รองนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรี
ผู้บริหารภาคเอกชนทุกท่าน
ผู้แทนสื่อมวลชน และผู้มีเกียรติทุกท่าน
วันนี้ถือว่าเป็นอีกวันหนึ่งที่เราได้มารวมพลังกันในการประกาศเจตนารมณ์ที่จะหยุดการทุจริตคอร์รัปชั่น ได้มีการจัดกิจกรรมแบบนี้และเริ่มการประกาศเจตนารมณ์ในการประชุมเชิงปฏิบัติการในวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา จากเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนนี้ มีความคืบหน้าจากการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ พบว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากปี 2554 คะแนนอยู่ที่ประมาณ 7.55 ณ วันนี้อยู่ที่ 6.57 ในปี 2555 ถือว่าแนวโน้มต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือ ร่วมใจ รวมพลังกัน
ขอเรียนว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาแค่คนใดคนหนึ่ง เป็นปัญหาของประเทศ แต่สิ่งที่ดิฉันเชื่อว่าถ้าเราร่วมกันในการหยุดคอร์รัปชั่น สิ่งที่จะได้รับกลับมาคือความเชื่อมั่นของประเทศไทย จะเห็นว่าวันนี้หลาย ๆ ประเทศ การที่จะตัดสินใจมาลงทุนต้องดูในเรื่องของความเชื่อมั่น การลงทุน ความโปร่งใสในเรื่องของการทำธุรกิจต่าง ๆ และส่งผลถึงภาพลักษณ์ของประเทศ ดิฉันเชื่อว่าถ้าเรามาร่วมกันจะทำให้ความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศนั้นเป็นไปในทางที่ดีขึ้น
รัฐบาลถือว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลและได้มีการแถลงไว้ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ในปีที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใสมีธรรมาภิบาลที่เป็นสากล เพื่อในการใช้ทรัพยากร เพื่อการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวมอย่างแท้จริง ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามทุจริต และประพฤติมิชอบ ขยายการบังคับใช้บทบัญญัติเรื่องการห้ามกระทำที่เป็นการขัดผลประโยชน์ให้ครอบคลุมผู้ใช้อำนาจรัฐในตำแหน่งที่สำคัญและตำแหน่งสูงอย่างทั่วถึง เข้มงวดในการใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาทุจริต และประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ เสริมสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลของบุคลากรภาครัฐ ตลอดจนปลูกฝั่งจิตสำนึกและค่านิยมของสังคมให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต และถูกต้องชอบธรรมนี่คือเจตนารมณ์ของรัฐบาล เชื่อว่าเป็นเจตนารมณ์ของสังคมไทยด้วย
ขอเรียนว่าจากที่ได้มีการประชุมเชิงรุกของรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขอสรุปสั้น ๆ ว่า โครงการที่ได้เริ่มมีความก้าวหน้าดังนี้ ประการแรกคือ โครงการ “1 กรม 1 ป้องกันโกง” หรือที่เรียกว่า Clean Initiative ได้มีการส่งหน่วยงานทุกหน่วยงานของภาครัฐได้ส่งข้อมูลมาทั้งหมด ซึ่ง ณ วันนี้โครงการทั้งหมด 220 โครงการ ขณะนี้ได้รับการอนุมัติแล้ว 199 โครงการ ถือว่าประมาณ 90% แล้ว คงเหลือ 16 กรม หรือ 5 จังหวัดที่ยังอยู่ในขั้นตอนของการอนุมัติ เชื่อว่าหลังจากที่อนุมัติแล้ว เราจะนำขั้นตอนใหม่ที่ทุกหน่วยงานเสนอนั้นกลับไปเป็นขั้นตอนการทำงานของราชการ นี่คือหนึ่งขั้นตอนของการที่เราใช้หลักการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คำว่า “ระเบิดจากข้างใน” แน่นอนจากข้างในแล้วขอขยายออกนั้นคือส่วนหนึ่งที่เราจะเริ่มในภาครัฐที่จะเป็นกระบวนการใหม่ อย่างน้อยของเก่าก็ต้องปรับแต่ของใหม่ต้องเป็นสิ่งที่ดี และเป็นแนวทางที่โปร่งใสตรวจสอบได้
ประการที่สอง มีการดำเนินการศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยการเปิดสายด่วน 1206 ซึ่งได้เปิดมาเป็นระยะเวลา 3 เดือนแล้ว มีจำนวนผู้ที่มาร้องเรียนประมาณ 342 เรื่อง มีทั้งแจ้งเบาะแส ร้องเรียนในเรื่องของทุจริตต่าง ๆ โดยทุกเรื่องจะส่งตรงถึงนายกรัฐมนตรีและจะมีทีมงานคณะทำงานที่แยกตรงเป็นอิสระที่เข้าไปทำงานร่วมกับกระบวนการนี้ ขณะนี้อยู่ในช่วงของกระบวนการสืบข้อเท็จจริง และจะจัดส่งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่เราจะต้องนำมาสร้างข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ แต่ที่สำคัญให้ความเป็นธรรม สิ่งใดที่ไม่ถูกต้องที่ผิดก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ตามวินัย ตามข้อกฎหมาย
