ท่านรองนายกรัฐมนตรี
ท่านรัฐมนตรี
ท่านหัวหน้าส่วนราชการ และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน
การประชุมในวันนี้เป็นการชี้แจงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลให้หัวหน้าส่วนราชการทราบ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับวาระการประชุมในวันนี้คือการจัดทำงบประมาณปี 2557 ซึ่งต้องทำงบประมาณล่วงหน้าเพื่อให้ตอบสนองกับทิศทางในอนาคตของประเทศ และทิศทางสำหรับปี 2557 และ 2558 ที่จะเดินต่อไปด้วย หัวข้อแรกคือหัวข้อว่ายุทธศาสตร์ประเทศ เพราะว่าเป็นสิ่งจำเป็น มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงมากมาย แบ่งออกเป็นปัญหาอุปสรรคและความท้าทายที่เกิดขึ้น 2 ส่วน คือ
ส่วนแรกคือปัจจัยภายนอก ซึ่งปัจจัยภายนอกถือเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยากคือ ภาวะเศรษฐกิจ และสังคมโลกที่ผันผวน ทางด้านภูมิภาคหรือสหภาพยุโรปผันผวนสิ่งที่เข้ามาก็กระทบกับประเทศไทย เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของเรานั้นขึ้นอยู่กับการส่งออก ถ้าเราไม่ได้เตรียมตัวกับรายได้ในประเทศแน่นอนเราก็จะมีผลกระทบ แม้ว่าเรามีการเตรียมบ้างก็ตาม ดิฉันเชื่อว่า ต่อไปนี้ภาวะเศรษฐกิจต่าง ๆ จะผันผวนมากขึ้นและโอกาสก็จะมีมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เรามีมาช่วงต้นบรรยากาศตึงเครียด การยอมรับของนานาประเทศก็ไม่มากนักเพราะว่า เรื่องของการเป็นประชาธิปไตยหลายประเทศโดยเฉพาะยุโรปให้ความสำคัญกับคำว่า ประชาธิปไตย แปลว่า การเมืองที่มีความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกันและเป็นสิ่งที่ยุติธรรมและเป็นไป ตามขั้นตอนของกฎหมายที่เป็นสากล
ปัจจัยภายในคือ ตั้งแต่เรื่องของรายได้ของการส่งออกถึงร้อยละ 70 จะเห็นตัวเลขส่งออกมีปัญหาในประเทศก็ต้องทำงานกันหนัก ต้องเรียนว่าที่ผ่านมาหน่วยราชการก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ในการที่จะกอบกู้ สถานการณ์ต่าง ๆ และการทำงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำก็คงจะเห็นชัดแล้วว่า ระบบของการบริหารจัดการน้ำนั้น ต้องการบูรณาการอย่างแท้จริง ต้องเชื่อมโยง และต้องเตรียมตัวกับปัญหาอุทกภัยที่อยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ วันนี้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไปแล้ว ในปี 2554 น้ำเต็มเขื่อน ปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในรอบปี ปีที่ผ่านมาปริมาณน้ำฝนไม่มากแต่กลับมาตกในช่วงพื้นที่และภาคกลาง แน่นอนต้นน้ำภาคเหนือ ภาคอีสาน ต้องบอกว่าแล้งเพราะน้ำไม่มี เราจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าเราไม่ทำระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน การเมืองต้องประคองสถานการณ์เพื่อให้เกิดความมั่นใจ
สังคมวันนี้ยาเสพติดเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และต้องการการดูแลตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่แค่การปราบปราม ปัญหาคอรัปชั่นก็เป็นเรื่องของปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ดังนั้นสิ่งที่พูดวันนี้ต้องใช้คำว่า โอกาสที่หายไป ถามว่าโอกาสที่หายไปทำไมต้องหายไปดูตัวเลขได้ ขีดความสามารถในการแข่งขันวันนี้ดัชนีความยากง่ายในการประกอบธุรกิจลดลงไป แปลว่าเรามีกฎระเบียบมากแต่ขณะเดียวกันกฎระเบียบนี้ไม่ได้เอื้อให้เขาเข้ามา ลงทุน ฉะนั้นต้องปรับกฎระเบียบอย่างไรไม่ให้เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการลงทุน แต่ให้เกิดความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับ ขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ว่าจะเป็น IMD หรือ WEF ได้ออกมาแล้วว่าประเทศไทยนั้นมีขีดความสามารถลดลง ลดลงแปลว่าอะไร แปลว่า คนอื่นเขาพัฒนาไปแล้วไปแต่เรายังไม่ได้เตรียมขึ้นมา ถ้าดูตัวเลขจะเห็นว่าประเทศไทยเทียบกับประเทศมาเลเซีย เราลดลงไปแล้วขณะที่คนอื่นเริ่มขึ้นมา ตัวนี้เป็นตัวตอบโจทย์ทำไมเขาถึงบอกอย่างนี้เพราะโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ลง ทุนเลย ตั้งแต่เรามีปัญหาเรื่องวิกฤตเราลดการลงทุนโครงสร้างระยะยาว 4-5 ปี ข้างหน้าไม่มีโครงสร้างใหญ่เลยเป็นการลงทุนตามงบประมาณปีต่อปี แน่นอนงบประมาณปีนี้ตั้งไว้อย่างนี้ ปีหน้าตั้งอีกแบบหนึ่ง ไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็นถนนเส้นนี้ทำไป 50 กิโลเมตร แล้วหยุดและไปทำอีกเส้นหนึ่งก็เลยเห็นเส้นที่ขาดเชื่อมกันไปท่อน ๆ คือสิ่งที่เรากำลังพูดถึงการลงทุนระยะยาวที่เราไม่มี เราด้อยกว่าไม่ต้องพูดว่าด้อยกว่าประเทศสิงคโปร์เลยแต่เราด้อยกว่าประเทศ มาเลเซียด้วยซ้ำไป ความเหลื่อมล้ำตัวนี้จำเป็นต้องมาให้เห็นเพราะว่า การที่เราจะตั้งยุทธศาสตร์ประเทศต้องเข้าใจก่อนว่าพื้นฐานปัญหาวันนี้อยู่ ที่ไหนจะได้แก้ไขได้ถูก ถามว่าวันนี้สิ่งที่ดีขึ้นคือว่ากลุ่มที่มีรายได้มากโตขึ้น แต่ขณะเดียวกันฐานรากของประเทศไทยกลุ่มมีรายได้น้อยไม่โตขึ้น ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมไปต่างจังหวัดแล้วชาวบ้านถามหาเรื่องของการแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง เพราะเรากำลังเห็นช่องว่างตรงนี้ สิ่งที่ต้องการเห็นช่องว่างนี้คืออยากเห็นการเติบโตในกลุ่มของผู้มีรายได้ น้อยนั้นโตขึ้นเพื่อที่จะให้ช่องว่างนี้ลดลงไป ถ้าลดลงไปสิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร คนมีรายได้น้อยมีเงินมากก็จะมีเงินใช้จ่ายมากจะส่งเสริมให้ธุรกิจ SME ขายดี SME แข็งแรงก็จะมีโอกาสในการที่จะประกอบกิจการร่วมกับบริษัทที่เป็นบริษัทใหญ่ อันนี้คือวงจรเศรษฐกิจที่หมุนเท่านั้น ถามว่าแก้แก้กลุ่มบนกลุ่มเดียวได้หรือไม่ ไม่สามารถที่จะทำได้ฉะนั้นต้องกลับไปแก้ตั้งแต่ฐานราก นี่คือที่มาของนโยบายของรัฐบาลพยายามที่จะตอบโจทย์กลุ่มนี้เพื่อที่พลิกฟื้น เศรษฐกิจโดยเร็ว
การดำเนินการในปีแรก ก่อนที่จะไปลงเรื่องนโยบายต้องมาแก้ปัญหาที่มีอยู่คือ การแก้ไขปัญหาเรื่องอุทกภัย ขอขอบคุณทุกหน่วยงานต้องเรียกว่าวันแรกที่เข้ามาทำงบประมาณปี 2555 ปลายปี 2554 เกิดน้ำท่วมไม่มีใครรู้ว่าน้ำจะท่วมเท่าไหร่ ได้มีการของบประมาณจากทุกกระทรวง 10% ซึ่งเป็นที่มาของ 120,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้มาจากที่นี้เพราะขอจากกระทรวงไหนเราไม่สามารถทำได้ในเวลาอันรวด เร็ว แต่อย่างน้อยได้งบประมาณก้อนนี้มาเพื่อเยียวยาประชาชน เงินก้อนนี้ที่ทำให้เรารอดพ้นจากอุทกภัยในปีที่ผ่านมา และนำเสนอ พ.ร.บ. เงินกู้ ออก พ.ร.ก. เงินกู้ 350,000 ล้านบาท อันนี้เราก็จะไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณต่อไป แต่ต้องดูแลเรื่องการบริหารจัดการให้โปร่งใสเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นนี่ คือการแก้ปัญหาเก่า
รัฐบาลมีนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาและประชาชนที่จะต้องดำเนินการ ซึ่งมีนโยบายทั้งหมด 16 ข้อ ฉะนั้นเวลารัฐบาลน้อยลงไปหายไป 3-4 เดือน แต่รัฐบาลก็สามารถที่จะเริ่มแถลงนโยบายและมีการเร่งรัดเรื่องนโยบายทั้ง 16 นโยบาย ซึ่ง 16 นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์เรื่องของรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และขยายโอกาส ขอขอบคุณหน่วยราชการที่ร่วมมือกันทำงานกับรัฐบาลทำให้นโยบายต่าง ๆ ออกมา และการสร้างความเชื่อมั่นที่ดิฉันเองเดินทางร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเห็นใจกระทรวงการต่างประเทศที่มีจำนวนเจ้าหน้าที่น้อย ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศแล้วประมาณ 20 ประเทศใน 1 ปี แน่นอนเพราะนี่คือสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นกลับมา
ผลลัพธ์ของนโยบาย 16 นโยบาย ทุกนโยบายตอบโจทย์เรื่องของการทำอย่างไรให้เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ทำอย่างไรที่จะลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย ทำอย่างไรในการขยายโอกาสที่จะให้เขามีโอกาสเพิ่มรายได้เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ ดีขึ้น ที่สำคัญนโยบายนี้จะถูกกระจายไปทุกกลุ่มตั้งแต่ กลุ่มเด็กในวัยเรียน คนทำงาน ด้านสังคม เศรษฐกิจ และภาคธุรกิจ นี่คือนโยบายทั้งหมดที่เร่งด่วนที่ได้ดำเนินการไปจะถูกกระจายอยู่ นั่นหมายความว่านโยบายนี้พยายามที่จะให้ครอบคลุมคนไทยทุกคน ครอบคุลมภาคธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล แต่แน่นอนงานต่าง ๆ ต้องดำเนินการไป
ผลลัพธ์ในปีแรก นโยบายที่เพิ่มรายได้อย่างเช่น การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท รายได้ของมนุษย์เงินเดือนคือการปรับรายได้ที่ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท หรือเบี้ยผู้สูงอายุ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยในส่วนของพื้นฐานอย่างน้อยให้ผู้ที่มีรายได้น้อย นั้นดำรงชีพอยู่ได้ ถ้าดูตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเห็นว่าค่าครองชีพสูงขึ้นทุกปีแต่รายได้ไม่ขึ้น ฉะนั้นกลุ่มนี้อยู่ไม่ได้จึงเป็นที่มาของการเพิ่มรายได้ในกลุ่มผู้ที่มีราย ได้น้อยโดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน การลดค่าใช้จ่ายมีตั้งแต่เรื่องของการพักชำระหนี้ จะเห็นว่าพักชำระหนี้ถ้าดูทั้งแต่หนี้สถานะปกติที่เรามาจากโครงสร้างหนี้ ใหม่ รวมถึงลูกหนี้ที่ต่ำกว่า 500,000 รวมกันทั้งหมด รัฐบาลได้ดูแลช่วยเหลือในการลดค่าใช้จ่ายถึง 6 ล้านราย 6 ล้านรายนี้เป็นกำลังสำคัญ ถ้าช่วยเขาลดค่าใช้จ่ายได้ก็จะมีเงินปันผลในการไปประกอบอาชีพในการลงทุน เพื่อที่จะเกิดรายได้กลับมา และมีบัตรเครดิตการ์ดเกษตรกร วันนี้อนุมัติไปแล้ว 1,600,000 ใบ แล้วบัตรเครดิตการ์ดพลังงาน สำหรับผู้ถือบัตรประมาณ 60,000 ราย อีกทั้งจะเป็นรถจักรยานยนต์และรถรับจ้างสาธารณะ จำนวน 3,000 ราย
