ท่านรองนายกรัฐมนตรี
ท่านกรรมการบริหารและกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ
ผมมีความยินดีที่ได้มาเป็นประธานในการประชุมสภาวิจัยแห่งชาติในวันนี้ สภาวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเป็นองค์กรที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นที่รวมของผู้ทรงคุณวุฒิทุกสาขาวิชาการ มีหน้าที่เกี่ยวกับการทำวิจัยของประเทศแล้วเสนอแนะแนวนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี อันประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของสภาวิจัยแห่งชาติ สภาวิจัยแห่งชาติได้รับการจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2502 ซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้นได้เล็งเห็นความสำคัญของการวิจัยว่า เป็นกระบวนการที่นำมาซึ่งปัญญา ความรู้แจ้งในปัญหา ข้อสงสัยต่างๆ ของมนุษย์ที่กำลังประสบอยู่ ประเทศต่างๆ ในโลกตะวันตกตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ จึงอาศัยพลังอำนาจด้านการวิจัย แสวงหาความรู้ เพื่อเป็นเจ้าของความรู้ และใช้ความรู้ที่แสวงหามาได้ให้เป็นประโยชน์กับการพัฒนาประเทศทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และความมั่นคงของชาติ จนประเทศเหล่านั้นกลายเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญของโลก
ส่วนประเทศในแถบเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ต่างก็ให้ความสำคัญกับการวิจัย เพราะประจักษ์แล้วว่าการวิจัยเป็นสิ่งสำคัญ จึงรีบเร่งพัฒนาประเทศโดยอาศัยการวิจัย หรือการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ให้เป็นรากฐานในการพัฒนาทุกด้าน และในปัจจุบันประเทศเหล่านี้ก็เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทยเรานั้น การให้ความสำคัญกับการวิจัยได้แสดงให้เห็นในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องและทันต่อสภาวการณ์แห่งโลกไร้พรมแดน และโลกแห่งการแข่งขันด้วยความรู้ รัฐบาลนี้ได้กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ และได้อนุมัติงบประมาณเพื่อให้หน่วยงานของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ นำไปดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจังต่อไป
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สภาวิจัยแห่งชาติได้ดำเนินการตามเจตนารมณ์ของรัฐ คือเป็นองค์กรกลางของประเทศทางการวิจัย มององค์รวมของระบบวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัย การส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย การประสานงานการวิจัย และการเป็นคลังความรู้ของประเทศ ซึ่งเป็นเหมือนร่มใหญ่ทางการวิจัย เพื่อกระจายแนวทางการวิจัยสู่หน่วยปฏิบัติในระดับกระทรวง สู่การปฏิบัติการวิจัย และการใช้ประโยชน์จากผลการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยให้ความ สำคัญกับการวิจัยทั้งในด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และด้านอื่นๆ ตามหลักการที่ว่า แนวทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะต้องมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับแนวทางพัฒนาด้าน อื่น ๆ โดยเฉพาะการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งอุตสาหกรรมและการศึกษา อันจะส่งผลให้สามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ในการพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหา หาข้อยุติความขัดแย้งทางสังคมได้อย่างเหมาะสม กลมกลืนและมีประสิทธิภาพ
บทบาทของสภาวิจัยแห่งชาติ ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นหน่วยปฏิบัติ นับตั้งแต่มีพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2502 ถึงปัจจุบัน มีความสำคัญยิ่งในการวางรากฐานสำคัญทางการวิจัยให้กับสังคมของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งหน่วยงานวิจัยหรือหน่วยวิชาการขึ้นจำนวนมาก เป็นแม่แบบในการพัฒนานักวิจัย การให้ทุนสนับสนุนการวิจัยทุกระดับ ประสานงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเป็นคลังความรู้ทาง การวิจัยในทุกสาขาวิชาการของประเทศ และการทำงานของสภาวิจัยแห่งชาตินั้นมีเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย
สภาวิจัยแห่งชาติควรทำหน้าที่เป็นองค์กรกลาง โดยกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์การวิจัย รวมทั้งติดตามประเมินผล สร้างมาตรฐานการวิจัย ประสานงาน สนับสนุน และผลักดันการวิจัยของประเทศให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าของเรา และบริหารจัดการงานวิจัยให้ได้ผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาประเทศ ในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นศูนย์กลางแห่งคลังความรู้ทางการวิจัยของประเทศให้ประเทศไทยก้าวหน้าเข้าสู่ความเป็นผู้นำต่อไป
ในปัจจุบันถ้าพูดถึงการแข่งขันแล้ว เราจำเป็นจะต้องอาศัยงานวิจัยที่จะทำให้มีนวัตกรรมต่าง ๆ ที่สามารถจะไปแข่งขันกับการแข่งขันในระดับโลกได้ ถ้าการทำงานอันนั้นก็จำเป็นจะต้องมีวิสัยทัศน์ มีพันธกิจ มีการวิจัยที่ค่อนข้างจะชัดเจน ก้าวหน้าและทันสมัย เหมาะสมกับสภาพทั้งในประเทศและนอกประเทศอยู่เสมอ
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ และผู้บริหารองค์กร จะสามารถทำหน้าที่ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ด้วยการให้งานวิจัยนำการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และความเจริญเติบโตทางวัตถุของประเทศไปสู่ความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายของการมีสังคมไทยที่เรียกว่า “บ้านเมืองอยู่เย็น เป็นสุข” บนวิถีทางของการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างแท้จริง และผมขอเปิดการประชุมสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2550 ต่อไป
--------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