ประการที่สาม จากการที่เราได้มีการประกาศเจตนารมณ์ ว่าจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น จากมติที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ได้มีการเห็นชอบให้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้นในทุกกระทรวง ซึ่งไม่เกี่ยวกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้วในหน่วยงานนั้นๆ แต่เป็นหน่วยงานที่จะต้องมาช่วยกันในการดำเนินการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับแผนนโยบายใหญ่ในการรับเรื่องร้องเรียนทุจริต ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ จะนำมาจัดทำแผนปฏิบัติการในแต่ละกระทรวงเพื่อเชื่อมโยงกับส่วนกลาง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการ
ประการที่สี่ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นสิ่งสำคัญที่ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการกฎหมายการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงินหรือ FLASH ที่ได้มีการหารือเป็นเรื่องของความเสี่ยงในการเป็นแหล่งฟอกเงิน การให้เงินสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้าย ขณะนี้ทาง ครม.นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาซึ่งอยู่ในวาระที่ 2 ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการ จะรอในวาระที่ 3 ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อชี้แจงและสร้างความมั่นใจให้กับต่างประเทศว่าประเทศไทยนั้นเห็นความสำคัญในการทำธุรกิจหรือธุรกรรมต่าง ๆ อย่างโปร่งใส อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่จะเรียกความเชื่อมั่นของประเทศไทยกลับคืนมา
สำหรับวันนี้ต้องขอเรียนว่า เรามาที่นี่ต้องมาทำงานในขั้นต่อไปว่าสิ่งที่ทำจากข้างในแล้ว ต้องการที่จะขยายต่อไปในส่วนของภาคประชาชนและภาคเอกชน เพราะดิฉันเชื่อว่าการทำงานนี้รัฐบาลจะต้องร่วมกันทำงานกับทุกภาค และยินดีพร้อมที่จะทำงานกับทุกองค์กร ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคภาคีเครือข่าย อาสาสมัครต่าง ๆ รวมทั้งสื่อมวลชนในการรวมกันเป็นกระบอกเสียงและร่วมกันในการตรวจสอบการทำงานของราชการ และภาคการเมือง
ดิฉันเชื่อว่า วันนี้เราต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ ลำดับต่อไปจะมีการเชื่อมต่อกับภาคประชาชนและภาคเอกชน ดิฉันขอทบทวนถึงขั้นตอนต่าง ๆ สิ่งแรกจะเชื่อมความต้องการและเรื่องร้องเรียนและ ผ่านกลไกดังนี้
1. จัดตั้งตู้รับเรื่องร้องเรียนการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยจะติดตั้งตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายทั้งในกรุงเทพมหานครและอีก 76 จังหวัดทั่วประเทศ จะมีทั้งในสถานที่ราชการ อาทิ ทำเนียบรัฐบาล ศาลากลางจังหวัด สถานีขนส่ง ท่าอากาศยาน รวมถึงสถานที่ของภาคเอกชน ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ธนาคารกรุงไทย และบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ให้เราติดตั้งเครื่องรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตคอร์รัปชั่น
2. เว็บไซต์ www.stopcorruption.go.th ทั้งในส่วนของ Facebook Twitter Line ตลอดจน Mobile Application ต่าง ๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ส่งเรื่องร้องเรียนหรือเรื่องที่สงสัยให้ตรวจสอบ รวมถึงสื่อมวลชนที่เป็นกระบอกเสียงของประชาชนในการส่งเรื่องต่าง ๆ มาเพื่อเราจะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืนต่อไป
ทั้ง 2 จุดนี้จะทำงานกลับมาบูรณาการภายใต้ทีม task force ซึ่งเป็นทีมใหญ่ที่เราจะมาทำงานร่วมกัน ซึ่ง ณ วันนี้นอกจากสายด่วน การรับเรื่องจากเว็บไซต์ วันนี้ดิฉันลงพื้นที่จะมีหน้าที่จากสำนักนายกรัฐมนตรีจะรับเอกสารตรงจากพี่น้องประชาชนโดยจะไม่ผ่านหน่วยงานใด เป็นสิ่งที่จะยืนยันกับทุกท่านว่าเราพร้อมประกาศเจตนารมณ์ที่จะทำงานร่วมกัน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่น ดิฉันเองยินดีที่จะเห็นภาคธุรกิจกับสื่อมวลชน และภาคประชาชนลุกขึ้นมาร่วมทำงานกับรัฐบาล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมกัน แต่ต้องเรียนว่ารัฐบาลฝ่ายเดียวคงไม่สำเร็จถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สิ่งนี้เราทำเพื่อประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทยในระยะยาวและยั่งยืน
สุดท้ายนี้ ดิฉันขอเป็นตัวแทนของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี และทุกภาคส่วน ขอขอบคุณผู้แทนทุกภาคส่วน ภาคเอกชน สื่อมวลชน ประชาชน และหน่วยงานราชการทุกหน่วยงาน รวมถึงภาคเอกชนที่ให้ความเอื้อเฟื้อความร่วมมือต่าง ๆ กับภาครัฐ ขอขอบคุณ ณ ที่นี้ และหวังว่าพลังที่เรารวมใจในวันนี้จะร่วมกันในการที่จะทำให้ประเทศของเรานั้นมีความโปร่งใส และมีความเชื่อมั่นกับนานาประเทศสามารถยืนอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ขอบคุณค่ะ
***************************************
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ปรียานุช/ถอดเทป

