www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
3 กันยายน 2555

คำกล่าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โอกาสเป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัมมนากระบวนการยุติธรรมเพื่อความคุ้มครองผู้หญิงและเด็กจากการถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ณ ห้องคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นท์ ถนนวิภาวดีรังสิต  กรุงเทพมหานคร วันจันทร์ที่ 3 กันยายน 2555 เวลา 09.00 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

อัยการสูงสุด

อธิบดี ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

ผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน

ดิฉันมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาเป็นประธานในการเปิดสัมมนากระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองผู้หญิงและเด็กจากการถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ที่สำนักงานอัยการสูงสุดจัดขึ้นในวันนี้ ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจในฐานะเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง รู้สึกดีใจที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้จัดงานสัมมนาอันเป็นประโยชน์และเป็นคุณค่ากับเด็กและสตรีในวันนี้

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เป็นปัญหาสาธารณะที่เกิดขึ้นในทุกสังคมและทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งหน่วยงานภาครัฐและภาคสังคมในหลายประเทศ ต่างให้ความสำคัญในการเข้าไปช่วยดูแลและแก้ไข โดยเฉพาะการกระทำที่ใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ถือว่าเป็นปัญหาที่บ่อนทำลายสถาบันครอบครัวหากปล่อยไว้จะทำให้สถาบันครอบครัวหรือความมั่นคงไปทางครอบครัวหรือความรุนแรงของเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตขึ้นมาในสังคมข้างหน้าเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง จะเห็นว่าจากสิ่งที่สำรวจมาจะพบว่าปัญหานี้มีมากขึ้นทุกวัน

ข้อเท็จจริงประเทศไทยได้มีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550  ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่มีความมุ่งมั่นในการที่การคุ้มครองผู้ถูกกระทำ ตลอดจนแก้ไข ฟื้นฟู ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำซ้ำอีก  อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัตินี้มีการใช้มาได้ 5 ปีแล้ว ซึ่งพบว่า ขาดการบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะได้เกิดทัศนคติที่เข้าใจกันว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัญหาภายในครอบครัว และไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่ง ซึ่งดิฉันเองเห็นว่าการกระทำเหล่านี้ต้องร่วมกันในการที่จะช่วยกันสะท้อนปัญหาสังคมไทย  และช่วยกันทำให้ทัศนคตินี้ได้รับความยุติธรรมได้รับการดูแลสิทธิเด็กและสตรีอย่างเสมอภาค

นับเป็นพระกรุณาธิคุณที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงมีความห่วงใยต่อปัญหานี้  และทรงมอบหมายให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานหลัก ในการจัดกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงตามแนวพระดำริ  รวมถึงส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าเป็นพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมีหน่วยงานที่จะเป็นศูนย์กลางจริง ๆ ที่จะทำงานร่วมกันในการที่จะรณรงค์ในการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ คือ ปัญหาเรื่องของทัศนคติ  ให้เกิดความเข้าใจของสังคมให้ตรงกันและให้สาธารณชนนั้นได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกัน และการแก้ไขไม่ให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว ถือว่าเริ่มตั้งแต่การที่เข้าใจเจตนารมณ์และสร้างทัศนคติใหม่ว่า “ไม่มีใครสมควรได้รับการถูกกระทำรุนแรงทั้งนั้น” ถือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งเริ่มต้นที่ดีและยากที่จะต้องร่วมกันทำงานเพื่อให้เกิดทัศนคติใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ผลคืออยากเห็นสังคมไทยนั้นมีความใส่ใจและยุติในความรุนแรง หรือที่เรียกว่า “สังคมไทยปราศจากความรุนแรง” เชื่อว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกคน

การรณรงค์และวิธีการต่าง ๆ ในวันนี้เริ่มตั้งแต่การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้ภาคประชาชนและทุกคนได้รับทราบถึงทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ทำหน้าที่ในบทบาทของตนเองอย่างเต็มที่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม   และการประชาสัมพันธ์โดยตรงต่อประชาชน และสตรีรับทราบถึงสิทธิและสิ่งที่จะได้รับจากการคุ้มครองของภาครัฐในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ขอเรียนว่า รัฐบาลพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด และดีใจที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้เป็นจุดศูนย์กลางเริ่มต้นทำงานรณรงค์ร่วมกันในการส่งต่อหรือการเชื่อมต่อ ซึ่งวันนี้รัฐบาลได้มีกลไกในการดูแลตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุขคือ การพัฒนาศักยภาพของศูนย์พึ่งได้ ซึ่งจะพัฒนาให้มีหน่วยถาวรที่จะรับความช่วยเหลือดูแลเด็กและผู้หญิง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์โดยเริ่มตั้งแต่ทำอย่างไรให้ชุมชนของเราโดยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคมนั้นดีขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะต่อยอดกัน

รัฐบาลได้มีกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีพร้อมที่จะทำงานกับสำนักงานอัยการสูงสุด  และพร้อมทำงานกับทุกหน่วยงานที่จะบูรณาการเพื่อให้สิทธิของเด็กและสตรีปราศจากความรุนแรง และได้รับการดูแลอย่างเสมอภาคและเข้าถึง และที่สำคัญคำว่า “สิทธิ” ของคนไทยจะต้องได้รับการดูแลอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลจะไม่สำเร็จ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาคประชาชน   โดยเฉพาะภาครัฐซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่เป็นเครือข่ายที่สำคัญในการทำงานร่วมกัน

ที่สำคัญด้วยพระบารมีและพระเมตตาของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงห่วงใยในปัญหานี้เชื่อว่าพวกเราจะได้ร่วมพลังกันในการทำงานเพื่อที่จะให้เกิดความสงบและปราศจากความรุนแรงขึ้นในสังคมไทย

ดิฉันขอแสดงความยินดีกับสำนักงานอัยการสูงสุด ในการจัดงานสัมมนาในวันนี้ หวังว่าการจัดสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์และได้มีการหารือในข้อทำงานต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้วดิฉันขอเปิดการสัมมนากระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองผู้หญิงและเด็กจากการถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ณ บัดนี้ ขอบคุณค่ะ

 

…………………………………………………………………….

 

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

ปรียานุช/ถอดเทป