มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมันที่จะเชื่อมโยงกับเรื่องของพลังงาน เพื่อที่จะรองรับแหล่งพลังงานในอนาคต ซึ่งวันนี้ต้องเน้นในส่วนของพลังงานทดแทน การเปลี่ยนพืชเป็นพลังงานให้มากที่สุด การที่จะแก้ปัญหาขยะมูลฝอยต่าง ๆ ให้กลับมาเป็นพลังงาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราจะเน้นและทำอย่างจริงจัง รวมถึงภาคการเกษตรที่เรามองว่ามีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นที่จะขยายต่อเช่น ข้าว ผลไม้ ประมง ปศุสัตว์ อยากเห็นประเทศไทยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร เป็นแหล่งอาหารของโลก ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยกับจีนได้มีความร่วมกันที่จะขยายความร่วมมือทางด้านความมั่นคงทางอาหารของทั้ง 2 ประเทศ ไทยพร้อมที่จะเป็นแหล่งอาหารให้กับประเทศจีนและประชาชนจีนเมื่อจำเป็น

ขณะเดียวกันรัฐบาลมีนโยบายที่จะจัดสรรการใช้ประโยชน์จากภาคการเกษตร ประโยชน์จากที่ดินอย่างเต็มที่เรียกว่า เกษตรโซนนิ่ง เราอยากจะเห็นการปลูกพืชเกษตรให้ตรงกับทรัพยากร ตรงกับแหล่งดินที่ดี เพื่อให้ผลผลิตที่สูง เมื่อได้ผลผลิตที่สูงต้นทุนจะลดลงนี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะเริ่มบูรณาการและส่งเสริมพืชให้ตรงกับอุปสงค์อุปทานในประเทศ ซึ่งจะส่งผลถึงการที่เราจะรักษาเสถียรภาพทางด้านของราคาได้ในระยะยาว พืชเกษตรบางตัวอาจจะมีจำนวนมากกว่าปริมาณที่ใช้บริโภคในประเทศเราจะแก้ปัญหาอย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราจะมาบูรณาการในภาคการเกษตรทั้งสิ้น ซึ่งเป็นงานที่รัฐบาลจะบูรณาการทุกกระทรวงและต้องขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการที่จะบูรณาการสิ่งนี้

การพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ประเทศไทยจะรักษาอุตสาหกรรมที่เป็นฐานเดิมและฐานหลักอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ยาง อาหาร ปิโตรเคมี พลาสติก ไบรโอดีเซล เอทานอล ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นจุดแข็งที่เราจะยังเสริมอุตสาหกรรมหลักอยู่ ขณะเดียวกันจะมีการผลักดันอีก 5 อุตสาหกรรมในอนาคต คือ ไบรโอพลาสติก ไบรโอเคมี วัสดุชีวภาพ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ อุตสาหกรรมอากาศยาน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจของประเทศสู่ภูมิภาค รวมทั้งจะมีการส่งเสริม SMEs และสินค้า OTOP จะทำการส่งเสริมความแข็งแรงโดยเฉพาะขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs และหัวข้อ SMEs จะเป็นหัวข้อหนึ่งที่เราจะบูรณาการร่วมกับภูมิภาคอาเซียนกับประเทศในอาเซียน ภาคบริการเป็นสิ่งที่สร้างรายได้หลักและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศจะมีการเน้นภาคบริการด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เป็นการสะท้อนถึงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศตอบโจทย์ในการเป็น Medical Hub ที่จะรองรับในด้านของบริการและการแพทย์ในเชิงของความเป็นมืออาชีพ โดยสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในปีนี้จะบูรณาการร่วมกับโครงสร้างพื้นฐาน ต้องพัฒนากับจุดแข็งของจังหวัด และดึงเอาเอกลักษณ์อัตลักษณ์เข้ามาร่วมด้วยอย่างเช่นที่ เยาวราชถือว่าเหมาะสมที่จะเสริมสร้างอัตลักษณ์ของเยาวราช การที่เราจะมาร่วมกันในการปรับสถานที่ต่าง ๆ ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว สะท้อนวัฒนธรรม และเป็นจุดศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ เป็นสิ่งที่เราจะมุ่งหน้าในการร่วมกันพัฒนา และอยากเห็นการพัฒนาในลักษณะกลุ่มของจังหวัด เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันแต่จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวประทับใจประเทศไทยและอยู่นานขึ้น นั่นคือรายได้ในระยะยั่งยืน

นอกจากนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมทั้ง 3 อุตสาหกรรมนั้น โครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลได้มีแผนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาท เรียนว่าโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลจะลงทุนนั้น เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และลดต้นทุนขนส่งระยะยาว เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคกับประเทศเพื่อนบ้านเข้าด้วยกัน โดยจะมีการพัฒนาโครงการรถไฟ 4 เส้นทาง คือ กทม.-เชียงใหม่ และในอนาคตต่อไปคือจากเชียงใหม่ไปยังเชียงของ - จีน ,กทม. – นครราชสีมา – หนองคาย สายตะวันออกคือ กทม. - ระยอง และสายใต้คือ กทม. - หัวหิน- ปาดังเบซาร์ อันนี้จะเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานของรถไฟความเร็วสูงทั้ง 4 โครงการ แต่จากรถไฟแล้วเราก็จะมีระบบฟีดเดอร์ต่อในเรื่องของถนน เพื่อให้เส้นทางคมนาคมเรียกว่า seamless กันในการเชื่อมโยง ขณะที่ในส่วนของระบบรถ ระบบร่าง ระบบรถไฟความเร็วสูง โครงข่ายถนนก็จะถูกเชื่อมโยงกัน ที่สำคัญเราจะมองในมิติเช่น ถ้ามิติด้านขนส่ง จะเน้นรายการลดต้นทุนของระบบขนส่งตั้งแต่จุดที่เรียกว่า วัตถุดิบไปยังอุตสาหกรรมและไปถึงจุดส่งออก ถ้าเป็นจุดท่องเที่ยวจะเชื่อมจากการที่มีผู้โดยสารจากต่างชาติเข้ามาเชื่อมยังสถานที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด หรือแม้กระทั่งการเชื่อมแต่ละภาคให้เป็นจุดรวมภูมิภาค ในการที่จะเชื่อมโยงประชาชนต่อประชาชนในแต่ละภาคด้วย อย่างเช่น ระบบรถรางมาเชื่อมตรง ๆ ระหว่างไทย-จีน จะมีการเชื่อมผ่านกรุงเทพ – เชียงราย – ห้วยทราย - คุนหมิง จากหนองคาย – เวียงจันทร์ – คุนหมิง อันนี้จะเป็นตามแนวระเบียงตะวันเหนือ – ใต้ อีกเส้นหนึ่งจะเป็นเส้นแนวระเบียงตะวันออก – ตะวันตก จะเป็นการเชื่อมโยงทั้งหมด 4 เส้นด้วยกัน โดยที่จะเชื่อมด้วยสะพานมิตรภาพจะเป็นการเชื่อมจากเมียนมาร์ มาไทย ลาว และเวียดนาม ส่วนของจีนจะเชื่อมเส้นทางการขนส่งทางบกผ่านสะพานมิตรภาพทั้ง 3 สะพาน จะอยู่ในภาคอีสาน 3 สะพาน มิตรภาพ 1,2,3 คือหนองคาย ท่านาแล้ง มิตรภาพ 2 คือ บริเวณมุกดาหาร สะพานมิตรภาพที่ 3 คือ นครพนม-คำม่วน ภาคเหนือจะเป็นบริเวณเชียงของ – ห้วยทราย จะเป็นการเชื่อมเส้นทางขนส่งทางบก

