เรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ท่านคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ
น้อง ๆ เด็กและเยาวชนรวมถึงแขกผู้มีเกียรติทุกท่านค่ะ
วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เรียกรอยยิ้มให้สดใส เป็นอีกวันหนึ่งที่เรียกความอบอุ่นของครอบครัวกลับคืนมา ในงานที่ดิฉันมีโอกาสได้เป็นประธานในพิธีวันนี้คือการฉลองวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2556 อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการจัดงานวันเด็กแห่งชาตินี้เป็นการจัดงานที่มีวัตถุประสงค์สำคัญที่อยากจะให้ทุกภาคส่วนนั้นได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก และให้ความสนใจเด็กและการดูแลอบรม สั่งสอน เลี้ยงดู รวมถึงการเปิดเวทีที่จะให้โอกาสของเด็กนั้นได้ทำกิจกรรม และมีการแสดงออกที่สร้างสรรค์ รวมถึงให้เด็กเยาวชนไทยของเรานั้นได้รู้จักหน้าที่ของตน และให้อยู่ในระเบียบวินัยที่ดี ซึ่งรัฐบาลก็อยากเห็นการพัฒนาของเด็กเยาวชนและลูกหลานของเรา ได้มีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ทั้งความรู้ทางด้านของการเรียนการสอน ความรู้ทางสติปัญญา ความฉลาด ควบคู่ไปกับการพัฒนาทัศนคติที่ดี นั่นหมายความถึงการที่เป็นเยาวชนที่มีคุณธรรม จริยธรรม เมตตาธรรม กตัญญู และเอื้ออาทรกัน
ดิฉันอยากขอถือโอกาสเชิญชวนทุกภาคส่วนนั้นเห็นความสำคัญของเด็กอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นความสำคัญเพราะว่าเรามีการฉลองวันเด็กแห่งชาติวันนี้ แต่เราอยากเห็นผู้ใหญ่ใจดีทุกคนให้ความสำคัญกับเด็กเยาวชนของเราทุกวัน และด้วยความรักความเมตตาที่เรามีให้ ด้วยความรักความเมตตาที่เราอยากเห็นเด็กของเราเป็นเยาวชนไทยที่จะสร้างอนาคตและความเข้มแข็งของประเทศสืบไป
เรียนท่านผู้มีเกียรติว่าคำขวัญในวันนี้ที่ได้มอบให้นั้นคือคำว่า “รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน” นั้นก็เพื่อที่จะให้ทุกท่านนั้นได้ตระหนักถึงประโยชน์ในการที่จะให้เด็กของเรานั้นได้พัฒนาตัวเองได้เรียนรู้ ก็ขออนุญาตเรียนเป็นทีละคำในความหมายของคำขวัญที่ได้มีโอกาสมอบให้ในวันสำคัญวันนี้นะคะ คือคำว่า “รักษาวินัย” ก็อยากให้น้อง ๆ เด็กเยาวชนทุกคนได้รู้จักคำว่ากติกา หรือการรักษาวินัย นั้นหมายความว่า กติกาการรักษาวินัยในบ้านเป็นอย่างไร คุณพ่อคุณแม่อยากให้ตื่นนอน เลิกเรียนแล้วกลับมาทำการบ้านก่อนนะ แล้วค่อยเล่นเกมค่อยดูทีวีนะ นั่นคือกติกาในบ้าน กติกาในโรงเรียนต้องเป็นนักเรียนที่ดี ตั้งใจฟังครูและทำการบ้าน และกติกาของสังคมที่อยากเห็นเด็กเยาวชนไทยนั้นได้เข้าใจกติกาและการอยู่ร่วมกัน เพราะว่าวินัยหรือกติกานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยของเรานั้นมีระเบียบและการเรียนรู้วิธีการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบ และอย่างสันติ พัฒนาให้เกิดความรักความสามัคคี
สำหรับคำว่า “ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา” ดิฉันมองสองคำนี้เป็นคำที่ควบคู่กันและทำงานต่อเนื่องกัน นั่นหมายความว่าเราก็อยากเห็นเด็กไทยเรารู้จักขยันในการขวนขวายหาความรู้ของตัวเอง ที่ไม่ใช่เพียงแค่ในโรงเรียน แต่อยากเห็นการหาความรู้นอกเหนือจากตำราเรียน เพราะวันนี้ความรู้ของเรานั้นมีมากมายอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสื่อทางอินเทอร์เน็ต ทำอย่างไรให้เราเข้าถึงสื่อที่มีความรู้ มีประโยชน์ การเรียนจากข่าวสาร หนังสือพิมพ์ หรือการพูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์ อยากให้รู้จักการเรียนรู้ที่เรียกว่าเรียนแล้วควบคู่ไปกับการกระทำ เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริง ก็คือคำว่า Learning by doing นั่นเอง เพราะว่าการเรียนรู้ที่เราได้รู้จักโดยการพิสูจน์และทำ จะทำให้เด็กนั้นเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จะทำให้ปัญญาต่าง ๆ นั้นเกิดเพิ่มพูนขึ้นมา นั่นคือความหมายของการที่เราให้คำขวัญว่า “ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา” เพราะว่าเราอยากจะอ้างถึงจิตสำนึกของเยาวชนไทยให้ปลูกฝังว่าการเรียนรู้นั้นต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ว่าอยู่ช่วงวัยไหน ก็ต้องเป็นวัยของการเรียนรู้ที่เราจะต้องเติมเต็มความรู้ของเราตลอดเวลาเพื่อให้ทันกับโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป
ส่วนคำขวัญท่อนสุดท้ายคือ “นำพาไทยสู่อาเซียน” แน่นอนค่ะในปี 2558 เราจะเปิดประชาคมอาเซียน เราจะรู้จักประเทศเพื่อนบ้านของเราอีก 9 ประเทศ เราจะทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนนั้นเข้มแข็ง การที่เราจะรู้จักแต่ละประเทศนั้นก็ต้องมีการเรียนรู้ด้านภาษา ที่จะเป็นศัพท์ภาษากลางในการที่จะสื่อสารความเข้าใจ วัฒนธรรม การเรียนรู้ของสังคมที่กว้างขึ้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศทุกประเทศที่มาประเทศไทยมีความประทับใจในความเป็นคนไทย มีความประทับใจในวัฒนธรรมอันดีของไทย และสุดท้ายก็นำมาซึ่งการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวค่ะ นั่นก็คือความหมายของคำขวัญของวันเด็กในปีนี้นะคะ
เรียนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชน และพัฒนาการศึกษาที่ควบคู่กันไป ในปีนี้ปี 2556 รัฐบาลร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน เราจะมาร่วมกันในการพัฒนาการเรียนการสอนของเด็ก พัฒนาเยาวชนให้ใช้ลักษณะของการบูรณาการช่วงอายุ ก็หมายความว่าพัฒนาตั้งแต่ในครรภ์มารดา เช่น เด็กที่อยู่ในช่วงทารก 0-3 ปี นั้นวิธีการในการดูแลเด็กนั้นเราก็ต้องเน้นในเรื่องของการที่จะทำอย่างไรให้สมองได้พัฒนา และอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ และอารมณ์ของแม่ยามตั้งครรภ์ นี่เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะปลูกฝัง หรือการที่พัฒนาเด็กในช่วงอายุ 3-6 ปี เราบอกว่าเด็กช่วงตั้งแต่ 3-6 ปีนั้นเป็นช่วงที่เด็กเรียนรู้และรับมากที่สุด ทำไมเราจะไม่ให้โอกาสในการที่จะให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตั้งแต่เด็ก นี่คือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาตามช่วงอายุ และการบูรณาการทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่องและตามช่วงอายุที่ถูกต้อง นี่ก็จะเป็นแนวทางที่เราจะร่วมกันบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืนค่ะ
สุดท้ายนี้ดิฉันถือโอกาสนี้ขอขอบคุณคณะกรรมการในการจัดงาน ขอขอบคุณท่านผู้ปกครองและที่สำคัญขอขอบคุณน้อง เด็ก ๆ เยาวชนที่มาร่วมกันสร้างสีสันการจัดงานวันเด็กนี้ให้มีความหมายอีกครั้งหนึ่ง เป็นวันของรอยยิ้มที่ใสซื่อบริสุทธิ์ และเป็นวันของสังคมไทยที่มีความสุขในการที่จะเห็นลูกหลานของเรานั้นเติบโตไปอย่างเข้มแข็ง ก็ขอถือโอกาสนี้อวยพรให้เด็กเยาวชนไทย และทางผู้ใหญ่ทุกท่าน ผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านมีแต่ความสุข คิดสิ่งไหนขอให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวัง และเด็กเยาวชนของเรานั้นได้แข็งแรงต่อไป และขอให้คณะกรรมการประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังไว้ทุกประการ ขอบคุณค่ะ
-------------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส รัตนมณี ถอดเทป

