www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
6 กรกฎาคม 2550
คำกล่าวปาฐกถาพิเศษของพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในหัวข้อเรื่อง “รัฐบาลกับการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย” ในโอกาสเป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2550 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ ห้องรอยัล จูบีลี ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม 2550 เวลา 09.00 น.

กราบนมัสการพระคุณเจ้า

อาจารย์พนัส สิมะเสถียรรองนายกรัฐมนตรี

และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน                   

วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่ได้มีโอกาสมาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมประจำปี 2550 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า สภาพัฒน์ ท่านเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้พูดไปแล้วว่า เป็นปีที่เริ่มของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 แต่ละแผนใช้เวลาประมาณ 5 ปี เป็นเวลา 50 ปีแล้วที่เราได้ทำงานร่วมกับสภาพัฒน์มาโดยตลอดในส่วนที่เราเน้นในปัจจุบันคงจะเห็นแล้วว่า เราได้ย้อนกลับมาดูในคำหลัง คือในเรื่องของสังคมมากขึ้นกว่าคำว่าเศรษฐกิจ นั่นก็เป็นจุดหนึ่งที่อยากจะเรียนให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแม้แต่ในองค์กรของรัฐเอง เป็นจุดที่สำคัญ เป็นจุดที่เราควรจะได้มีการระดมความคิด ระดมความเห็นกันว่า เราควรจะเดินไปข้างหน้ากันอย่างไร                   

ในส่วนที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 คือการที่เราเริ่มนำแนวคิดในเรื่องของศูนย์กลางของการพัฒนานั้นมาอยู่ที่คน ยึดการพัฒนาคนเป็นหลัก นั่นเป็นจุดที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มที่สำคัญอันหนึ่ง ผมเองโดยส่วนตัวคิดว่าปัญหาเรื่องคนเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เราได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้านมาโดยตลอด แต่ปัจจัยสำคัญที่เราควรจะต้องเน้นคือเรื่องของคนหรือว่าบุคลากรว่า ทำอย่างไรที่เราจะปรับปรุงในส่วนนี้ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ถ้ามองในภาพโดยรวมแล้ว คนจะเริ่มจากส่วนที่เป็นเรื่องของความคิดเป็นหลัก ความคิดของแต่ละคน ถ้าเราจะพูดว่าเป็นเรื่องของจิตใจก็คงเป็นได้ ในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ในการดำเนินการของสภาพัฒน์ จะเห็นว่าในเรื่องของการพัฒนาคนนั้น เรามาเริ่มเมื่อสมัยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ก่อนหน้านั้นคงเป็นแค่การมองภาพในภาพที่กว้างๆ แต่ไม่ได้คำนึงถึงว่าในการที่จะพัฒนาคนนั้น เราได้เตรียมการไว้อย่างไรบ้าง                   

คนแต่ละคนจะมีความสุข อยู่เย็น เมื่อสักครู่ผมได้พูดกับอาจารย์พนัสฯ ว่า สมัยเด็กๆ ผมไม่ชอบเลย อยู่เย็น ซึ่งหมายถึงการโดนทำโทษ ให้ทำความสะอาดห้องเรียน พอโดนอยู่เย็น ผมไม่ชอบแล้ว นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่อยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า คนเราจะมีความสุขได้ ต้องอยู่ในกรอบของการที่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น และตัวเองก็ต้องเป็นคนดี คำว่า ดี ในที่นี้ อยู่ในสภาวะของขั้นตอนของแต่ละอายุ แต่ละวัยของเราเอง ว่าเราจะมีความดีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ในวัยเด็กๆ ตัวชี้วัดนี้คงไม่มีอะไรมาก เมื่อ 2-3 วันนี้ ผมได้คุยกับอาจารย์มหาวิทยาลัย คุยกันว่าคุณธรรมของนักเรียน นักศึกษา เราจะใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด เป็นตัวชี้วัดที่ยากลำบาก และทางมหาวิทยาลัยเริ่มนำตัวชี้วัดนี้มาเป็นปัจจัยตัวหนึ่งในการที่จะรับนักศึกษาเข้าสู่มหาวิทยาลัย                   