เรียนว่าแผนการลงทุนของรัฐบาลที่เน้นในการเชื่อมโยงกับประเทศจีนทั้งในส่วนของเหนือ-ใต้นั้น มี 3 ระบบ คือ ทางเรือ โดยผ่านเส้นทางการเดินเรือแม่น้ำโขง ทางถนนผ่านสะพานมิตรภาพ 4 แห่ง และทางรถไฟจะผ่านเส้นทางหนองคาย เวียงจันทร์ คุนหมิง ทั้งในส่วนของภาคอีสานและภาคเหนือเช่นกัน จะเป็นเส้นที่เรามุ่งหวังในการพัฒนาอยู่ในโครงสร้างของ 2 ล้านล้านบาท เพื่อที่จะได้เชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน ในส่วนของการลงทุนตรงนี้จะมีการเชื่อมโยงมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย โดยผ่านการขนส่งทางรถ ทางร่าง จะมีโครงการที่สำคัญคือ โครงการเชื่อมนิคมอุตสาหกรรมท่าเรือน้ำลึกทวาย จากพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard ถึงตรงนี้เราเองจะมีโครงการพัฒนาเชื่อมทั้ง 2 ท่านี้ จะช่วยในเรื่องของการส่งออก การขนส่งท่าเรือที่สำคัญ ในอนาคตนั้นกรณีนี้สามารถที่จะเชื่อมโยงไปยังธุรกิจจากยูนนานหรือกวางสี ผ่านมายังประเทศไทยไปฝั่งทะเลตะวันออกกลางและยุโรปได้เร็วขึ้น เป็นสิ่งที่เรียนว่าเป็นแผนในการลงทุนทั้งหมดจากที่เราจะเริ่มให้มีความชัดเจนในปีนี้และสามารถที่จะมีการทยอยในแต่ละเส้นทั้งหมดใช้เวลาทั้งหมด 7 ปี

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ การลดความเหลื่อมล้ำ เพราะในบางส่วนเฉลี่ยแล้วประเทศไทยอยู่ในกลุ่มของผู้ที่มีรายได้ปานกลาง และมีหลายจังหวัดที่ต้องการการดูแลด้วยความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน โดยรัฐบาลจะมีการดูแลทั้งในเรื่องการสร้างโอกาสความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ สังคม เพื่อให้จังหวัดที่มีประชากรมากแต่ขาดการดูแลที่เสมอภาคได้มีการยกระดับของรายได้ให้เข้าสู่จากจังหวัดที่มีรายได้น้อยไปสู่รายได้ปานกลาง จะเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานในหลาย ๆ ส่วนยังต้องมีการปรับปรุงในส่วนของ ถนน น้ำ ไฟ และการเข้าถึงสาธารณสุข รวมถึงการเตรียมมาตรการที่จะรองรับสังคมผู้สูงอายุ ล่าสุดได้มีการทำ workshop ซึ่งในอนาคตรัฐบาลจะบูรณาการ 4 กลุ่มเข้าด้วยกัน คือ กลุ่มผู้ประสบปัญหาต่าง ๆ เรียกว่า One Stop Service หรือ One Stop Crisis คือ กลุ่มของคุณแม่วัยใส กลุ่มที่มีการกระทำรุนแรงต่อเด็กและสตรี การค้ามนุษย์ และแรงงานเด็ก นอกจากมาตรการที่รัฐบาลจะมีความเข้มขันในการดูแลทั้ง 4 กลุ่มนี้ไม่ให้เกิดขึ้นแล้ว เราจะบูรณาการให้เป็นระบบ One Stop Service ที่จะเป็นระบบส่งต่อเพื่อช่วยเหลือกับทั้งกลุ่มสตรี เด็ก ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาสทั้งหมด เพื่อที่จะช่วยเหลือเครือข่ายนี้ร่วมกัน

