ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ท่านปลัดกระทรวง และท่านเลขาธิการ ปปส.
ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด
ท่านผู้บริหารภาครัฐ
และพี่น้อง อสม. ทุกท่าน
วันนี้ห้องนี้ละลานตาเต็มไปด้วยพี่น้องพลังจิตอาสาของ อสม. นี่คือพลังของจิตอาสาจริง ๆ เพราะว่าตลอดเวลาตั้งแต่ช่วงที่เราแก้ปัญหาวิกฤตอุทกภัยเราก็ได้เห็นชาว อสม. เดินเคียงข้างประชาชน คอยลงไปดูแลพี่น้องประชาชน ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยต่าง ๆ ก็ชื่นใจค่ะ และวันนี้ก็ได้มีโอกาสพบกันในอีกบรรยากาศหนึ่ง ขออนุญาตสวัสดี พี่น้องชาวอสม. อีกครั้งหนึ่ง
วันนี้รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่เราจะได้มารวมพลังกันอีกครั้งหนึ่งภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพ อสม. ในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งวันนี้กระทรวงสาธารณสุขก็ได้จัดโครงการรวมพลัง อสม. คืนหัวใจให้พ่อแม่ คืนลูกหลานสู่อ้อมกอด ต้องเรียนว่า คำนี้เป็นคำที่มีความหมายและมีพลังจริง ๆ เพราะตลอดระยะเวลา 1 ปี รัฐบาลก็ได้ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งวันนี้เราก็ได้มีการปราบปรามปัญหายาเสพติดต่าง ๆ ที่เกิดสะสมมาเป็นนานหลายปี ก็มีการปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกวันมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เราต้องรวมพลังในการแก้ไขปัญหาก็คือการช่วยกันในการลดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งในการทำงานปีที่ 2 รัฐบาลก็ได้มีการรวมพลังในการแก้ปัญหาในเรื่องของการปราบปรามและการป้องกัน ซึ่งเราได้ร่วมกับในระดับภูมิภาคที่ได้รับความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคที่จะร่วมกันในการแยกผู้เสพออกจากผู้ขาย และป้องกันในเรื่องของปัญหายาเสพติด
แต่อย่างไรก็ตามผู้เสพคือผู้ที่เราต้องดูแลรักษา เพราะผู้เสพทุกคนล้วนเป็นลูกหลานและเป็นเยาวชนอนาคตของชาติต่อไป ซึ่งปัญหาในการบำบัดรักษาที่เราจะดึงผู้เสพกลับมารักษานั้น เป็นสิ่งสำคัญและเป็นงานหลักที่กระทรวงสาธารณสุขจะได้เข้ามาทำงานร่วมกันบูรณาการกับภาครัฐอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาผู้เสพ ซึ่งโครงการของกระทรวงสาธารณสุขนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการในการแก้ปัญหาที่จะเอาชนะยาเสพติด โดยเราได้มีการดำเนินโครงการในการดูแลผู้เสพให้ได้ลูกหลานกลับคืนมาไปแล้วหลายโครงการ เช่น โครงการชุมชนอุ่นใจ ได้ลูกหลานคืน ซึ่งโครงการนี้เราได้นำร่องไปแล้ว 12 ชุมชน ใน 10 จังหวัด และจะขยายไปยังชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศ
สำหรับโครงการ“รวมพลัง อสม. คืนหัวใจให้พ่อแม่ คืนลูกหลานสู่อ้อมกอด” ในการที่จะนำลูกหลานกลับคืนนั้น ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยเสริมความแข็งแรงต่อไป เพราะงานต่อไปไม่ใช่เพียงแค่เราจะให้ผู้เสพเข้ามาบำบัดรักษา แต่การแก้ไขตั้งแต่ต้นทางเป็นเรื่องสำคัญ และรัฐบาลก็เล็งเห็นว่าจุดแข็งของ อสม. ซึ่งวันนี้มีอยู่ทั่วประเทศ 1,040,000 คน ซึ่งพลังตรงนี้เป็นพลังที่เกิดจากจิตอาสาของพี่น้องทุกคน และต้องเรียนว่าจุดแข็งของ อสม. นั้น เป็นผู้ที่เข้าใจหลักการสาธารณสุขอย่างดี และรู้จักในเรื่องของระบบในการเข้าใจและแก้ปัญหา ดังนั้นดิฉันเอง จึงอยากจะขออนุญาตฝากภารกิจให้กับพี่น้องชาว อสม. ในการที่จะช่วยรัฐบาลสอดส่องติดตามกลุ่มที่เป็นเป้าหมายกลับมาบำบัด และช่วยในการติดตามผู้เสพ ซึ่งวันนี้เราได้นำผู้เสพเข้ามาบำบัดรักษากว่า 400,000 คน แล้ว จึงอยากให้แน่ใจว่าผู้เสพไม่หวนกลับไปเสพยาเสพติดอีก และร่วมกันในการเฝ้าระวัง แก้ไขปัญหาไปยังชุม เพื่อให้เราได้วิเคราะห์ปัญหาและเข้าใจอย่างถูกทางจึงต้องขออนุญาตฝากภารกิจไว้กับพี่น้องอสม. ด้วย