ผมบอกว่าสิ่งที่ผมได้ประสบมาในอดีตนั้นคือ มีการกำหนดแต้มความประพฤติ เราไม่ได้ชี้วัดความดี แต่เรามาดูว่าเราทำผิดอะไรบ้าง แล้วก็โดนตัดแต้มไป เมื่อตัดมาถึงระดับหนึ่งแล้ว หมายถึงว่าเราอาจจะไม่ผ่านเกณฑ์ ยกตัวอย่างง่ายๆ สมัยผมเป็นนักเรียน จะมีแต้มประมาณ 30 แต้ม ด้านความประพฤติ 30 แต้ม การตัดแต้มความประพฤตินั้นจะขึ้นอยู่กับโทสานุโทษที่ได้กระทำผิดไป เช่น มาไม่ทัน นำอุปกรณ์การศึกษามาไม่ครบ ขาดเวร อะไรต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตในวัยเยาว์เกิดความรู้สึกว่า เราจะต้องมีการปรับตัวของเราเข้ากับกรอบในสิ่งเหล่านี้ จากการตัดแต้มนี้เอง บางคนที่โดนตัดแต้มเกิน ไม่ผ่านต้องเรียนซ้ำชั้น นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยก่อน แต่ในสมัยปัจจุบันไม่มีแล้ว การเรียนในชั้นมัธยมศึกษา จะไม่มีการลงโทษในลักษณะเช่นนี้ คือไม่มีการซ้ำชั้น จะเรียนผ่านไปเรื่อยๆ นั่นเป็นลักษณะที่เราให้ประโยชน์กับผู้คนของเรา                  

แต่ในด้านที่จะทำให้เกิดความคิด ความสำนึกต่างๆ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ทำอย่างไรที่เราจะสร้างคุณธรรมขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่เรายังเป็นเด็กๆ ให้ได้ ผมคิดว่าท่านที่อยู่ในที่นี้คงมีหลายคนที่เคยมีฝันร้าย คือฝันร้ายที่ว่าดูหนังสือไม่ทัน แล้วจะต้องไปสอบ นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นฝันร้ายในสมัยวัยเด็ก บางทีตื่นขึ้นมามีเหงื่อท่วมตัว เพราะว่าเราควรจะดูหนังสือให้ทัน และไปสอบ แต่บางครั้งทำไม่ได้ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในสมัยเด็กๆ จริงๆ ที่นำเรื่องนี้ขึ้นมา อยากจะให้เราคำนึงถึงว่า การที่จะสร้างความรู้สึก การที่จะสร้างความคิดขึ้นมาตั้งแต่ในวัยเด็กนั้น เราควรจะทำกันอย่างไร                   

ในพระราชบัญญัติการศึกษาได้กำหนดไว้ว่า คุณธรรมนำความรู้ เมื่อวานนี้ ผมได้ไปที่จังหวัดเลย บ้านบุฮม ของอำเภอเชียงคาน มีเด็กเยาวชนแต่งชุดขาวมารับ ผมถามว่าวันนี้ทำอะไรกัน เด็กตอบว่าวันนี้อบรมศีลธรรม คือแต่งชุดขาวมา แล้วถามว่าได้มีการถือศีล 5 หรือไม่ เด็กตอบว่าถือศีล 5 ผมก็ถามว่าข้อแรกคืออะไร เด็กก็ตอบได้ แต่ถามว่าถือศีล 5 ได้ครบหรือไม่ เด็กตอบว่าไม่ครบ ไม่เป็นไร เพราะเริ่มจากสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ที่เราจะได้แนะนำเด็กๆ ว่า การที่จะทำอะไรที่ตั้งอยู่บนความตั้งใจของเรา ตั้งอยู่บนความปรารถนาของเราจริงๆ ว่าเราจะทำได้แค่ไหน ทำได้อย่างไร ตรงนี้จะเป็นส่วนหลักที่จะทำให้เขาได้เริ่มคิดว่า ชีวิตในวัยเยาว์ของเขานั้น จะก้าวไปสู่สิ่งที่ผู้ใหญ่ได้มองเห็นว่า คุณธรรมนำความรู้นั้น ควรจะเป็นอย่างไร                  