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ การเติบโตที่เป็นกับสิ่งแวดล้อม อยากเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจแต่ก็อยากเห็นความเป็นต่อสิ่งแวดล้อม ในการที่จะทำอย่างไรให้ลดมลภาวะต่าง ๆ ให้สังคมนี้เป็นสีเขียว จะมีการปรับระบบโดยจะมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโรงงานอุตสาหกรรม การบำบัดน้ำเสีย บางพื้นที่ที่มีตึกสูงจะมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะมีการปลูกป่าให้มากขึ้น และการส่งเสริมการประหยัดพลังงานไปถึงธุรกิจหรือเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน รวมถึงการดูแลโครงสร้างสินค้าที่ประหยัดพลังงานอย่างเหมาะสมให้สอดคล้องกัน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะมีการปรับทิศทางเหล่านี้เพื่อให้เห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในระยะยาวที่จะต้องบูรณาการสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน

ยุทธศาสตร์ที่ 4 คือ การปรับสมดุลในส่วนของรายได้ ความเหลื่อมล้ำ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างสมดุลอย่างไร เราไม่อยากเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจที่โตโดยปราศจากการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือการดูแลโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือการปรับสมดุล และจะมีการปรับระบบการบริหารภายในของภาครัฐ ดิฉันเองเชื่อว่าภาครัฐต้องมีกลไกในการทำงานกับภาคเอกชน ขณะเดียวกันเราจะนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ ระบบการเชื่อมต่อเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาตรวจจับทั้งหมด ภายใต้เทคโนโยลีในรูปแบบของ e-Government เมื่อได้แล้วดิฉันเชื่อว่าเราสามารถทำระบบ e-Service ไปยังผู้ใช้บริการทั้งภาคประชาชนและเอกชน

การบูรณาการต่าง ๆ เรียนว่ารัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์ประเทศแล้ว สิ่งที่จะดำเนินการต่อไป คือ การนำยุทธศาสตร์ประเทศไปเชื่อมกับยุทธศาสตร์ของกระทรวง และจังหวัดเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดเอกภาพ ซึ่งภาคเอกชนถือว่ามีความสำคัญที่จะร่วมกันทำงาน โดยรัฐบาลจะทำงานผ่านทางสภาหอการค้าไทย – จีน รวมถึงคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน หรือ กกร. ที่เป็นคณะกรรมการภาครัฐร่วมกับเอกชนในการขับเคลื่อนการทำงานทั้งหมด บทบาทของรัฐบาลจะทำหน้าที่ในการวางโครงสร้างพื้นฐาน ในส่วนของการขยายนั้น ต้องการเห็นภาคชนในการขยาย ซึ่งเราจะมีทั้งโมเดลที่จะเชิญเอกชนร่วมลงทุนกับภาครัฐ การส่งเสริมภาคเอกชนในการลงทุน การส่งเสริมให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และการใช้ฐานในประเทศไทยเป็นฐานในการลงทุนสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยรัฐบาลจะบูรณาการในการส่งเสริมการลงทุน และภาครัฐทำหน้าที่ในการเสริมความแข็งให้เอกชนมากกว่าการเห็นภาครัฐทำหน้าที่แทนภาคเอกชน จะมีการส่งเสริมนี้ให้มีความเข้มข้นขึ้น

ในการทำงานนี้หวังว่าจะได้รับความร่วมมือกับทุกคนและภาคเอกชนในที่นี่ ซึ่งบทบาทของหอการค้าไทย-จีน ถือว่ามีความสำคัญ จุดนี้จะเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยทำงานร่วมกับภาครัฐในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางภูมิภาค ถ้าเราแข็งแรงประเทศไทยทำงานร่วมกับอาเซียน มีความแข็งแรงในการเป็นประชาคมอาเซียนและความสัมพันธ์ไทย-อาเซียน ไทย-จีน และอาเซียน-จีน จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นของประชากร ในส่วนของอาเซียนและจีนคือ โอกาสที่พวกเราจะได้ทำงานร่วมกัน รัฐบาลพร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชนและหอการค้าไทย – จีน รวมทั้งสมาชิกทุกคนในการเสริมบทบาทซึ่งกันและกัน ในการที่จะสร้างความมั่นคงแข็งแรงและโดยเฉพาะความสัมพันธ์ของไทย – จีน ตลอดไป สวัสดีค่ะ

 

*****************************

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

ปรียานุช/ถอดเทป