ขยายโอกาสเรื่องของการท่องเที่ยวจากการสร้างความเชื่อมั่นจากสถานการณ์ ภายในประเทศจะเห็นว่า รายได้จากการท่องเที่ยวมีรายได้ 1.4 ล้านล้านบาท ในปี 2554 จำนวนนักท่องเที่ยวตั้งเป้าไว้ 21,900,000 คน วันนี้อยู่ที่ 22 ล้านคน แน่นอนกระทรวงคมนาคมไม่ต้องแปลกใจว่าสนามบินถึงเต็ม ทำไมเราต้องขอกำลังเจ้าหน้าที่จาก ตม. สำนักงานตำรวจแหง่ชาติ ตำรวจท่องเที่ยว เพราะทุกอย่างหมุนตาม ฉะนั้นวันนี้ทำงานเหมือนเดิมไม่ได้แล้วเพราะว่าตัวเลขโตขึ้น ทำปรับกระบวนการทุกงานทุกอย่างทั้งหมดไม่สามารถใช้แผนเดิมได้ เพราะนักท่องเที่ยวเข้ามามากและไม่สามารถรู้ว่าจะมีมากขึ้นหรือไม่
โครงการบ้านหลังแรก มีผู้ยื่นใช้สิทธิ์อยู่ประมาณ 9,600 ราย รถยนต์คันแรก จบอยู่ที่ 1,250,000 คัน ถือว่าเป็นยอดที่จะขอคืนเงินอยู่ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะมีการตั้งงบประมาณในการทยอยจ่ายคืน นอกจากนี้ปีนี้ได้มีการจัดเก็บสรรพสามิตกลับมาแล้วแสนกว่าล้านก็เป็นสิ่งที่ สามารถนำมาใช้ในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ตามรถยนต์ถ้าดูจากตัวเลข 26% ที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เหลืออยู่ต่างจังหวัดไม่ใช่อยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด ถามว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ เป็นสิ่งที่เราอยากเห็น เพราะถ้าโตในต่างจังหวัดถ้าไปตรวจสอบจะซื้อรถกระบะ รถปิคอัพ แปลว่าผู้มีรายได้น้อยเริ่มมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและซื้อรถยนต์เพื่อใช้ใน การประกอบอาชีพ อันนี้คือสิ่งที่อยากให้หน่วยงานติดตามต่อไป ทำไมปีนี้ถึงต้องการให้ติดตามนโยบาย เพราะเราต้องการติดตามผลของนโยบายนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้รู้ว่านโยบายอะไรที่ทำแล้วเกิดผลได้ดีขยายต่อ หรือพัฒนาในส่วนอื่นต่อไป ทำให้เห็นว่าที่เราทำงานและเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งหมดตัวเลขดัชนี ความเชื่อมั่นของนักธุรกิจดีขึ้นกลับเข้ามาแล้ว และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ตัวเลขนี้ตอบว่าทำไมถึงมั่นใจเพราะมีจำนวนนักธุรกิจ ภาคธุรกิจที่ขอขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนที่ขอรับในเรื่องของการส่ง เสริมการลงทุนของ BOI อันนี้คือตัวเลขที่มาจาก BOI ถึง 2,500 ราย ตัวเลขดีขึ้นมาก ขณะเดียวกันทุนสำรองของประเทศก็มีความมั่นคง เรามีทุนสำรองเพียงพอและถือว่าอยู่ในร้อยละ 48 % ของ GDP
อัตราการว่างงานลดลง จริง ๆ แล้วคนที่จบมามีงานทำ แต่ในขณะเดียวกันบางอุตสาหกรรมขาดแรงงาน ขาดคนงาน ต้องทำอย่างไรให้ 700,000 นี้สามารถเดินเข้างานได้ตรงกับความต้องการของตลาด ตรงกับภาคธุรกิจที่กำลังขยายไป เรามีปัญหาแรงงานในส่วนของการไปสู่อุตสาหกรรมโดยเฉพาะรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ มีไม่เพียงพอและลองคิดดูว่าท่านนั่งอยู่อย่างนี้ปีหน้าจะมีการลงทุนงบประมาณ 350,000 ล้าน เรื่องของโครงสร้างการแก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนต้องใช้แรงงานอีกเท่าไหร่ และยังไม่รวมกับการออก พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้าน ที่จะทำเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน นั่นคือสิ่งที่เราต้องหันกลับมาบอกแล้วว่ากระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ ต้องกลับมาวางแผนกำลังพลการส่งเสริมคน เพื่อให้ตอบโจทย์ต่ออุตสาหกรรมและทิศทางที่จะโตในอนาคตไม่สามารถใช้ตัวเลขโต ปีละ 5-10 % ได้อีกต่อไป ถือว่าเป็นข่าวดีจากที่เราทีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปี 2554 นั้นเศรษฐกิจมีการหดตัวไม่ถึง 1 % จากที่คาดไว้เกือบ 4 % นี่คือโอกาสที่หายไป แต่ขณะเดียวกันด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน ดิฉันเองในนามของคณะรัฐมนตรีต้องขอขอบคุณหน่วยงานราชการทุกคน
ความเสียหายที่พบในเรื่องของผลกระทบทั้งภาคอุตสาหกรรม ครัวเรือนต่าง ๆ แต่เราร่วมกันในการกอบกู้และพลิกฟื้นกลับมาภายใน 6 เดือน 6 เดือนนั้นทิศทางการเติบโตของ GDP ดีขึ้นทำให้รายได้ต่าง ๆ ดีขึ้น ถัวเฉลี่ยคาดว่า GDP จะปิดอยู่ที่ 5.5 เป็นความภูมิใจที่เราได้นำ GDP ต่ำ ๆ นั้นกลับมา เงินเฟ้ออาจจะมีปัญหาช่วงต้น วันนี้เงินเฟ้ออยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว คือร้อยละ 3% ตรงนี้ต้องฝากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทยดูเรื่องค่าไฟให้กับพี่น้องประชาชนให้รักษาระดับ นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันดูตรงนี้ด้วย แต่เงินเฟ้อต่ำ มากเกินไปก็ไม่ได้บอกว่าดีขึ้น อาจจะกระทบปัญหาเงินเฟ้อ เงินฝืด แต่ที่สำคัญไม่ใช่เรื่องเงินเฟ้อ เป็นเรื่องที่ทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายได้ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่รักษาระดับเงินเฟ้อให้อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้
เรื่องงบดุล การขาดดุลงบประมาณ ปีแรกที่เราทำงบประมาณก็ขาดดุลประมาณ 400,000 ล้านบาท วันนี้เราพยายามที่จะรักษาการขาดดุลนั้นให้ลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี เป็นที่มาว่างานมากแต่การใช้งบประมาณนั้นขอให้ลดลง เราจะทำอย่างไร เราต้องคุยกันในลักษณะที่ไม่ได้ตัดงบประมาณ เราจะปรับยุทธศาสตร์ในการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ อย่างไร จะขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพราะวันนี้งบประมาณมีอยู่หลายส่วน งบประมาณอยู่ที่กระทรวง กระทรวงก็ต้องตัดงบประมาณไปตามทิศทางของยุทธศาสตร์ประเทศ ในจังหวัดก็มีงบประมาณของจังหวัดเอง งบประมาณกลุ่มจังหวัดและไม่รวมงบประมาณในการกระจายอำนาจท้องถิ่น ถ้าต่างคนต่างทำ เงินทั้งหมดจะถูกกระจายไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการทำ WORKSHOP ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะมาพูดคุยกัน เรียกว่าการปรับจูนในเรื่องของการลดช่องว่างตรงนี้ ระหว่างนโยบายของรัฐ นโยบายของกระทรวงลงไปยังจังหวัดเพื่อปรับให้เป็นยุทธศาสตร์ที่สอดคล้อง ฉะนั้นเม็ดเงินเราจะลงไปอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ดิฉันเชื่อว่าตรงนี้เราจะทำได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ต้องเหนื่อยที่ต้องมานั่งทำการบ้านในการปรับจูนตรงนี้ร่วมกับสำนักงบ ประมาณ ดุลบัญชีเดินสะพัดยังเป็นบวกอยู่ เป็นสิ่งที่ดีอยู่เพราะว่าจริง ๆ ที่ผ่านมานั้นเรานำเข้ามามาก เชื่อว่าการนำเข้านี้ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการขยายกำลังการผลิตที่มีผลกระทบ จากอุทกภัย
ผลลัพธ์หนี้สาธารณะที่หลาย ๆ ภาคส่วนเป็นห่วง เราต้องทำหน้าที่ในการรักษาวินัยการเงิน การคลัง วันนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 43.9% ซึ่งถ้าเทียบกับในอดีตถือว่ายังอยู่ในช่วงที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ผ่านมา ถ้าไปดูจากประเทศอื่น ๆ สีแดง ๆ เห็นหรือไม่ ประเทศไทยก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ตรงนี้เราต้องพยายามรักษาระดับแบบนี้ก็จะเป็นจุดแข็งของเรา แต่ขณะเดียวกันเรายังไม่ขยายและลงทุนเลย เพราะการขยายการลงทุนก็มาควบคู่กับการเติบโตทางด้านของรายได้และเศรษฐกิจของ ประเทศ ปีที่ 1 ผ่านไป คราวนี้เรามาคุยกันต่อว่าในปีที่ 2 การทำงานขับเคลื่อนนโยบายในปีที่ 2 ต้องเรียนว่าเราได้ทำงบประมาณไป แต่ทุกอย่างนั้นจะมีทั้งงบประมาณที่เราได้วางแผนและการเตรียมตัวสำหรับปีที่ 3 การทำงานเต็มตัวในปีที่ 3 เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ตัวเลขงบประมาณอย่างเดียว ก็เป็นงานที่เราทำงานพัฒนาควบคู่กันไป ในปีที่ 2 ก็คาดหวังสิ่งที่เราต้องทำร่วมกันต่อคือการดำเนินงานนโยบายที่เร่งด่วนของ รัฐบาล 16 ข้อนั้น ทำอย่างต่อเนื่องแต่เน้นในเรื่องของหลักคิดคือการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาส 2. คือการแก้ปัญหาเดิม ปัญหาเดิมที่มีอยู่แบบไหนก็ต้องทำงานให้เสร็จ ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานหรือเรื่องของทางด้านพื้นฐานแห่งรัฐที่จะต้องทำ มีหน้าที่ เช่น ต่างจังหวัดยังไม่มีน้ำใช้พอต้องขยายไป ตรงนี้ก็ยังทำอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ลดทอนไป แปลว่าพื้นฐานต้องทำให้ได้มาตรฐานและจากนั้นก็แก้ปัญหาที่มีอยู่ให้ดี อันนี้คือสิ่งที่เราจะต้องทำงานแบบเก่า และงานปัจจุบันควบคู่กันไป บวกกับงานใหม่คืองานที่จะพูดถึงนี้คือการพัฒนาเพื่อสร้างรากฐาน ถามว่านำมาจากไหน ก็มาจากโจทย์ที่เราเห็นเราอยู่ว่าปัญหาตั้งแต่ต้นประเทศเสียโอกาสไปตรงไหน ทำอย่างไรให้เรามีคนมาลงทุนบ้านเรามาก ๆ ทำอย่างไรให้คนในประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คือสิ่งแรกที่เราคุยกันในการทำยุทธศาสตร์จังหวัดให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ประเทศ การวางยุทธศาสตร์ระยะยาวสิ่งไหนที่ทำได้ก่อน สิ่งไหนที่จะต้องเตรียมตัว และเรื่องของการสะท้อนการเตรียมตัวสู่ประชาคมอาเซียน การปฏิรูปการศึกษา การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การจัดทำเรื่องที่ดิน รวมถึงการปลูกป่ายังคงต้องดำเนินการต่อ โครงการ 800 ล้านกล้า 80 พรรษา มหาราชินี นี่คือหนึ่งในโครงการปลูกป่าที่เราจะทำ แต่ยังไม่รวมโครงการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติจะต้องฟื้นป่าขึ้นมา ในการอนุรักษ์ป่าเสื่อมโทรมแก้ไขในส่วนนี้ด้วย เพื่อให้ประเทศนั้นได้มีการปรับสมดุลในเรื่องของสภาวะภูมิอากาศ
