ท่านรัฐมนตรี
ท่านประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)
ท่านรองประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
และรวมถึงภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกท่าน
วันนี้ดิฉันมีความยินดีและรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการสำหรับผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ-เอกชน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในฐานะของภาครัฐที่ได้มีโอกาสมาประชุมกับภาคเอกชน เพราะเราเชื่อว่าภารกิจที่เราจะต้องทำร่วมกันมีเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญการที่เศรษฐกิจจะเติบโตได้อย่างแข็งแรงนั้น แน่นอนภาครัฐฝ่ายเดียวคงจะไม่สามารถที่จะเดินไปได้โดยลำพัง แต่ภาคเอกชนจะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะช่วยในการขับเคลื่อนที่สำคัญของภาคเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น
ขอเรียนท่านผู้มีเกียรติทุกท่านว่า ความจริงวันนี้ สิ่งที่เราเห็นในสถานการณ์เศรษฐกิจต่าง ๆ ความผันผวนทางเศรษฐกิจก็จะเป็นความท้าทายของประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันดิฉันก็เชื่อว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยเช่นกัน เพราะความผันผวนต่าง ๆ นี้ อย่างที่เมื่อก่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยก็จะพึ่งพาทางด้านของภาคการส่งออก ซึ่งพอวันนี้เราเห็นว่าความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกก็มีผลกระทบต่อภาคการส่งออกเป็นอย่างมาก รัฐบาลเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจสำหรับการที่จะช่วยกันในการที่จะดูแลในเรื่องของภาคการส่งออกให้เต็มที่
แต่แน่นอนโจทย์ของการส่งออกก็คือต้องรักษาฐานเดิม แต่ขณะเดียวกันต้องดูว่าฐานใหม่ที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น อยู่ที่ตรงไหน คือพูดง่าย ๆ ว่า วันนี้ตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เศรษฐกิจโลกได้เคลื่อนตัวมาแล้ว ดิฉันถึงเรียนว่า เป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย เพราะสุดท้ายแล้วตลาดจะเคลื่อนตัวมาในส่วนของภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคเอเชีย ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ประเทศไทยได้เปรียบ
ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐมีนโยบายในการให้การสนับสนุนก็คือ การที่จะส่งเสริมในภาคการส่งออกให้แข็งแรงเต็มศักยภาพ แต่ขณะเดียวกันก็จะเริ่มมาสร้างความแข็งแรงในประเทศอย่างมั่นคง เพราะดิฉันเชื่อว่าในหลาย ๆ อุตสาหกรรมในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศนั้น ยังต้องการการพัฒนาอีกมาก ดิฉันเองก็ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับภาคเอกชนหลายด้านในงานวิจัย เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกที่เราได้รวมภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อที่จะจับมือกันว่า เราจะทำอย่างไร ให้ประเทศพัฒนา และเดินไปด้วย รวมทั้งให้สามารถตอบโจทย์และตรงกับความต้องการ โดยเฉพาะทางภาคเอกชนที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อน และวันนี้จึงเป็นอีกวันหนึ่งที่ถือว่าเป็นงานต่อเนื่องที่เราคงต้องมาทำต่อว่าการที่ตลาดต่าง ๆ ที่เคลื่อนตัวมาบนโอกาสที่จะเกิดขึ้นสำหรับประเทศไทยนั้น เราจะสร้างความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไร โดยเฉพาะอีก 3 ปี ข้างหน้า เราจะก้าวไปสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราจะทำอย่างไร ให้เราได้เปรียบในเชิงของการแข่งขัน เราจะทำอย่างไร ให้เราสามารถรักษาตลาดของเราไว้ได้ และได้ฉกฉวยโอกาสสิ่งที่ดีให้ทันกับโลก หรือทันกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป อันนี้ก็จะเป็นหัวใจสำคัญที่ดิฉันเองเชื่อว่าเราคงเห็นไม่ต่างกัน
ดังนั้นกลับมาสรุปว่า สิ่งที่ภาครัฐจะร่วมกันในการทำงานก็คือว่า หนึ่งเราจะทำอย่างไร ในการสร้างสมดุลในประเทศให้แข็งแรงขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องเสริมความแข็งแรงของภาคส่งออกด้วยเช่นกัน และพัฒนาอย่างไร สำหรับตลาดใหม่ที่มีศักยภาพเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด และประการที่สอง สิ่งที่ดิฉันมองว่า เราจะเติบโตอย่างแข็งแรงนั่นก็คือ การที่เราต้องมาเพิ่มขีดความสามารถบนพื้นฐานของความรู้อย่างยั่งยืนในทุก ๆ แขนงของอุตสาหกรรม ตั้งแต่เรื่องของการวิจัย ให้ตอบโจทย์ให้ตรงกับสิ่งที่โลกได้เปลี่ยนแปลงไป ให้ตอบโจทย์ให้ตรงกับลูกค้า ที่เขาจะต้องซื้อของเรา และตอบโจทย์กับทิศทางของประเทศในการที่สร้างความแข็งแกร่ง ซึ่งอันนี้ก็เป็นโจทย์ที่สองที่น่าจะตรงกับการสัมมนาในวันนี้ ในการที่จะพัฒนาขีดความสามารถ แต่บนขีดความสามารถก็คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในภาคเอกชนต้องการอะไร ในการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นโจทย์สำคัญ เพราะภาครัฐเองก็อาจจะทำงานในภาพใหญ่ แต่ขณะเดียวกันเราก็อยากได้เสียงสะท้อนจากภาคเอกชน
เราถือว่าวันนี้ อาจจะเป็นการที่เราได้มาเปิดใจพูดคุยกัน ดิฉันเองขออนุญาตใช้เวทีตรงนี้รับฟังทางด้านภาคเอกชนในแต่ละอุตสาหกรรมในการที่จะบอกกับภาครัฐว่า วันนี้ท่านมีความแข็งแรงอย่างไร และท่านคิดว่าสิ่งใดที่รัฐจะเข้ามาร่วมกันในการสนับสนุนให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
ดังนั้น ในโอกาสนี้ ดิฉันคงไม่ขอใช้เวลาในช่วงต้นมาก แต่คงจะขออนุญาตในการที่จะรับฟังในส่วนของภาคเอกชน และจะได้มาพูดคุยกันในช่วงท้ายของการสัมมนาอีกครั้ง
ขอบคุณค่ะ
---------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/ถอดเทป
ลัดดา/ตรวจ