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 พูดถึงรัฐบาลบ้าง เมื่อผมเข้ามารับหน้าที่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ผมพูดคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนตกใจกันหมด ตกใจว่ารัฐบาลจะปิดประเทศ ตกใจว่ารัฐบาลจะไม่สนใจในเรื่องการทำมาค้าขาย ความจริงแล้ว เป็นหลักการที่ผมได้นำมาจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ซึ่งผมได้มีส่วนร่วมในการที่จะเผยแพร่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ด้วย จึงได้นำสิ่งที่สภาพัฒน์ได้พยายามที่จะกระจายความคิดนี้ออกมา อย่างที่ท่านเลขาธิการฯ ได้กล่าวไปแล้วนั้น ถือว่ารัฐบาลได้เป็นผู้เริ่มกระจายความคิดในเรื่องของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงออกไป แล้วเป้าประสงค์อยู่ที่สังคมที่เราอยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข                   

ผมได้พูดตั้งแต่ต้นเช่นเดียวกันว่า เราจะยืนอยู่บนหลักของความสมานฉันท์ ยืนอยู่บนหลักของการรู้รักสามัคคี หลายๆ สิ่งที่ผมได้นำมาพูดในช่วงต้นนั้น ต้องการคำอธิบาย ต้องการคำชี้แจง ที่ค่อนข้างชัดเจน แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ก็เป็นสิ่งที่ยากลำบากที่จะนำแนวความคิดในเรื่องของการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีนี้มาใช้ บางคนก็ถามว่าสมานฉันท์ไปทำไม มีคนตายอยู่ทุกวัน ผมถามว่าถ้าไม่คุยกันแล้ว คนจะไม่ตายไหม ยังไงคนก็ต้องตายอยู่แล้ว แต่ว่าตายอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเราตายด้วยการทำหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมได้ผ่านขั้นตอนของชีวิตช่วงนั้นมาแล้ว คือขั้นตอนการทำหน้าที่รับราชการเป็นทหาร คนที่จะเป็นทหาร ตำรวจนั้น จะตั้งใจของตนเองไว้แล้วว่า ในหน้าที่ของเรานั้นมีโอกาสที่จะตายในหน้าที่ค่อนข้างสูงมากกว่าในส่วนอื่น ความตั้งใจนี้เองทำให้เรามีความรู้สึกที่ว่าเป็นหน้าที่ เป็นเรื่องที่เราจะต้องทำ เป็นเรื่องที่เราจะต้องข่มความกลัว เป็นเรื่องที่เราจะต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าว่า ครอบครัวของเรา พี่น้องของเรา จะต้องอยู่กันอย่างไร ถ้าหากว่าหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตไป นี่เป็นเรื่องที่เราจะต้องมาคิดกันในส่วนของครอบครัวเหมือนกัน                   

นั่นเป็นสังคมของคนที่มีหน้าที่ แต่ถ้าหากว่าในสังคมของคนไทยทั่วไป เราจะเตรียมการในเรื่องนี้อย่างไร หลักของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้น้อมนำมาใช้นั้น ได้พูดถึงเรื่องอย่างนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า เราจำเป็นที่จะต้องไม่ประมาท เราจำเป็นที่จะต้องมีทางแก้ไข เราจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมการที่จะแก้ไขปัญหาสิ่งเหล่านี้ไว้ เพราะว่าความตายนั้นไม่มีใครหนีได้ บางทีเราลืมนึกไปว่าความตายนั้นยังอยู่อีกไกล ยังอยู่อีกห่าง ที่ผมมายืนอยู่ตรงนี้ก็รู้สึกว่าใกล้เข้ามามากแล้ว ในอดีตรู้สึกว่าจะห่าง แต่โดยอาชีพก็ไม่ห่างเท่าไร บางครั้งออกทำงานในแต่ละครั้ง รู้สึกว่าใกล้ๆ เฉียด แต่ด้วยความไม่ประมาทเลยมีโอกาสมายืนอยู่ตรงนี้                   

ฉะนั้น ในเรื่องของความเปลี่ยนแปลงตรงนี้เอง อยากให้ได้นำมาสอดแทรกไว้ไนเรื่องของบุคคล และเรื่องของครอบครัวว่า ทำอย่างไรที่เราจะได้คำนึงถึงเรื่องนี้ ว่าเราไม่ประมาท เรามีภูมิคุ้มกันที่ดีพอภายในครอบครัวของเราเอง นั่นจากบุคคลมาสู่ครอบครัว และมาสู่สังคม                  