รวมทั้งขอฝากทาง อสม. ช่วยประชาสัมพันธ์โครงการของรัฐบาลในการดูแลสุขภาพซึ่งท่านคงทราบอยู่แล้วโครงการบริการแพทย์ฉุกเฉินนั้น วันนี้ได้มีการขยายไปแล้วเราบูรณการสามกองทุน เราดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งก็ได้ทราบตัวเลขจากทางกระทรวงสาธารณสุขว่า เราสามารถช่วยลดอัตราการตายของผู้ประสบอุบัติเหตุ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนนี้ วันนี้เราได้มีการอบรมในการที่ขยายบริการต่าง ๆ ไปยังส่วนของรัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการ และส่วนท้องถิ่นไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนที่มีปัญหาในเรื่องของอุบัติเหตุฉุกเฉิน สิ่งแรกเรารู้อย่างเดียวว่า เราต้องรักษาชีวิตของพี่น้องประชาชนเพื่อจะได้เข้าไปรักษาโรงพยาบาลไหนก็ได้ และมีการปรับปรุงในเรื่องของบริการ 30 บาท ที่จะให้พี่น้องประชาชนทุกคนสามารถเข้าไปใช้สิทธิ์โครงการประกันสุขภาพได้ ซึ่งโครงการประกันสุขภาพนี้ ได้มีการเพิ่มบริการต่าง ๆ ให้นานขึ้น ผู้ป่วยที่อยู่ต่างจังหวัดย้ายมาทำงานที่กรุงเทพมหานคร หรือย้ายมาทำงานที่จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี ก็สามารถขอเปลี่ยนสถานที่ในการใช้บริการได้ปีหนึ่ง 5 ครั้ง จึงอยากให้พี่น้อง อสม. ช่วยกันประชาสัมพันธ์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงบริการของการแพทย์ เพราะวันนี้ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเราสามารถให้บริการสาธารณสุขเข้าไปถึงยังพี่น้องประชาชน และได้รับการกล่าวขานกันในเวทีโลกแล้วจึงอยากจะเห็นความภูมิใจตรงนี้ และอยากเห็นพี่น้องประชาชนนั้น ได้รับการรักษากับแพทย์ได้อย่างถูกวิธีและทันต่อห้วงเวลา
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันเพิ่งได้รับรายงานตัวเลขว่า ตัวเลขของพี่น้องประชาชนกรุงเทพฯ และปริมณฑลปรากฏว่าเวลาเจ็บป่วยซื้อยากินเองถึง 72 เปอร์เซ็นต์ ไม่อยากให้เสียค่าใช้จ่ายตรงนี้เลย และอยากให้ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี จึงอยากให้พี่น้องชาวอสม. ช่วยแนะนำพี่น้องประชาชนมาใช้บริการของ 30 บาท ของกระทรวงสาธารณสุข จะได้ประหยัดเงินและได้รับการรักษาได้ถูกวิธี และทำให้การดูแลต่าง ๆ ทั่วถึงได้
ตรงนี้ขออนุญาตฝากพี่น้อง อสม. ทุกคน ซึ่งในส่วนนี้ ดิฉันขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในการที่ได้ร่วมกันบริหารบูรณาการเรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานที่มารวมพลังกันในวันนี้
สิ่งที่จะขอในวันนี้คือ ขอให้พลังของพี่น้องทุกคนที่มีในวันนี้เป็นพลังที่จะร่วมกันในการที่จะเป็นจิตอาสาที่จะช่วยกันในการต่อต้านการแก้ไขปัญหาเอาชนะยาเสพติด และช่วยกันในการดูแลสุขภาพเพื่อให้ทุกคนสามารถที่จะมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สุดท้ายนี้ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณและดีใจที่ได้มีโอกาสได้พบกับพี่น้องทุกท่านในวันนี้อีกครั้งหนึ่ง และขอให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จและขอให้พี่น้องประชาชนและ อสม.ทุกคนท่านที่มีจิตอาสาที่มีความตั้งใจนี้ส่งผลบุญให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดไป
ขอบคุณค่ะ
------------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/ถอดเทป