ยุทธศาสตร์ ประเทศเกิดจากการระดมสมองที่เราได้มีการประชุมกันที่พัทยา ดิฉันขอนำยุทธศาสตร์นี้เป็นตัวตั้งที่เราจะได้มาพูดคุยกันและเป็นแนวทางที่ เราจะทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนต่อไป
ยุทธศาสตร์ที่ 1 เรื่องของการหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลาง เมื่อก่อนเราอยู่ในกลุ่มของประเทศรายได้น้อย และวันนี้เราถูกปรับขึ้นไปเป็นรายได้ปานกลาง เราอยู่ในกลุ่มที่มีรายได้ดีขึ้นแต่ขณะเดียวกันสิทธิพิเศษที่เราเคยได้หายไป แล้ว ภาคการเกษตรเรียกร้องขอให้ช่วยในการเจรจาต่อรองต่าง ๆ เราจะทำอย่างไรในการปรับตัว ถามว่าเกิดจากอะไร เกิดจากค่าเฉลี่ยที่ได้เห็นชาร์ตตารางก่อนนั้นคือเรื่องของการเหลื่อมล้ำ ระหว่างผู้ที่มีรายได้มากกับผู้มีรายได้น้อยสองก้อนนำมาเฉลี่ย มาเป็นตัวนี้ที่เราถูกปรับยกระดับขึ้น ถามว่าการยกระดับ เขาเอารายได้ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีรายได้มากมาถัวเฉลี่ย แต่ในความเป็นจริงพื้นฐานของประเทศเป็นเกษตรกรรม ประชาชนยังไม่มีความพร้อม รัฐบาลต้องทำอย่างไรให้มีความพร้อมก้าวขึ้นไปให้ทันกับสิ่งที่เราจะถูก เปลี่ยนมาเป็นประเทศที่อยู่ในรายได้ระดับปานกลาง ถ้าเราทำได้ดีขึ้นเราจะหลุดพ้นจากปานกลางขึ้นไปเป็นผู้ที่มีรายได้มากขึ้น คือการสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว คือการสร้าง growth (การเจริญเติบโต) ที่จะต้องเกิดขึ้น
ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะฐานผู้มีรายได้เหมือนสามเหลี่ยมปิรามิด ถ้าฐานล่างได้ถูกปรับตัวยกขึ้น ตรงนี้คือรายได้ใหม่ที่จะโตขึ้นและสิ่งที่เราทำคือยังมีอีกหลาย ๆ กลุ่มที่ยังขาดโอกาสและความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน ฉะนั้นเริ่มแรก พื้นฐานแรก แก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำให้เกิดความเท่าเทียมกันทั้งหมด ความเหลื่อมล้ำหมายถึงน้ำ ไฟ ถนนต่าง ๆ การกระจายโครงสร้างพื้นฐานต้องทั่วถึง การคมนาคมต้องทั่วถึง อันนี้คือสิ่งที่เป็นพื้นฐาน และทำอย่างไรให้ความเหลื่อมล้ำผู้ที่ด้อยโอกาสได้อยู่บนความเสมอภาค ฉะนั้นความเสมอภาคนั้นมีความหมายคือเสมอภาคทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างการเติบโตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะหลาย ๆ ประเทศโตขึ้น หรือประเทศเราโตขึ้น เรามีเทคโนโลยีมากขึ้น มีการก่อสร้างมากขึ้น เศรษฐกิจเจริญขึ้น แต่ขณะเดียวพื้นฐานสำคัญคือปัจจัย 4 กลับไปหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราจะทำอย่างไรให้เราโตแบบสมดุล เราจะทำอย่างไรให้เราโตบนสิ่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะเห็นว่าหลาย จังหวัดมีโรงงานอุตสาหกรรมมาก แต่อยากเห็นความเป็นสีเขียว เราจะเปลี่ยนคุณภาพชีวิตนี้ให้เป็นโอกาส view growth เป็น Green City ได้หรือไม่ จะเกิดให้เป็น Green growth economy เพื่อเป็นรายได้ใหม่ได้หรือไม่คือการโตแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ยุทธศาสตร์ที่ 4 ดิฉันอยากเห็นการปรับสมดุลของ 3 ยุทธศาสตร์นี้เข้ากันด้วยการโตอย่างมีคุณภาพ โตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและโตบนพื้นฐานที่ลดความเหลี่ยมล้ำ จริง ๆ แล้ว เรากำลังน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภายใต้แนวคิดเรื่อง ของเศรษฐกิจพอเพียง คือการปรับสมดุลนี้ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ถามว่าการปรับสมดุลผู้ที่จะเริ่มเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการปรับในส่วน ของระดับการบริหารราชการ อยากเห็นการทำงานเชื่อมต่อกัน อยากเห็นการทำงานที่มองมิติใช้ยุทธศาสตร์เป็นตัวนำ ฉะนั้นจึงเป็นที่มาของวันนี้ที่เราจะมาพูดคุยกัน และเราจะทำงานร่วมกัน
ถ้าดูใน 4 ยุทธศาสตร์ จะต้องมีสิ่งที่เชื่อมให้ยุทธศาสตร์นี้เกิดขึ้น ส่วนโครงสร้างพื้นฐาน คือ การทำให้ประเทศเติบโตควบคู่กับสิ่งแวดล้อม ก็ต้องใช้ในด้านของงบประมาณ มีตั้งแต่เรื่องการปรับโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น การวิจัย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นการเชื่อมรายได้กับสิ่งแวดล้อม ถ้าใช้แต่งบประมาณอย่างเดียวไม่มีความสมดุล ก็ต้องมีการสร้างคนคุณภาพ ชีวิตความรู้ของคน ถ้าเราแก้ไขคนที่มีความเหลื่อมล้ำ ให้มีการศึกษาที่ดีขึ้น เขาก็จะรู้จักวิธีการหารายได้ที่ดีขึ้น ถ้าสอดแทรกการศึกษาที่เข้าใจสิ่งแวดล้อม เขาก็จะรู้สึกมีความรักในธรรมชาติ มีความเข้าใจ ไม่ตัดไม้ทำลายป่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องทำควบคู่กันไป ส่วนการเชื่อมเรื่องของการปรับคุณภาพชีวิต เรื่องคนกับเรื่องการปรับโครงสร้าง กฎระเบียบต่าง ๆ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องสอดคล้องกัน เพราะกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เราต้องทำงานร่วมกัน เพราะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจะต้องมาดูว่ากฎระเบียบอะไรที่ลดปัญหา อุปสรรค และเอื้อต่อการทำงานและการลงทุน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องพูดคุยกัน รวมถึงกฎระเบียบที่เป็นสากล ที่นานาประเทศยอมรับ นี่คือภาพยุทธศาสตร์ประเทศที่เราได้มาจากการระดมสมองร่วมกันกับปลัดกระทรวง และส่วนราชการต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่รู้รายละเอียดทั้งหมด ซึ่งเราก็ได้นำมาเสนอในส่วนของยุทธศาสตร์
ส่วนแนวคิดในการที่จะสร้างความสามารถ ในการแข่งขันนั้น เราจะต้องมีแนวคิดอย่างไร แนวคิดแรก ก็คือ ข้างล่างขั้นพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานแห่งรัฐ ที่รัฐบาลต้องมีหน้าที่ในการสร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ในการให้คุณภาพการศึกษากับทุกคน การดูแลเรื่องน้ำ ไฟ ปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำอยู่แล้ว ฉะนั้นงบประมาณในส่วนนี้เราต้องคงอยู่ เดี๋ยวทางสำนักงบประมาณจะพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานแห่งรัฐที่เป็นหน้าที่ที่ เราต้องทำอยู่ จากตรงนี้ ถ้าเราจะยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เราก็ต้องส่งเสริมเรื่องอุตสาหกรรม ซึ่งเรามองใน 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ การเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวและบริการ โดยการเสริมเพื่อให้รายได้เติบโต คือการทำฐานเดิมที่มีอยู่ให้แน่นขึ้น ให้โตขึ้น ถ้าโตขึ้นไม่ได้การทำฐานใหม่จะทำอย่างไร ทำฐานเดิมให้ดีและเพิ่มฐานใหม่ ยกตัวอย่าง การส่งออก ฐานเดิมที่เคยถูกลดไปในตลาดยุโรป เราก็ต้องรักษาฐานเดิมที่เป็นลูกค้าที่ดี แล้วเราจะเพิ่มตลาดใหม่ในกลุ่มของอาเซียนได้อย่างไร วันนี้อยากเห็นยุทธศาสตร์จังหวัด ยุทธศาสตร์การพัฒนาทิศทางของอุตสาหกรรม มองครบมากขึ้น เพื่อเราจะได้ตัวเสริมตัวใหม่ ทำไมวันนี้หลาย ๆ ประเทศ กลับมามองภูมิภาคเอเชีย เพราะเอเชียมีจำนวนมากหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ ประเทศมีปัญหาเรื่องของการเติบโต GDP ที่คงที่หรือลดลง เขาต้องหาฐานใหม่ เราก็ต้องหาฐานของเราเหมือนกัน ดังนั้นอยากให้เรามาคิดใหม่ ของเดิมอะไรที่ดีอยู่แล้วเราก็คงไว้ อะไรที่ไปไม่ได้เราก็จะเสริมฐานนี้ไปสู่ฐานใหม่อย่างไรให้มั่นคง สิ่งนี้เป็นแนวคิดที่ดิฉันอยากมอง และสุดท้ายเราจะพบกับการเติบโตที่มั่นคง และอาเซียนเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่จะทำให้เราเกิดวงจรนี้มากขึ้น