เมื่อวานนี้เป็นการเดินทางที่ผมคิดว่า เป็นสภาพซึ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจนของสังคมของคนไทย ผมไปที่จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นรอยต่อระหว่างเพชรบูรณ์ ขอนแก่น เลย คือในอดีตเป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ในปัจจุบันก็มีพี่น้องประชาชนเข้าไปทำมาหากิน ทำงานกันค่อนข้างมาก พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เราเห็นว่าการเข้าไปทำมาหากินนั้นเอง ได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างสิ้นเปลือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาล ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเข้าไปช่วยในการที่จะปรับปรุงในเรื่องเหล่านี้ว่า ทำอย่างไรที่จะให้พี่น้องประชาชนอยู่ในพื้นที่โดยที่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมมากเกินไป เราจะทำอย่างไรที่จะวางแนวทางในการทำมาหากินให้สอดคล้องกับสภาพสิ่งที่ท่านเลขาธิการฯ ได้พูดถึง ก็คือภูมิศาสตร์และสังคมของเรา เป็นเรื่องที่ได้วางแผนไว้ประมาณ 14 ปี ในเบื้องต้นเป็นเรื่องของการที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจและช่วยกันดูแลสภาวะแวดล้อมอยู่ด้วยกันโดยสันติ ขั้นต่อไปเป็นการที่จะเริ่มปรับปรุงพื้นที่ ส่วนใดที่ควรจะฟื้นฟูให้เป็นพื้นที่ป่ากลับขึ้นมา ก็จะเป็นพื้นที่ป่า พื้นที่ใดที่ควรจะเป็นพื้นที่ทำการเกษตรก็ควรจะเป็นพื้นที่การเกษตร นั่นก็เป็นพื้นที่ที่ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างมากและเป็นแหล่งต้นน้ำ                   

ที่บ้านบุฮมที่ผมได้กล่าวไปแล้ว เป็นอีกแห่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านปรับตัวอย่างไร ปัจจัยสภาวะแวดล้อมต่างๆ มีทั้งยาเสพติด มีทั้งการลักขโมย สภาพของดินไม่สมบูรณ์ เป็นพื้นที่ที่ขุดลงไปไม่เกินเมตร เป็นดินลูกรัง เป็นหินด่าน ชาวบ้านได้อาศัยภูมิปัญญาของชาวบ้านเองในการที่จะทำการเกษตรแบบผสมผสาน เขาใช้คำว่าการเกษตรผสมผสาน คือปลูกทุกอย่างที่ปลูกได้ และเลี้ยงทุกอย่างที่เลี้ยงได้ นั่นเป็นแนวคิดของชาวบ้านง่ายๆ ในพื้นที่ ใช้เวลาประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นผมคงต้องใช้ตัวชี้วัดที่เป็นตัวเลข เริ่มต้นเขามีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อคน ประมาณ 20,000 บาท ปัจจุบันประมาณ 50,000 บาทต่อหัวต่อคน ในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี                   

นั่นเป็นสิ่งที่เปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่า เมื่อชาวบ้านได้รวมตัวกัน มีการปรับปรุงในเรื่องของชุมชน ในเรื่องของการทำมาหากินแล้ว สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไป ผมก็ถามว่ายาเสพติดมีหรือไม่ ยาเสพติดไม่มี การพนันมีอยู่บ้าง การดื่มสุราลดลง ที่น่าภาคภูมใจคือเยาวชนได้มีการอบรมในเรื่องศีลธรรม นั่นเป็นส่วนที่ผมถือได้ว่าเป็นการปรับปรุงทางด้านที่เราสามารถจะมองเห็นตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจน ผมได้กล่าวกับชาวบ้านไปว่า ตัวชี้วัดที่เป็นตัวเงินต่อหัวต่อคนนั้น อย่าได้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ ผมได้พูดกับเขาว่า ส่วนที่เราไม่สามารถจะวัดได้คือในเรื่องของความสุข ในเรื่องของการอยู่ร่วมกันในชุมชน อยู่ในครอบครัว ที่บ้านบุฮมนี้ มีคนอายุ 80 ปีกว่าๆ มานั่งอยู่หน้าบ้าน ผมเดินผ่านไป เพราะบ้านนี้อยู่ริมโขง เดินลงไปที่ท่าเรือจะผ่านบ้านหลังนี้ ผมถามว่าอายุเท่าไรแล้ว แกตอบว่าจำไม่ได้แล้ว มีญาติที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ตรงนั้นบอกว่า 80 ปีกว่า ญาติๆ ที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็ 70 ปีกว่าไปแล้ว ผมถามว่าบ้านนี้เป็นบ้านของแกหรือไม่ ก็ตอบว่าใช่ เปิดร้ายขายอุปกรณ์ขายสิ่งต่างๆ สำหรับเด็กๆ นั่นเป็นเรื่องที่เราคิดว่า ภาพอย่างนี้เป็นภาพที่เราน่าจะดู เราน่าที่จะได้นำมาเป็นตัวอย่างให้กับสังคมของเรา                   

สิ่งที่ผมพยายามจะเสนอก็คงเป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะกล่าวได้ว่า ในส่วนของชื่อของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ จัดลำดับความสำคัญเสียใหม่ คำว่าสภาพัฒน์ก็ควรจะจัดลำดับความสำคัญเสียใหม่ว่า พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ ในส่วนที่เป็นภาพกว้างๆ ทั่วไป ที่ผมได้เสนอก็คือเรื่องของความเป็นธรรมและเรื่องของความเป็นไทยที่อยากจะฝากทางสภาพัฒน์ไว้ด้วยว่า อยู่เย็นเป็นสุขก็มีเรื่องของความเป็นธรรมและเรื่องของความเป็นไทยที่อยากจะฝากไว้ในส่วนของการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของบ้านเรา นั่นเป็นจุดที่ถือได้ว่ารัฐบาลนี้อยากจะสอดแทรกแนวความคิด แนวทางของรัฐบาลเข้าไปด้วย                   

หลายๆ ท่านถามว่า หลังจากรัฐบาลนี้แล้วจะเป็นอย่างไร ผมคงตอบได้เพียงว่า แนวความคิด แนวทางต่างๆ ที่รัฐบาลได้พยายามที่จะสอดแทรกเข้าไปนี้คงอยู่ที่พี่น้องประชาชน อยู่ที่ท่านทั้งหลายที่จะได้นำไปพิจารณา โดยหลักของแนวคิดที่ว่าเราจะคุยด้วยเหตุด้วยผล แล้วเราจะนำพาสังคมของเรา นำพาชุมชนของเรา นำพาครอบครัวของเรา จนกระทั่งมาถึงตัวของเราเองไปในทางไหน คงไม่ได้เป็นแนวทางที่จะต้องถามว่ารัฐบาลจะมาชี้อย่างไร แต่ถ้าเลือกทางเดินของท่านเองแล้ว ไม่ว่าใครก็ตามที่จะขึ้นมาเขาก็จะต้องทำตามท่าน เพราะว่าท่านเป็นคนเลือกเขาเข้ามา ท่านเป็นคนที่จะบอกเขาว่าเราต้องการอย่างนี้ เราอยากเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างนี้มากกว่าที่จะบอกว่ารัฐบาลเป็นผู้กำหนดว่าเราจะต้องเดินทางไปทางไหน รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะอำนวยความสะดวก รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะให้การสนับสนุนในเรื่องต่างๆ ที่มีความจำเป็นในเรื่องของโครงการในด้านสาธารณูปโภค ในเรื่องของมหภาคต่างๆ เช่น เรามองความเจริญต่างๆ ในบ้านเมืองของเราอย่างไร เราจะวางศูนย์การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมของเราไว้ที่ไหนบ้างอย่างไร เครือข่ายการคมนาคมที่จะอำนวยความสะดวกได้ให้ชุมชนจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงนัก หมายถึงว่าเราไม่ต้องอพยพทิ้งถิ่นเข้ามาทำงาน เราจะทำอย่างไร                   