ยุทธศาสตร์นี้ เป็นแผนงานหลัก ๆ ที่จะนำมาดำเนินการและเน้น จริง ๆ แล้วในรายละเอียดก็จะมีของกระทรวงที่จะทำเสริมเข้ามา แต่อยากเห็นทิศทางในการเติบโตให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สิ่งแรกคือ การทำให้เศรษฐกิจขยายตัวและมีรายได้ต่อคนเพิ่มมากขึ้น ขยายตัวแปลว่าเกิดของใหม่ ของเดิมก็มีรายได้ต่อคนเพิ่มมากขึ้น เราอยากเห็นการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตและรักษาอุตสาหกรรมในการบริการเดิม อย่างเช่น เราอยากเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ เราประกาศจะเป็นครัวไทยสู่ครัวโลก วันนี้ต้องวางจุดและเราจะพัฒนาอย่างไรให้อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นพื้นฐานทางด้านเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน เราต้องพูดว่า ความมั่นคงทางพลังงานด้วย เพราะว่าถ้าพลังงานขาดแคลนหรือพลังงานมีต้นทุนที่สูง ก็จะทำให้ราคาต่าง ๆ ผันผวนไป หรือบางครั้งพืชบางอย่างก็สามารถปรับไปเป็นพลังงาน ส่วนการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ วันนี้เราเป็นรายได้หลัก เรายังไม่มีศูนย์ทดสอบและวิจัยรถยนต์ ซึ่งสิ่งนี้เราอยากเห็นการทำวิจัยใหม่ ๆ เกิดขึ้น เราจะได้เสริมความแข็งแรง วันนี้เราอาศัยต่างประเทศเข้ามาลงทุนในการผลิตรถยนต์และประกอบในประเทศไทย แต่เรายังไม่ได้สนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เกิดในประเทศไทยเลย เพื่อให้เรามีฐานฝีมือแรงงานที่ดี หรือการบริการด้านสุขภาพ ในภูมิภาคอาเซียน หลาย ๆ คน มารักษาที่ประเทศไทย และบอกว่า การบริการของประเทศไทยนั้นดีมาก และเราจะเป็นศูนย์กลางอย่างไร ตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากเห็นศูนย์กลางในการพัฒนาการให้บริการสุขภาพ รวมถึงการผลิตพลังงานสะอาด ก็จะไปสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่เราพูดถึง หรือแม้กระทั่งการผลิต วัสดุชีวภาพ หรือ biomass (สารอินทรีย์ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติและสามารถนำมาใช้ผลิต พลังงานได้) รวมถึงศูนย์อุตสาหกรรมอากาศยาน และศูนย์บริการการท่องเที่ยว สิ่งนี้คือการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เป็นอุตสาหกรรมหลักที่เราต้องการสร้างให้เกิดความแข็งแรง ตรงนี้อาจจะไม่ครบ อาจจะแนะแนวทางให้กระทรวงต่าง ๆ และกระทรวงต่าง ๆ ก็ต้องช่วยกันในการทำงานบูรณาการ แต่ศูนย์กลางต่าง ๆ ที่พูดถึงนั้น ไม่ควรจะอยู่ในมือของกระทรวงแล้วกระจายลงไปโดยที่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน สิ่งนี้คือกระทรวงต้องทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด เราอาจจะเลือกแต่ละจังหวัดให้เป็นยุทธศาสตร์จังหวัด เพื่อให้มีศูนย์แต่ละศูนย์ให้เกิดความแตกต่างที่ชัดเจน สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้งบประมาณกระทรวงนั้นลงไปสู่จังหวัดอย่างมี ประสิทธิภาพและมียุทธศาสตร์ อย่างเช่น เราจะมีการลงทุนศูนย์ทดสอบและวิจัย เพราะฉะนั้นท่านจะต้องไปเลือกลงทุนที่ใกล้จังหวัดผลิตรถยนต์ หรือจะไปลงโซนใหม่ที่ใกล้ท่าเรือและการขนส่ง เป็นต้น เราจะนำงานตรงนี้มาเชื่อมต่อกัน และเราจะได้กำหนดจังหวัดและกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ตรงนี้จะพูดถึงยุทธศาสตร์ประเทศที่ลงไปในรายพื้นที่
ต่อไปคือการเพิ่มขีดความสามารถของ SME และ OTOP ดิฉันมองว่าเราอยากเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนขึ้นมาเป็นธุรกิจ SME ตรงนี้จะมองเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพทุกด้าน ซึ่งเราจะทำในแนวลึกมากขึ้น เพื่อให้กระทรวงเข้ามามีบทบาทในการที่จะเป็นพี่เลี้ยงของ SME และ OTOP ในแต่ละอุตสาหกรรม และกระทรวงนั้นจะกลายเป็นกระทรวงที่บูรณาการ โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรมก็จะทำหน้าที่บูรณาการทุกกระทรวงเข้ามาช่วยเหลือ SME ในแต่ละอุตสาหกรรม หรือ OTOP วันนี้จะไม่มีการทำเรื่องของศูนย์จัดจำหน่ายสินค้าหรือการวางมาตรฐานต่าง ๆ ที่จะทำให้ OTOP นั้นแข็งแรง หรือในอนาคต OTOP จะสามารถเติบโตขึ้นไปในการส่งออกได้เป็นพื้นฐานที่สำคัญ IT จะนำเข้ามาใช้อย่างไร และ R&D (การทำวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มคุณภาพ) ที่จะต้องทำวิจัย เราต้องมาคุยกันเป็นยุทธศาสตร์ เพราะวันนี้เรามีหน่วยงานวิจัยเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าต่างคนต่างวิจัย ก็จะเป็นการวิจัยซ้ำซ้อน นี่คือสิ่งที่เราต้องตกลงกันในลักษณะยุทธศาสตร์ที่เป็นที่ตั้ง ทุกฝ่ายช่วยกันและบูรณาการเรื่องการซ้ำซ้อน ถ้าเราทำอย่างเต็มที่ท่านจะได้ใช้งบประมาณอย่างเต็มที่ ถ้าหน่วยงานที่เป็นต้นสังกัดวางยุทธศาสตร์แล้วตั้งยุทธศาสตร์แล้วบอกกระทรวง อื่น แล้วเราจะทำงานบูรณาการมากขึ้น เราจะปรับโครงสร้างใหม่ ไม่ทำงานแบบแค่กระทรวงต่อไป เราจะทำงานแบบยุทธศาสตร์เป็นที่ตั้ง
การจัดการใช้ที่ดินของประเทศ การโซนนิ่ง เราเคยมีการประชุมกันแล้ว 1 – 2 ครั้ง เราจะมีการกำหนดการใช้ที่ดินที่ชัดเจน ถ้าดูในแผนที่ประเทศไทย วันนี้ต่างคนต่างปลูก เมื่อปลูกเสร็จคนปลูกก็อยากจะขายราคาดี ๆ แต่ถ้าปลูกเป็นจำนวนมาก ราคาก็ไม่ดี เพราะคนซื้อไม่ทัน สินค้าก็เสียหาย ราคาตกต่ำ ขณะเดียวกันคนซื้อก็อยากซื้อของถูก แต่ถ้าผลผลิตมีน้อย น้ำแล้ง ซึ่งสินค้าก็ต้องแพง นี่คือสิ่งที่เราต้องคุยกันถึงการจัดยุทธศาสตร์โซนนิ่ง แปลว่าการจัดยุทธศาสตร์นี้เพื่อส่งเสริมในแต่ละอุตสาหกรรมให้เหมาะสมกับ ปริมาณการใช้ การผลิต และการบริโภคในประเทศ ส่วนที่เหลือจะได้รู้ว่าเราต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ในการส่งออกอย่างไร จะขายให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร จะได้ไม่ต้องมีของเหลือทิ้ง หรือนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป ตรงนี้เป็นวัตถุประสงค์ของการจัดเรื่องโซนนิ่ง
ต่อไปคือเรื่องของการปรับระบบโลจิ สติกส์ หรือพื้นฐานของ IT รวมถึง ICT พื้นฐานทั้งหมดที่เราต้องมาคุยกัน เราจะคุยในรายละเอียดเรื่องของรถไฟความเร็วสูงต่าง ๆ แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มีวัตถุประสงค์เดียวคือ การสร้างรายได้ การสร้างรายได้มีอยู่ 2 ทางคือ รายได้ทางตรงคือการเกิดของชุมชนใหม่ หรือการตัดถนนให้ลัดลงไป ค่าใช้จ่ายลดลง เงินก็ยังเพิ่มขึ้น นี่คือ 2 ส่วนที่ต้องมองเป็นหลักยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้นเราจะมองประเด็นตรงนี้และวางจุดศูนย์กลางในเรื่องของการเติบโต เป็นหลัก ตรงนี้เรามีทั้งการพัฒนาโครงข่าย ICT ที่จะใช้เทคโนโลยีที่จะลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ถ้าเราคิดเห็นตรงกันแบบนี้ทั้งหมด งานจะเกิดผลพร้อมกัน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 เรื่องของการสร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานเช่นเดียวกัน อะไรที่เป็นพื้นฐานแห่งรัฐที่จะต้องทำให้เกิดความเท่าเทียมกันของทุกคนภาย ใต้รัฐธรรมนูญนี้ต้องการเห็นความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ทั้งเรื่องของสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ต้องดู อะไรที่ยังไม่ได้รับความเสมอภาคตรงนี้เราต้องช่วยกันแก้ไข รวมถึงการจะก้าวเข้ามาประเทศไทยของประเทศเพื่อนบ้าน มีกลุ่มอาเซียนเข้ามา สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะเข้ามาหาตัวเราไม่นาน เรามีเวลาไม่มากจริงๆ ตรงนี้ถามว่าถ้าเราลดความเหลื่อมล้ำแน่นอน เราก็จะสามารถโตขึ้น โดยที่ความเหลื่อมล้ำ ดิฉันเองมองว่าเริ่มมองหลังจากที่มีการปูพื้นฐานให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน เราควรจะเริ่มมองเป็นช่วงอายุคน ถามว่าทำไมต้องมองเป็นช่วงอายุคนก็เพื่อให้เกิดการบูรณาการ ดิฉันอยากเห็นการมองคนตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน ถามว่าเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา 0 – 3 ปี มีความต้องการเหมือนกับผู้ใหญ่ไหม ไม่เหมือนการดูแลไม่เหมือนกัน พื้นฐานแห่งรัฐที่จะต้องดูแลเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างไร ผู้ที่มีรายได้น้อยไม่มีโอกาสได้ให้นมลูก จะมีศูนย์เด็กเล็กให้เขาสักที่ไหม หรือจะมีศูนย์เด็กเล็กรวมกับทางท้องถิ่นในการให้เด็กที่ด้อยโอกาสมีโอกาสได้ เรียนรู้เป็นเยาวชนที่ดีของประเทศได้ไหม หรือเด็กอายุ 3 – 7 ขวบถือว่าเป็นวัยของการเรียนรู้ เราจะให้เด็กได้เรียนหนังสือทุกคนไหม เราจะให้เด็กทุกคนที่ป่วยไม่สบายได้รับการดูแลรักษาไหม กรณีพ่อแม่ไม่มีเงิน นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นการมองในแต่ละช่วงอายุของคน
การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเราจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แล้วหน่วยราชการจะมีคนเกษียนอายุราชการอีกมากเรายังไม่ได้คุยกันเลย ถ้าเราทำเป็นช่วงอายุจะทำให้เกิดการเข้าใจวงจรนี้ดีขึ้น กระทรวงจะทำการบูรณาการเพื่อให้การสนับสนุน เพราะวันนี้ต่างคนต่างทำ ที่ดิฉันพูดคำนี้ เพราะว่าบังเอิญด้วยข้อกฎหมายของเรา ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการต่างๆ กว่า 100 คณะ เป็นไปไม่ได้ที่นายกรัฐมนตรีจะลงไปประชุมทั้งหมด จึงมีการมอบหมายให้ผู้แทนเข้าร่วมประชุมแทน เกิดการถามคำถามเดียวกันอย่างเช่น คณะผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กเล็ก ปฐมวัย ถามคำถามเดียวกันหมดเรื่องสิทธิสวัสดิการว่าจะมีการดูแลอย่างไร และกระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะต้องเข้าร่วมประชุมทุกคณะถ้าเป็นงานด้านสังคมและสวัสดิการ ส่วนเรื่องไหนที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ สำนักงบประมาณต้องเข้าประชุมทุกคณะ ปรากฏว่าต่างคนต่างทำ ทำไมเราไม่บูรณาการทำงานเข้าด้วยกัน นำทุกคนที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน นี้คือแนวทางต่อไปที่จะขอหารือ
กรณีเรื่องเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ เราต้องดูช่วงอายุที่เร่งด่วนก่อน เพราะฉะนั้นงานที่ต้องทำเรื่องแรกคือการปฏิรูปการศึกษา ขออนุญาตใช้คำนี้ ไม่แน่ใจว่ากระทรวงศึกษาธิการจะว่าอย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้วเราได้มีการคุยเรื่องการศึกษามามาก สิ่งที่ภาคการศึกษาอยากเห็นคือการที่จะทำอย่างไรให้การศึกษามีการพัฒนาและ ตอบสนองตลาดที่มีความต้องการในอนาคต วันนี้จะเห็นว่าแรงงานที่ว่างจำนวน 7 แสนคน ถ้าเราพัฒนาได้ดีเผลอๆ ไม่มีอัตราแรงงานว่างด้วยซ้ำ ฉะนั้นเราจะผลิตอย่างไรให้ทัน และต้องยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งการยกระดับการศึกษานั้น ต้องพูดถึงหลักสูตรการศึกษา การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้หลักสูตรน่าสนใจและทันสมัยเปลี่ยนแปลงให้ทันกับยุค สมัย การพัฒนาโรงเรียน สถานศึกษาให้เอื้ออำนวย การศึกษาไม่ต้องจำกัดอยู่ในเพียงห้องเรียน ดิฉันไม่อยากเห็นครูคืออาชีพสุดท้ายที่คนเลือก ดิฉันต้องพูดอย่างนี้ตลอด เพราะดิฉันเชื่อว่าจิตวิญญาณครูมี แต่เราอยากทำให้ครูมีกำลังใจและพัฒนาขึ้นไป เพราะครูคือคนที่สอนลูกหลานของเราต่อไป ฉะนั้นสิ่งนี้คือเราต้องคุยร่วมกัน นี่คือพูดเฉพาะในเรื่องของฝ่ายที่ดูแลเรื่องการศึกษา ยังไม่ได้พูดถึงผู้รับการศึกษาเลย แล้วเราต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนว่าอนาคตข้างหน้ามีความต้องการผู้จบสาย อาชีวะเท่าไหร่ สายปริญญาตรีคณะวิศวะไฟฟ้า วิศวะเครื่องกล หรือการตลาดต้องการเท่าไหร่ วันนี้พอไม่มีที่ต้องการ ทุกโรงเรียนก็จะผลิตสายสามัญซึ่งเป็นสายบริหารมากขึ้น นี่แหละสาเหตุที่ทำให้ผู้จบการศึกษาสายบริหารทำงานยากขึ้น ถ้าเราคุยกันให้ชัด ภาครัฐส่งเสริมให้ตรงกับความต้องการของเอกชน ส่งเสริมในส่วนใหม่ที่ภาคเอกชนทำไม่ได้ ปรับบทบาทนี้ได้ ดิฉันเชื่อว่าวงการศึกษาเราจะแข็งแรงมากขึ้น เราอยากเห็นการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐทำงานฝ่ายเดียว การพัฒนาการใส่หลักสูตร เรื่องของคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กันไป วันนี้ฝ่ายของบุคลากรการศึกษา และฝ่ายอุปกรณ์การเรียนต้องทำงานคู่กันไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพราะเราต้องการสร้างเอกลักษณ์ของไทย เราต้องเริ่มสอดแทรกเข้าไปในเนื้อหาการศึกษา เราอยากเห็นการบูรณาการเนื้อหาหลักสูตร และวิธีการเรียนการสอนที่เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ใช้การเรียนที่สอนให้เด็กดึงศักยภาพของเด็กออกมาให้มากที่สุด
เรื่องของการพัฒนาระบบสวัสดิการต่างๆ เหล่านี้ เช่น การเข้าถึงสิทธิ์ การคุ้มครองสังคมและกลุ่มเสี่ยงเพื่อป้องกันปัญหาค้ามนุษย์ เราต้องร่วมกัน การคุ้มครองสวัสดิการตั้งแต่เด็กเล็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาสทั้งหมด และผลิตแรงงานให้ทันต่อความต้องการ วันนี้แรงงานเรามีฝีมือมาก ล่าสุดจากการลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดสุโขทัย จังหวัดสุโขทัยมีแรงงานที่ดีมาก ทำงานฝีมือด้านเครื่องทอง เครื่องเงินได้สวยมาก ซึ่งจิตนาการมาจากลายและประวัติศาสตร์ของสุโขทัย ทำไมเราไม่สอน เราน่าจะมีโรงเรียนที่จะสอนคุณภาพฝีมือที่จังหวัดสุโขทัย กำแพงเพชร หรือจังหวัดใกล้เคียงให้เป็นเมืองของวัฒนธรรม หรือจังหวัดที่มีฝีมือแรงงานชั้นสูงที่ดี ใครที่ต้องการฝีมือแรงงานชั้นสูงต้องมาติดต่อตรงนี้ เป็นต้น นี่คือสิ่งที่ดิฉันต้องการเห็นให้เกิดขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์
เรื่องของสตรี ผู้ด้อยโอกาส ขอเรียนว่าจะสอดคล้องกับเรื่องของการพัฒนาเรื่องระบบสวัสดิการ อยากเห็นระบบการส่งต่อ พอเราเห็นการทำงานของรายกระทรวง ไม่มีระบบส่งต่อ อยากเห็นระบบส่งต่อแบบเป็นระบบประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข เด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส หรือใครที่ถูกกดขี่ ข่มเหง รังแก ไม่ได้รับการดูแล สามารถมาติดขอความช่วยเหลือได้ทุกส่วนของราชการ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเบ็ดเสร็จรวมกับเครือข่ายภาคเอกชนและหน่วยงานภาค ประชาชน นี่คือสิ่งที่อยากเห็นเรื่องของการพัฒนาเรื่องของความเสมอภาคและเท่าเทียม กันทางสังคม
เรื่องของมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการ สร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ป่าการปลูกป่า การรักษาธรรมชาติ ธรรมชาติที่ดีจะทำอย่างไร การทำให้คนอนุรักษ์ป่านี่คือสิ่งที่ต้องทำ เราต้องน้อมนำแนวพระราชดำริการปลูกป่ามาใช้ การปลูกป่าไม่ใช้แค่การปลูกป่าและทิ้งไว้ เราจะทำอย่างไรให้คนอยู่กับป่าได้ อยู่กับธรรมชาติได้ การแก้ปัญหาเรื่องบุกรุกป่าจะทำอย่างไร วันนี้เป็นงานเร่งด่วน กติกาต้องมี ดิฉันยืนยัน คนผิดกฎหมายต้องลงโทษ แต่กติกานี้บางครั้งต้องหาทางออกด้วย บางครั้งเราบอกว่าเราต้องการลดปัญหาตรงนี้ แต่ไม่มีทางออก ก็ไม่มีทางจบ เราต้องร่วมกันคิดว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้ธรรมชาติดูดทรัพยากรธรรมชาติ และนำระบบนิเวศกลับมา เมื่อวานได้ดูแหล่งน้ำที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นแหล่งน้ำที่รัฐบาลได้ให้งบประมาณเร่งด่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อจัดทำแหล่งน้ำ กักเก็บรักษาน้ำไว้ ปรากฏว่ามีนก มีธรรมชาติ ระบบนิเวศกลับคืนมา และการขุดลอกคูคลองในกรุงเทพมหานครทำให้น้ำสะอาดขึ้น มีจำนวนปลาเพิ่มขึ้น นี้คือพื้นฐานเดิมที่เราต้องกลับมาทำเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและระบบนิเวศ จากนั้นเป็นการลดการปล่อยสารมลพิษต่างๆ ลงในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งต้องทำร่วมกัน สุดท้ายเราก็จะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ รายละเอียดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก วิธีการทำอย่างไร การลดการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมขนส่งในครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนให้ใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น กระทรวงพลังงานกับกระทรวงอุตสาหกรรมต้องดำเนินการ และอยากเห็นนโยบายการเงินการคลังที่จะช่วยส่งเสริมนโยบายพลังงานไปในทิศทาง เดียวกัน เมื่อก่อนเราบอกว่าเราอนุรักษ์พลังงานแต่โครงสร้างภาษีไม่ได้เอื้อเลย ต้องขอขอบคุณทางกระทรวงการคลังที่มีการปรับภาษี ใครที่ปล่อยมลพิษมากขึ้นก็เสียภาษีมากขึ้น รัฐบาลไม่ได้ต้องการรายได้แต่ต้องการให้ช่วยกันลดการปล่อยมลพิษเข้าสู่อากาศ ลดการใช้พลังงาน หรือการส่งเสริมเครื่องมือ อุปกรณ์ให้ใช้แบบประหยัดพลังงาน ทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อยากให้กระทรวงเดินหน้าปรับกลยุทธ์ให้ตรงกับยุทธศาสตร์
สำหรับการบริหารจัดการน้ำซึ่งได้มี การทำอยู่อย่างต่อเนื่อง ดิฉันอยากเห็นการพัฒนาลงไปในทุกอุทกภัย โดยได้มอบหมายให้นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีทำงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงมหาดไทยในเรื่องของการแก้ไขหมอกควัน ภัยแล้ง จริงๆ ภัยธรรมชาติเรารู้อยู่แล้วในแต่ละรอบปีจะมีภัยอะไร เราต้องคิดก่อนอย่าปล่อยให้ภัยธรรมชาติเกิดก่อนค่อยทำ วันนี้เราทำงานในโหมดตั้งรับ เราต้องตั้งรุกเพื่อที่จะทำศูนย์ปฏิบัติการสั่งการลงพื้นที่สู่พื้นที่ประสบ ภัยต่างๆ เช่น ภัยแล้ง ภัยหนาว ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ หลังจากที่มีการลงทุนเรื่องของการก่อสร้างแล้ววิธีการทำงานต้องสอดคล้องกัน ไป
เรื่องของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ถ้าเราทำอุตสาหกรรมดิฉันเชื่อว่าเราจะเป็นอุตสาหกรรม new glob ตัวใหม่ที่จะเสริม จากการหารือภาคอุตสาหกรรมถึงเรื่องของ bio mass ต่างๆ หรือ bio plastic ภาคเอกชนต้องการเห็นการทดลอง การทำอุตสาหกรรมที่จะนำเอาพืชมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน วันนี้ต้องการทิศทางจากกระทรวงพลังงานว่าจะใช้พืชตัวใด เพื่อจะได้ส่งเสริมการปลูกในระยะยาว ราคาจะเป็นอย่างไร อยากเห็นการพูดถึงในระยะยาวเพราะบางครั้งถ้าเราส่งเสริมในระยะยาวต้นทุนไป ไม่ได้ หรือความสะดวกไม่พอ เชื่อว่าประชาชนจะไม่ใช้บริการ ตรงนี้ต้องคิดทั้งระบบ ต้องมองว่าจะส่งเสริมอย่างไร และมาทำกันอย่างจริงจัง เพื่อทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมาอย่างจริงจัง
นโยบายสุดท้ายยุทธศาสตร์สุดท้าย เน้นการสร้างความสมดุลปรับการบริหารจัดการจากภาครัฐ อย่าง แรก ดิฉันมองว่า การที่ปรับความสมดุลให้มีประสิทธิภาพ เราต้องนำเอายุทธศาสตร์ของประเทศ ยุทธศาสตร์ของกระทรวงมาปรับเข้ากับยุทธศาสตร์จังหวัด กลุ่มจังหวัด ท้องถิ่น เพื่อทำงานในทิศทางเดียวกัน วันนี้เราต้องหาทิศทางที่เป็นศูนย์กลางร่วมกันทำงานด้วยกัน คือสิ่งที่อยากเห็นการลงไปทำ work shop และ brain stromming เป็นขั้นๆ วันนี้เราทำขั้นแรกก่อน รัฐบาล กระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด หลังจากนั้นต้องการเห็นจังหวัดไปทำงานร่วมกับท้องถิ่นเพื่อทำงานแบบบูรณา ร่วมกัน และปรับมาเป็นแผนขนาดใหญ่ เพื่อให้งบประมาณลงไปในพื้นที่อย่างทั่วถึง ปรับทิศทางให้เป็นไปทิศทางเดียว และดูสวัสดิการต่างๆ ของข้าราชการควบคู่ไปด้วย