ความเชื่อมโยงนี้ต้องเชื่อมโยงกับความเจริญของภูมิภาค รัฐบาลได้พยายามที่จะทำความเข้าใจ สร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเราจะเดินไปด้วยกัน เราคงไม่มองตัวของเราเองอย่างเดียว เราคงจะต้องมองถึงเป้าหมายของภูมิภาคของอาเซียนด้วยว่า เราจะเดินไปทางไหนกัน สิ่งที่น่าพอใจคือในคำขวัญของกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ใช้คำว่า “Sharing and Caring Community” Sharing คือการแบ่งปันกัน Caring คือเอื้ออาทร การดูแลซึ่งกันและกัน นี่เป็นคำขวัญที่ดี เป็นสิ่งที่ผมคิดว่า ถ้าเราอยู่กันในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยความรู้สึกอย่างนี้แล้ว เราจะเดินไปข้างหน้ากันได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยพยายามที่จะสร้างความเข้าใจนี้ ทำงานร่วมกับมิตรประเทศ เราจะยืนอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือซึ่งกันและกัน ฉะนั้น เราจะไม่มองตัวของเราเองเพียงอย่างเดียว ว่าทำอย่างไรที่เราจะร่วมมือกับเพื่อนบ้านของเรา ปัญหาที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ เห็นชัดเจนว่าเราต้องการแรงงานต่างประเทศเข้ามา แล้วแรงงานนั้นก็เข้ามาจากประเทศซึ่งเขามีฐานะที่ด้อยกว่าเรา ถ้าอยู่ในฐานะที่ใกล้ๆ กัน แล้วมีการแลกเปลี่ยน มีการดูแลแรงงานที่เข้ามา จะเป็นการกระทำที่ดี เป็นการที่จะแบ่งปันกัน แล้วเขาก็มีโอกาสนำเงิน นำทรัพย์ที่เขาหาได้นั้นกลับไปพัฒนาบ้านเมืองของเขาด้วย สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการที่จะเดินกันต่อไปข้างหน้า จับมือเดินกันต่อไปข้างหน้าในอนาคต นั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้พยายามที่จะทำให้เกิดความคิดอย่างนั้น เราไม่อยากเห็นความขัดแย้งที่จะทำให้ปัญหาของความร่วมมือระหว่างประเทศต้องสะดุดหยุดลง                   

เป็นสิ่งที่พยายามจะชี้ว่า ในส่วนของรัฐบาลแล้ว เราไม่ได้คำนึงถึงตัวเลขของการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากนัก แต่คำนึงถึงการสร้างสภาวะที่สอดคล้องในทุกๆ ด้าน สภาวะในครอบครัว สภาวะทางสังคม สภาวะของสิ่งแวดล้อม สภาวะความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ซึ่งเราคงจะต้องแบ่งปันหลายๆ อย่างร่วมกันกับเพื่อนบ้าน ในขณะนี้เราแบ่งปันเขาอยู่แล้ว เราไปของใช้ไฟฟ้า ขอซื้อไฟฟ้าเขามาใช้ เพราะเราไม่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่จะผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำอย่างนั้น เราจำเป็นจะต้องทำในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน เรามีอะไรที่จะต้องแบ่งปันกันในระหว่างชุมชน ในระหว่างประเทศ เราจำเป็นที่จะต้องแบ่งปันกัน นั่นคือการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่เฉพาะภายในบ้านของเรา กับเพื่อนบ้าน กับมิตรประเทศของเราด้วย                  

แนวคิดที่ผมได้เรียนไปนี้คงเป็นกรอบกว้างๆ ที่รัฐบาลได้พยายามนำเสนอด้วยระยะเวลาสั้นๆ ที่เรามาบริหารประเทศภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี ถ้าเป็นไปได้ก็อยู่ที่ท่านทั้งหลายจะได้นำไปคิด นำไปพิจารณา แล้วเสนอต่อผู้ที่จะบริหารประเทศต่อไปว่าท่านอยากได้อย่างนี้ ท่านอยากเห็นเป็นอย่างนี้ เราจะได้เดินหน้ากันไปในทิศทางที่ผมได้เสนอแล้วว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ เราจะพัฒนาสังคมกันก่อนที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ                  

บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการประชุมประจำปี 2550 ของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขออำนวยพรให้การประชุมบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายทุกประการ และขอให้ทุกท่านที่เข้ามาร่วมในวันนี้ ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีความสำเร็จ และเป็นพลังร่วมกันที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่ความเป็นสังคมที่ทุกคนต้องมีความสุขร่วมกันสืบไป ขอบคุณครับ

------------------------------------

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์   สำนักโฆษก

อภิญญา ตันติรังสี/ถอดเทป/พิมพ์    จินตนา จ้อยจุมพจน์/ตรวจ