ข้อแรก ปรับโครงสร้างระบบราชการ เราคงไม่สามารถที่จะบอกว่ารับคนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่เพิ่มประสิทธิภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นในระบบราช การอัตรากำลังคนตั้งแต่เรามีปัญหาเศรษฐกิจ เราไม่ให้คนเข้าเลย ขณะเดียวกันเรามีคนออก ออกจากอะไร ออกจากการเกษียณ และน่าใจหาย ปีนี้ปีหน้าข้าราชการจะเกษียณจำนวนมาก แต่เราไม่มีรุ่นใหม่เข้ามาและรับไม่ทัน ดังนั้นต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการรับเข้ามา แล้วพอโดนปิดในเรื่องของการรับอัตรากำลังคน สิ่งที่พบคืออะไร ก็หายไปอยู่ในงบประมาณที่ไม่อยู่ในการควบคุมของ ก.พ. คือการรับเป็นลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างประจำเท่านั้น ท่านคงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมลูกจ้างทุกสาขาอาชีพไม่ได้บรรจุ เพราะเราไม่ได้มีการปรับวิธีการในรับคน และไม่ได้มีการประเมิน เพราะตรงนี้คือส่วนนอกเหนือจากการดูแลภาพรวม จึงเป็นที่มาของการนัดหารือกัน เพื่อตั้งคณะกรรมการในการพูดคุยกันว่า เราจะทำอย่างไรในการแก้โจทย์นี้
แต่แน่นอนรัฐก็ไม่มีงบประมาณพอ ที่จะรับ อัตราวันนี้ ถ้าถามว่านอกอัตรา เป็นลูกจ้างประจำหลายหมื่น ดูของพยาบาลเป็นตัวอย่าง 30,000 คนแล้ว ยังไม่รวมหน่วยอื่นอีก เราจะเข้ามาได้อย่างไร ในขณะที่รัฐบาลต้องบริหาร นี่คือสิ่งที่ต้องคุยกัน และต้องเริ่มคุยกันในเรื่องของการทำงานที่ตรงกับเนื้องานมากขึ้น และการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการลดงาน ความซ้ำซ้อนต่าง ๆ นั่นคือสิ่งที่เราอยากจะทำ ตรงนี้เราอยากเห็นการพัฒนาเป็นลักษณะ e-Government คือการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้นในส่วนรัฐบาลต่อ รัฐบาล หรือส่วนราชการและราชการที่จะบริการกับภาคประชาชน และภาคเอกชน และกฎหมายต่าง ๆ
กฎหมายวันนี้ เราก็คงต้องคุยกัน เรื่องแรกเลย ปรับอย่างไรข้อกฎหมายให้ง่ายกับการลงทุนแต่ขณะเดียวกันส่งเสริมการลงทุน และแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่นักลงทุนมองหา และรวมถึงการที่วันนี้เราเดินหน้าในการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวกับการปราบปราม การฟอกเงิน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ถ้าเกิดมีกระบวนการและขั้นตอนมากมาย แต่ก็อยากฝากว่าขั้นตอนเหล่านี้ อย่าพยายามที่จะทำให้เป็นขั้นตอนที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการลงทุนเลย และข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่นานาชาติต้องใช้ อาเซียนหรือนานาประเทศที่จะต้องมาลงทุน อันนี้คงต้องฝากหน่วยงานฝ่ายกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับตรงนี้ให้ด้วย
การแก้ไขปัญหาความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องของจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เช่นเดียวกัน นั่นคือยุทธศาสตร์ที่เราต้องบูรณาการ วันนี้จังหวัดชายแดนภาคใต้มีหน่วยงานที่บรูณาการเยอะมาก ถามว่าทำไมเราต้องมีการบูรณาการ เพราะว่าในส่วนของส่วนกลางมีตั้งแต่กระทรวงทุกกระทรวงเกี่ยวข้องกับจังหวัด ชายแดนภาคใต้หมด ถ้าถามว่าทุกกระทรวงลงไปหาผู้ว่าราชการจังหวัดคนเดียวนี่ไหวไหม ผู้ว่าฯ แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้ายังไปไม่ไหวเลย ฉะนั้นวันนี้เราถึงต้องมีศูนย์ปฏิบัติคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย และ ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศปก.กปต.) ในการบูรณาการก่อน ให้เป็นยุทธศาสตร์ก่อนแล้วถึงลงไป พอไปลงพื้นที่ ความจริงดิฉันต้องบอกว่าเห็นใจผู้ว่าฯ เพราะผู้ว่าฯ มีหลายหมวก ถ้าจังหวัดที่มีพื้นที่ที่มีความไม่สงบต้องทำงานในฐานะทางด้านของหน่วย กอ.รมน. ดูแลเรื่องของเป็นศูนย์ กอ.รมน. ส่วนหน้าร่วมกับฝ่ายกองทัพ ขณะเดียวกันงานพัฒนามีกฎหมาย ศอ.บต. มีกฎหมายการบริหารส่วนราชการของกระทรวงมหาดไทย 3 ข้อ 3 กฎหมายที่ยังไม่ได้รวมกัน แน่นอนค่ะ การที่จะใช้กฎหมายแต่ละอันนั้น ก็เหมือนคนเราสวมหมวกเหตุการณ์ปกติก็สวมหมวกผู้ว่าฯ ในฐานะผู้ว่า CEO ถ้างานที่พัฒนาที่เกี่ยวกับกระทบความมั่นคงก็สวมหมวก ศอ.บต. ถ้ามีปัญหาพื้นที่สวมหมวก กอ.รมน. เราจะทำอย่างไรกับงานนี้ นี่คือการบูรณาการภายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนี้คือ 2 ส่วน ที่เราต้องพูดคุยกัน เพื่อให้การทำงานนั้นเป็นเอกภาพ และพื้นที่ที่สงบก็เดินหน้าพัฒนา พื้นที่ที่มีปัญหาก็ให้ กอ.รมน. ทำ แล้วไปสนับสนุนตาม นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้
การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น แน่นอนเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ และรัฐบาลให้ความสำคัญ ถามว่า เราจะทำอย่างไร ระยะสั้น สิ่งที่เราได้รณรงค์แล้วทำต่อ ยืนยันค่ะ และเราจะต้องร่วมกันในการที่จะทำอย่างไรให้ปรับกระบวนการในการทำงานของเรา ให้ปิดช่องว่าง ลดความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ 1) ต้องรณรงค์สร้างจิตสำนึกก็ทำไป แต่ขณะเดียวกันขั้นตอนราชการ งานต่าง ๆ มีช่องว่าง แน่นอนค่ะ เปิดโอกาสไม่ได้ ต้องปิดหมด 2) เราจะนำ IT มาทำอย่างไร สิ่งที่ดิฉันเสนอ เราอยากใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาตรวจวัด ถ้าเป็นระบบบัญชี ก็เรียกว่า ระบบ Reconcile หรือเปล่าคะ ตั้งแต่ต้นทางของทุกกระทรวงที่ตัวเลขเท่ากัน ให้มีการตรวจสอบได้ตลอดเวลา ถ้าใช้ตรงนี้ เราจะปิดในเรื่องของช่องว่างต่าง ๆ การตรวจสอบจะโปร่งใสขึ้น เราอยากนำเทคโนโลยีและ IT มาใช้ ถ้านำตัวเลขของหลาย ๆ กระทรวงมาตรวจกันท่านก็เห็นแล้วไม่มีการเบิกซ้ำซ้อนแน่นอนใช่ไหมคะ ทั้งหมดนี่จะสามารถที่จะทำให้ทุกคนมีความโปร่งใสมากขึ้น อะไรที่มีความเสี่ยงก็ปิดซะ RISK Management ต้องทำกันแล้วหรือเปล่า ตรงไหนบ้าง พื้นที่ไหนบ้าง มีที่เสี่ยงปิดซะ ใช้ทั้ง IT ใช้ทั้งระบบ กฎเกณฑ์ อันนี้คือสิ่งที่เสนอ
การบูรณาการพื้นที่ คุยไปมากแล้ว ก็เป็นการทำยุทธศาสตร์ 3 ระดับ 1)ระดับประเทศ ที่เราคุยกัน 4 ยุทธศาสตร์หลัก 2)ระดับกระทรวง ที่กระทรวงมียุทธศาสตร์ 3) ระดับพื้นที่ คือจังหวัดรวมถึงท้องถิ่น แล้วมาคุยกันเป็น cluster ได้ว่า เมื่อเราคุยกันทั้งหมดในยุทธศาสตร์เราก็จะกำหนด cluster ในแต่ละจังหวัดตามหัวข้อที่เป็นยุทธศาสตร์ที่ประเทศจะมีในแต่ละปี อย่างเช่น เราคุยกันเมื่อวานนี้ คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติในการตั้งคณะกรรมการเรื่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่ง ชาติขึ้น เพื่อให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาไปยกร่าง ตรงนี้ ถามว่าทำไม เพราะถ้าเรามองการเติบโตตามยุทธศาสตร์ในแต่ละจังหวัดนั้น ก็ต้องมาพูดถึงว่าจังหวัดที่อยู่แนวชายแดนเราจะพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจหรือ เปล่า อันนี้คือหนึ่งหัวข้อที่เราต้องดึงจังหวัดทั้งหมดมาแล้วมาพูดคุยกัน เพราะว่าต้องได้รับความร่วมมือมากกว่าจังหวัดทำกันเองแล้ว
หรือเรื่องที่ 2 อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย เป็นมรดกโลกเรายังไม่ได้คุยกันเลย การพัฒนาพื้นที่สู่มรดกโลกแล้วดึงจุดศูนย์กลางทั้งหมดให้นักท่องเที่ยวมาได้ อย่างไร เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องวัฒนธรรม และเราจะสอดแทรกเรื่องบริการ อย่างเช่น สปา อาหารครัวไทยสู่ครัวโลกให้คนประทับใจร่วมกันทำงานได้อย่างไร ถ้าต่างคนต่างทำ จังหวัดก็ไม่มีจุดเด่น นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องตั้งทีมในการบูรณาการเป็นแต่ละ cluster ในเรื่องที่รัฐต้องการที่จะสร้างรายได้ใหม่ หรือแม้กระทั่งเรื่องพลังงาน เราก็ต้องมีพลังงาน และคุยกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คุยกับกระทรวงอุตสาหกรรม ในการส่งเสริมพลังงานให้ถูกทิศถูกทาง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คือหัวข้อ ที่เรียกว่าเป็นกลุ่มที่เราต้องดึงขึ้นมา
แล้วเรื่องพลังงานจะไปทำงาน ร่วมกับผู้ว่าฯ เราก็จะกำหนดว่าในแต่ละจังหวัดจะกำหนดยุทธศาสตร์ในหัวข้ออะไร แล้วเราจะให้แต่ละกระทรวงลงไปทำงานที่จังหวัด เราจะไม่ไปทุกจังหวัดทั้งหมด เราบอกว่าเราพูดถึงพลังงานทดแทน เราจะไม่ขอให้กระทรวงพลังงานสนับสนุนทุกจังหวัด เราจะเลือกบางจังหวัดเท่านั้น ที่มีความเหมาะสม ถ้าพลังงานทดแทน เราอาจจะเลือกจังหวัดที่ปลูกพืชต้นน้ำ เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คือสิ่งที่เราจะกำหนดลงไปในพื้นที่ที่เราจะทำ Workshop ในช่วงบ่ายกัน
อันนี้เป็นเรื่องที่ดึงขึ้นมา ให้เห็น อีกเรื่องที่หนึ่งที่เราจะต้องทำก็คือ อาเซียน สิ่งที่ต่าง ๆ ยุทธศาสตร์ 4 ข้อใหญ่ เราทำทั้งหมด และเพิ่มขึ้นมาในส่วนของอาเซียนที่ต้องทำเพิ่มเติม คือ เรื่องของการเตรียมความพร้อมในเฉพาะแต่ละอุตสาหกรรมที่ยังต้องการปรับ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และการที่เราจะต้องตั้งบุคลากรของรัฐ โดยอาจะเป็นการเสนอตั้ง ASEAN Unit ขึ้นมา เพราะอย่างนั้นก็รวมศูนย์ไม่ได้สักที อย่างนี้เป็นต้น หรือกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เร่งด่วน Free Trade Area : FTA มาแล้ว แรงงานมาแล้ว ต่างด้าวมาแล้ว จะทำอย่างไร เมื่อมาแล้วจะให้เขาได้รับการรักษาพยาบาลหรือเปล่า เขาเจ็บป่วยจะทำอย่างไร ถ้าเขาเรียนหนังสือ จะให้ทำอย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้องทำในรายละเอียดทั้งหมด ซึ่งตรงนี้ภาคเอกชนรอเราทั้งหมด อันนี้เขารองานเรา รอทิศทางจากรัฐ
ปัญหาชายแดน ชายแดนที่เรามีอยู่วันนี้ เราจะมีประมาณ 10 ด่าน ซึ่งเราจะพัฒนาระบบให้เป็น National Single Window หมายความว่า เราจะพัฒนาระบบโดยใช้เทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางระบบเดียว เมื่อก่อนศุลกากรก็เคาน์เตอร์หนึ่ง ทางตรวจคนเข้าเมืองก็เคาน์เตอร์หนึ่ง ตรงนี้จะบูรณาการด้วยกัน เพราะเราต้องเชื่อมข้อมูลและความมั่นคงก็ต้องทำงานร่วมกันว่า ถ้าคนจะเข้ามามากขึ้น แล้วเราจะดูแลอย่างไร
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่แค่เพียงการพัฒนา หรือแค่การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเท่านั้น ขั้นตอนการทำงานจะถูกเปลี่ยนทั้งหมด การเชื่อมโยง เรื่องของ connectivity การเชื่อมโยงอันนี้ก็จะเชื่อมโยงทั้งถนน เรื่องของ Infrastructure เช่น เรื่องของ ICT เรื่องของพลังงาน เรื่องของกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องของคุณภาพชีวิต และวัฒนธรรม ที่ต้องไปด้วยกัน เราต้องรู้จักวัฒนธรรมของเพื่อนบ้าน แต่ขณะเดียวกันวัฒนธรรมของประเทศเรานั้น ต้องถูกดึงขึ้นมาพัฒนามากขึ้น
ดิฉันมองว่าในส่วนของ อุตสาหกรรมบริการท่องเที่ยววัฒนธรรมควบคู่กันไป ทำไมเราไม่นำอุตสาหกรรมบันเทิงมาช่วยเป็นผู้ทำงานการตลาดให้กับวัฒนธรรม โดยดึงวัฒนธรรมพื้นบ้านมาปรับให้น่าดู หรือสอดแทรก เหมือนอย่างเช่นเกาหลีทำ มีอาหาร ทำไมเราไม่ทานอาหาร และให้ดูทีวี แล้วทำไมเราไม่เอาอาหารที่เป็น OTOP ขึ้นมา แล้วพูดว่าอาหารนี้อยู่จังหวัดนี้น่าทานจังเลย ถ้าเราสอดแทรกเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าไป ดิฉันเชื่อว่า คนจะจดจำ
อยากจะขออนุญาตยกตัวอย่าง ประเทศหนึ่งคือจีน ความจริงเขามาถ่ายทำที่เมืองไทย ตอนนี้ดังมากทำให้คนรู้จักประเทศไทย ดิฉันอยากเห็นอย่างนี้เกิดขึ้นอีก ก็คงต้องขออนุญาตเรียนทุกอย่างเป็นตัวอย่าง เพื่อให้กระทรวงนำไปบูรณาการต่อ สุดท้ายการสร้างความมั่นคงในอาเซียน ก็คือการตรวจข้อกฎหมายต่าง ๆ การลักลอบคนเข้าเมือง ซึ่งวันนี้มีวิธีการและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป เราจะใช้เทคโนโลยีในการตรวจอย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องของอาเซียน
พูดไปปีที่ 2 นี่คืองานที่เราต้องเตรียมงานอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับงบประมาณอะไร แค่บูรณาการเราก็หมดปีแล้ว และสิ่งที่พูดถึงนี้ ก็อาจจะต้องทำงานเร็วขึ้นนิดหนึ่ง ที่ท่านจะต้องเตรียมคิดเรื่องของงบประมาณปี 2557 ที่เราจะทำ เพราะฉะนั้นก็ยืนยันนโยบายเร่งด่วนให้ทำต่อ และการอำนวยการก่อสร้าง เรื่องของการเชื่อมโยงของอาเซียนผ่านทั้งหมดประมาณ 11 ด่าน จะเป็น 11 หรือ 10 ไม่แน่ใจ เดี๋ยวต้องกลับไปดู เรื่องรถไฟ 10 สาย อันนี้เดี๋ยวมีรายละเอียดเลย ก็คือสรุปว่าทั้งหมดนี้ ปี 2557 ที่จะทำงบประมาณ ก็อยากขอให้บูรณาการในส่วนของยุทธศาสตร์ประเทศที่เราพูดคุยกันมาเป็นที่ตั้ง และจังหวัด ก็ขอความกรุณาปรับยุทธศาสตร์จังหวัดให้มีความเด่นชัด ท่านจะได้มีความแตกต่างและไม่แข่งขันกันเอง เพื่อที่จะทำให้ภาพโดยรวมดีขึ้น และการเตรียมตัวสู่ประชาคมอาเซียน ที่จะต้องทำต่อไป ที่คุยกัน และการที่เราจะทำ Workshop อันนี้ขอย้ำ
กลับมาเรื่องเกษตรโซนนิ่ง ที่เราคุยกัน ฉะนั้นงานที่เราจะทำ อันแรกเราจะเชื่อมโยงแผนที่การใช้ที่ดิน ท่านทราบไหมว่า วันนี้มีหลายหน่วยงานที่ถือแผนที่อยู่ทุกกระทรวงเลยแผนที่ประเทศไทย และใช้กันคนละ scale เลย เราจะมาคุยกันได้ไหมว่าใช้แผนที่มาตรฐานเดียว หลักคือ จะขออนุญาตให้บูรณาการเลย กระทรวงไหน กรมไหน มีแผนที่ที่ละเอียดสุด และดีสุด เราจะยึดกระทรวงนั้นเป็นต้นแบบ และขยายต่อเลย ฉะนั้นไม่ต้องทำใหม่ ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มแล้ว ที่เหลือกระทรวงอื่นทำหน้าที่ลงข้อมูลใหม่อย่างเดียวเลย สมมุติเราจะไปเอาแผนที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็มีหน้าที่เอาต้นไม้ เอาป่ามาใส่ลงไปในนี้แทน นี่คือสิ่งที่เราจะเปลี่ยนค่า update แทนที่จะเป็นค่าซื้อใหม่ เราจะทำแผนที่เดียวกัน บูรณาการด้วยบนหลักเดียวกัน พอเราได้แผนที่ นี่คือสิ่งที่ได้มา และก็เชื่อว่าทุกกระทรวง วันนี้อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ก็จะรู้อีกว่าพื้นดินที่นี่เป็นดินอะไร เหมาะสมทำอะไร แล้วเกษตรก็มีอยู่แล้ว ว่าเหมาะที่จะปลูกพืชอะไร พื้นที่ที่มีน้ำน้อย ก็ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ที่มีน้ำมาก ก็ปลูกพืชใช้น้ำมาก แต่อย่าลืม อันนี้เอาแผน 350,000 ล้านบาท ของ กบอ. เข้ามาใส่ด้วย เพราะท่านจะเปลี่ยนไปแล้ว พื้นที่ไม่มีน้ำอาจจะมีแหล่งน้ำมากขึ้น อันนี้เราจะมาวางเป็นชั้นที่ 2 หลังจากที่แผนที่มา ฉะนั้นคนที่ทำเรื่องของดินกับพืชมาทำงานร่วมกัน ฉะนั้นทุกกลุ่มไม่ต้องรอกัน ต้องเรียนอย่างนี้ แต่ถ้าเราวางมาตรฐานบนแผนที่เดียวกัน ถ้าแผนที่เสร็จก่อน ทุกคนสามารถที่จะมาวางเป็นชั้น ๆ Layer เมื่อเราได้ตรงนี้เราก็จะรู้แล้วว่าเหมาะที่จะปลูกอะไร คราวนี้เราก็จะมาทับบนของจริงที่พี่น้องประชาชนเกษตรกรปลูกไว้ ของจริงนี้ เราจะเอาจากข้อมูลที่ได้มีการจดทะเบียนกับกระทรวงเกษตรฯ และเราจะใช้ดาวเทียมตรวจอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความแม่นยำ ท่านจะเห็นว่าบางครั้งที่ท่านลากไป จะทำตรงโน้นตรงนี้ มีประชาชนอยู่ จะแก้ปัญหาอย่างไร เราจะเห็นทันที และเราก็จะเห็นด้วย อันนี้จริง ๆ ยกตัว อันนี้คือภาพ กรณีที่เราใช้ ภาพนี้คือกรณีของการปลูกข้าว นี่จะเห็นว่าพื้นที่ที่ปลูก
คราวนี้สิ่งที่เราจะดูก็คือว่า ถ้าพื้นที่ไหนปลูกแล้วได้คุณภาพข้าวไม่ดี ได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ มีหลาย ๆ กระทรวงที่มีของดี ไม่ว่าจะเอากระทรวงพลังงานปลูกแล้วไปปรับเป็นพลังงาน มีหญ้าตัวใหม่ขึ้น กระทรวงเกษตรฯ ก็มีพืชอื่นหรือกรมประมงก็มีทำอะไรต่าง ๆ จะเสนอให้ประชาชนได้ไหม นี่คือสิ่งที่เราจะมาวางทับแผนที่ตรงนี้ จะทำให้เราเห็นเขตที่เราควรที่จะปรับ เราก็จะมาจัดโซนนิ่งนี้ใหม่ เขตที่ส่งเสริมเราจะไม่ใช้วิธีว่าห้าม เราจะเสนอทางเลือก ก็คือเขตที่เหมาะสมเราก็ส่งเสริมต่อไป เขตที่ไม่เหมาะสม เราก็จะเสนอว่าจะปลูกพืชอะไรดี และเราก็จะต้องมีหน่วยงานต้นทาง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ได้มีการพิสูจน์ให้กับพี่น้องประชาชนเห็นว่าปลูกแบบนี้ ท่านมีรายได้เท่าไร อย่างน้อยต้องไม่น้อยกว่าที่เขามีอยู่ ถ้าน้อยกว่าไม่มีใครย้ายหรอก อย่างน้อยต้องดีขึ้น แล้วรัฐจะจัดระเบียบตรงนี้ได้
ถ้าเราทำอย่างนี้ เราได้ข้อมูลชัดเจนเราจะเก็บได้แม้กระทั่งว่า ปลูกพืชละแต่อย่างได้ผลผลิตต่อไร่เท่าไร ต่อไร่ในภาคเท่าไร ทั้งประเทศเท่าไร บริโภคก็มาจากกระทรวงพาณิชย์ บริโภคแล้วเท่าไร เราก็จะรู้ทันทีว่าของเราเหลือ ถ้าเหลือทำได้ 2 อย่างคือ นำไปถนอมอาหาร แปรรูป หรือนำไปส่งออก นี่ละ คำว่าครัวไทยสู่ครัวโลก และคำว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” ที่เราจะต้องทำต่อ ถ้าเราไม่มีแผน เราไปไม่ได้ สุดท้ายถ้าเราทำอย่างนี้ได้เราจะรักษาเสถียรภาพของราคาได้ดีขึ้น ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ เพราะวันนี้ สิ่งที่เราแก้ปัญหาคือการอุดหนุนและขอช่วยเหลือ แต่ถ้าเราทำตรงนี้ได้ดีขึ้น ก็จะทำให้สามารถแก้ปัญหาระยะยาว และเราจะได้ส่งเสริมให้ถูกด้วย และบางครั้งมีบางครั้งมีอุตสาหกรรมอื่นที่น่าสนใจ ที่เราจะสามารถที่จะเป็นผู้เสนอทางเลือกให้กับประชาชนได้ อันนี้ก็เป็นหลักการของการทำเรื่องเกษตร เรื่องของการทำโซนนิ่ง ความจริงอาจจะไม่ใช่แค่ภาคการเกษตร แต่จะเป็นภาคอื่น ๆ ได้ด้วย
เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน หลายท่านอาจจะถามว่า โครงสร้างพื้นฐานที่เราจะลงทุน 2 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลมีแผน เดี๋ยวรายละเอียดนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะพูดให้ฟัง
ขออนุญาตว่าเรื่องหลักแนวคิดในการทำยุทธศาสตร์เรื่องของการพัฒนาโครง สร้างพื้นฐาน อันแรกอยากเห็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศโดยเน้นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แปลว่าทุกอันควรจะมีหลักคุ้มค่าแก่การลงทุน คือเราจะใช้เงินต่าง ๆ ก็ต้องรู้ว่าลงทุนไปแล้วได้อะไร
อย่างแรกเราอยากเห็นการกระจายและสร้างความเจริญ แปลว่า ถ้ามีพื้นที่ใหม่เปิดแล้วมีประชาชนหนาแน่น ประชากรหนาแน่น เปิดพื้นที่ใหม่ ทุกครั้งที่เปิดรายได้มาทันที อันนี้คือสิ่งที่เราอยากเห็น
2. เพิ่มประสิทธิภาพขนส่ง คำว่าเพิ่ม คือ 1. ขนส่งเร็วขึ้น ใกล้แหล่งมากขึ้น หรือย่นระยะเวลา ตรงนี้จะทำให้ลดต้นทุนขนส่งได้ในระยะยาว ถ้าเดินเส้นเดิมโดยที่ไม่ลดจะไม่สามารถได้ประโยชน์จากตรงนี้จริง ๆ อันนี้คือสิ่งที่เราอยากเห็น ถ้าเป็นการปรับปรุงซ่อมแซมจะไปอยู่ในงบฯ ปกติ งบฯ อันนี้คืองบฯ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวและ 3. เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยว ถ้าเรามีโครงสร้างพื้นฐาน มีรถไฟมาถึงแล้วแต่ถนนไม่เข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวก็ไม่ไป อย่างนี้ให้ทำต่อ ให้ไปเจอโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ หรือไปสถานที่ที่เป็นมรดกโลกแต่ถนนเข้าไปไม่ได้ก็ไม่เกิด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องคุยกัน
การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในเมือง คนในเมืองอยู่กันอย่างแออัด ถ้าขยายออกไปข้างนอกเล็กน้อยอาจจะทำให้ความหนาแน่นนั้นดีขึ้น กระจายได้ดีขึ้น สิ่งที่เราอยากเห็นคือการกระจายความเจริญจากเมืองใหญ่ไปยังเมืองเล็ก จังหวัดใกล้เคียง ตัวนี้จะเป็นยุทธศาสตร์ที่เราพูดถึงของกลุ่มจังหวัดมากที่สุด จังหวัดในกลุ่มจังหวัดจะมีจังหวัดที่เรียกว่าจังหวัดแม่ที่ทำเงิน แต่อย่าเอาลงแต่จังหวัดของตนเองอย่างเดียวต้องเอาลงไปจังหวัดข้าง ๆ ด้วยถึงจะสามารถยกทั้งกลุ่มจังหวัด 2. คือมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในภาพรวมเพราะว่า ตัวนี้สุดท้ายแล้วจะเกิดการขยายตัวของ GDP พูดถึงแค่การลงทุน 2 ล้านล้าน เกิดการจ้างงานเท่าไหร่ เกิดการขยายตัว GDP เท่าไหร่ ถ้าบวกกับหลักการที่เราใช้ ตรงนี้จะมีการเติบโตของตลาดใหม่เกิดขึ้นที่เรียกว่า New growth และสุดท้ายแน่นอนต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง คาดว่าหนี้ถ้าบวก 2 ล้านล้านไปแล้ว หนี้สาธารณะไม่เกิน 50 %
ฉะนั้นหลักคิดในแผนการลงทุน อันแรกแน่นอนสิ่งที่เราเรียนไว้กับพี่น้องประชาชนเรื่องของรถไฟฟ้าระบบขนส่ง มวลชนต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร 10 สายเดินหน้าต่อ แต่ขณะเดียวกัน 10 สายนี้ก็ควรจะเชื่อมออกสู่ปริมณฑล เพราะว่าจะทำให้คนต่างจังหวัดมาทำงานในกรุงเทพฯ ได้หรือคนกรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัดได้ อันนี้ก็จะทำให้ลดการแออัดได้ คำว่าจราจรติดขัดตรงนี้เป็นหลักที่ต้องดู ต้องดูว่าการทำตรงนี้ต้องลดปัญหาจราจรและลดปัญหารอยต่อของการก่อสร้างด้วย ฉะนั้นวันนี้ต้องมองข้างเคียงไม่ใช่มองแค่ตัวใจกลางเมืองอย่างเดียวต้องมอง ไปยังส่วนปริมณฑล เพื่อให้เกิดการกระจายลดความหนาแน่นลงไป ทำอย่างไรในการที่เราจะลงทุนระบบตั๋วร่วมด้วย เพื่อให้ใช้ระบบตั๋ว Clearing House แปลว่าคนที่จ่ายอยู่ใกล้ ๆ ในเมืองอาจจะต้นทุนจริง ๆ แล้วตั๋วนั้นมีกำไร เอาตรงนี้เป็นส่วนชดเชยในส่วนต่างจังหวัด เพื่อให้คนกระจายออกด้วยการที่ใช้นโยบาย 20 บาทตลอดสาย นั่นคือการที่เราจะมองรายได้รวมเป็นก้อนเดียวแล้วก็บริหารจัดการ 20 บาท อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร
ส่วนของการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมเมืองหลัก รถไฟความเร็วสูงเชื่อมเมืองก็จะมีทั้งขนคนและขนสินค้า ต้องดูให้ดีว่าเส้นไหนทำเพื่อใช้ขนสินค้าต้องดูในเชิงว่าไม่ลงทุนสูงเกินไป ใช้ขนสินค้าก็ต้องใกล้กับแหล่งสินค้า ขนคนคือความเจริญที่มีคนมาก ๆ ต้องตัดไปแล้วก็ต้องพบที่ชุมชนอย่าตัดไปแล้วไม่เจอที่ชุมชนอย่างนี้ไม่เกิด ประโยชน์ และการกระจายไปสู่เมืองต่าง ๆ ข้างเคียง จะเห็นว่าทุกอย่างนั้นจะพัฒนาไปเป็นโครงข่ายจากศูนย์กลางคือกรุงเทพมหานคร ออกไปในแต่ละภูมิภาค แต่ละภูมิภาคต้องมีศูนย์กลางเป็นของตนเองและไปต่อในส่วนของตนเองได้ และพัฒนาความเร็วสูงตรงนี้จะมีทั้งของเก่าและของใหม่ ของเก่าต้องตัดสินใจให้ดี ๆ ตรงไหนใช้ได้ ต้องบูรณาการต่อจากของใหม่อย่าทิ้งหรืออันไหนใช้ไม่ได้แล้วจะทิ้งจะเอาไปทำ อะไรต้องคิดให้ตกผลึกต้องบูรณาการด้วย และจะทำแอร์พอร์ตลิงค์เชื่อมฉะเชิงเทรา ชลบุรี พัทยา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวด้วยและจะต่อไปอย่างไรต้องดูกันต่อไป
รถไฟรางคู่ที่พูดไปเมื่อสักครู่คือเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า 10 สาย รถไฟรางคู่ก็จะต่อกับปริมณฑล รถไฟรางคู่ที่ต่อกับปริมณฑลเน้นในการที่จะเกิดชุมชนใหม่ที่มีชุมชนรอบนอก ที่จะมีจำนวนประชากรแต่ขาดการขนส่งที่เร็ว ขาดการเดินทางที่เร็วเน้นตรงนี้ทั้งประสิทธิภาพขนส่ง ลดต้นทุน และคน สามารถที่จะใช้ร่วมกัน ฉะนั้นเราต้องไปหาสิ่งที่เป็นจำนวนประชากรหนาแน่นเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการกระจายอย่างเต็มที่และจะลดความแออัดของกรุงเทพมหานครด้วย
การลดจุดตัดถนนต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัย อันนี้ต้องดูเป็นพื้นฐาน สำหรับถนน คือต้นทุนของการขนส่งอย่างหนึ่ง ต้นทุนในการเดินทาง การใช้พลังงานอย่างหนึ่ง เนื่องจากงบประมาณเรามีจำกัดเราต้องยึดหลักความสำคัญก่อน เมื่อมีรถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร 10 สาย และมีแอร์พอร์ตลิงค์ รวมถึงการลงทุนแอร์พอร์ตต่าง ๆ ด้วย คือสนามบินต่าง ๆ ซึ่งมอง 2 ส่วนคือ สนามบินนานาชาติ ที่รับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กับสนามบินในประเทศที่มีอีกมากที่ยังไม่มีการพัฒนา ถ้าตัดถนนไปหาชุมชนใหม่และใกล้สนามบิน ผลการศึกษาความคุ้มค่าต่อการลงทุนที่ท่านเคยทำไว้แล้วไม่ผ่านวันนี้จะผ่าน ทันที อาจจะเป็นสนามบินโลคอสก็ได้ รับอาเซียนไม่จำเป็นต้องเป็นสนามบิน international ที่คิดแพง ๆ เพื่อที่จะรองรับคนในประเทศได้หรือไม่ จุดแรกจะเน้นการเชื่อมต่อ connectivity ที่เรามีการตกลงไว้ในอาเซียนจะมีตั้งแต่ระเบียงเศรษฐกิจเหนือใต้ พอเราได้ตรงนี้มาถนนก็จะมารอบ ๆ ประเทศไทย ฉะนั้นจะต้องทำถนนเข้ามาหาต้องไปเชื่อมกับเมืองใหม่ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่มี คนไป หรือถ้าเอาคนจากต่างประเทศเข้ามาจะเอาไปส่งที่ไหน ที่ที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจหรือนำไปส่งจังหวัดที่ไม่มีคนแล้วคิดว่ามีทรัพยากร ที่เหมาะสมกับตลาดเอาถนนไปลงตรงนั้น
การเชื่อมโยงเมืองหลักสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ถ้าวันนี้จังหวัดทำยุทธศาสตร์ได้ดีเส้นที่ลงก็พัฒนาร่วมกันก็จะเกิด ยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐาน และเรื่องของการเชื่อมแหล่งท่องเที่ยว และย่นระยะเวลาการเดินทาง และเปิดพื้นที่ใหม่ นี่คือหลักที่อยากจะขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาว่า ถ้าเราทำหลักนี้แน่นอนคำตอบที่จะได้รับคือต้นทุนขนส่งลดลง ระยะเวลาในการเดินทางสั้นลง เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินก็ได้กล่าวไปแล้วที่อยากเห็นสนามบิน หลาย ๆ ที่ที่พัฒนาแล้วแต่ขาดศักยภาพอีกเล็กน้อย และอยากให้กระจายในทุกภูมิภาค ในพื้นที่ภาคใต้ก็ยังมีอีกหลายส่วนเช่นกัน เป็นตัวอย่างที่ให้เห็นว่าเราจะเชื่อมยุทธศาสตร์ใหญ่ของประเทศที่จะสร้าง connectivity ต่าง ๆ จะเชื่อมในกลุ่มจังหวัดและเชื่อมไปยังจังหวัด ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องดูเรื่องของด้านการคมนาคมคือการขนส่ง รถยนต์ต่าง ๆ จะลดเรื่องการขนส่งและการเดินทาง ส่วนไฟฟ้าต้องดูไฟฟ้าให้ทั่วถึงหรือแหล่งที่เป็นพลังงานเชื้อเพลิงที่จะ สามารถเข้าถึงตรงนี้คือพื้นฐานสำคัญที่เป็นต้นทุนหลัก
คำว่า ลดค่าใช้จ่าย ลดค่าครองชีพ ตัวนี้ถ้าทำได้ถูกที่และถูกหลักนั้นต้นทุนระยะยาวจะลดลง ฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดหลัก เราไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาด้วยการที่กระทรวงพาณิชย์ออกไปควบคุมราคาสินค้า อย่างเดียว ถ้าลดต้นทุนให้เขาจะต้องกลับไปดูต้นน้ำด้วยว่าสินค่าอะไรแพง ถ้าต้นน้ำแพงอย่างเช่น ผักมาจากทางเหนือ ทางเหนือแพงมากเพราะค่าน้ำมัน ถ้าย่นระยะเวลาหาเส้นตัดราคาสินค้าก็ถูกลงผักก็มาสดขึ้น ราคาถูกขึ้น ฉะนั้นตรงนี้คือราคาสินค้าที่จะลดลง ค่าไฟต้องไปหาแหล่งที่เรียกว่าอยากลากไฟยาวท่านก็เสียค่าใช้จ่ายก็มาเป็นค่า ไฟที่ประชาชนต้องจ่าย ค่าเชื้อเพลิงก็เช่นเดียวกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องกลับไปหาพื้นฐานก่อน ถ้าพื้นฐานไหนดีแล้ว เราไปตรงนั้นจะสามารถลดต้นทุนได้ทั้งหมดในระยะยาว ที่พูดทั้งหมดยังตอบโจทย์ในยุทธศาสตร์ของประเทศใน 4 ด้านใหญ่ ๆ เช่นกัน
เป้าหมายจริง ๆ แล้วเป้าหมายนี้เป็นเป้าหมายไกลเชื่อว่า ถ้าเราช่วยกันทำ จากนี้ก็จะทำให้ประเทศนั้นขยับตัวสู่ความเป็นผู้ที่มีรายได้ปานกลางและหลุด พ้นเข้าไปได้ นั่นคือรายได้ต่อหัวดีขึ้น ประชาชนมีความกินดีอยู่ดี แล้วจะทำให้ประเทศไทยเราเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค ถ้า connectivity ทั้งในประเทศและนอกประเทศอย่างแท้จริง ความเหลื่อมล้ำจะลดน้อยลง คนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสุดท้ายเราก็จะมีศักยภาพในการแข่งขัน ตั้งแต่เรื่องของการผลิตอาหาร เป็นแหล่งอาหารโลก เรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ และแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงบริการสุขภาพ ทั้งหมดนี้ขออยู่ 3-4 ข้อ ข้อแรกคือ ขอเราร่วมกันมุ่งมั่นที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 2. ขอเราร่วมกันที่จะลดความเหลื่อมล้ำไปสู่ความเจริญที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3. ขอให้เราร่วมกันในการทำให้ประชาชนคนไทยมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ลดลง และโอกาสที่จะไปหาทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ปีนี้ดิฉันขอเรียนว่า เสนอขอให้เป็นปีของการคิดบวกเพราะถ้าเราร่วมกัน 3 ข้อ ปีของการคิดบวกนี้ ถ้าทุกคนคิดบวกจะเห็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนที่จะร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศเพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และความสมบูรณ์ต่อไป
-----------------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก