www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
13 มิถุนายน 2550
คำกล่าว ของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดงาน “มหกรรมนักอ่าน” ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี  วันที่ 13 มิถุนายน 2550 เวลา 09.00 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ท่านผู้บริหารระดับสูง

คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน

 

                   ผมมีความยินดีที่เป็นอย่างยิ่งได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมนักอ่าน” ที่กระทรวงศึกษาธิการจัดขึ้น โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในวันนี้

การรักการอ่านเป็นดัชนีที่บ่งบอกถึงศักยภาพคนไทยได้ประการหนึ่ง และเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีการปลูกฝังกันตั้งแต่เยาว์วัย การสร้างนิสัยรักการอ่านนั้น ประเทศไทยของเรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีควรค่าแก่การยกย่องสูงสุด พระองค์ทรงมีพระจริยาวัตรและพระอุปนิสัยเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนชาวไทยในการเป็นพหูสูต กล่าวคือ ทรงเป็นทั้งนักอ่าน นักฟัง นักคิด และนักเขียนที่ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน และได้ทรงใช้ประโยชน์ จากการที่ทรงอ่านมาก ฟังมาก มาประกอบการพระราชวินิจฉัยพัฒนางานตามพระราชภารกิจของพระองค์ ก่อให้เกิดผลดีทั้งต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาประเทศ

                   การส่งเสริมเด็กและเยาวชนไทยให้มีนิสัยรักการอ่านและเป็นนักอ่าน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ การรับรู้ข่าวสารต่างๆ ที่ทันต่อเหตุการณ์ และการสร้างภูมิคุ้มกันตนเองของแต่ละบุคคล หากผู้ใดได้รับการปลูกฝัง พัฒนาทักษะการอ่านจนถึงแก่นแท้ขั้นการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ พินิจพิจารณาอย่างเท่าทันจุดมุ่งหมายของสารสนเทศที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไร้ขอบเขตในโลกยุคโลกาภิวัตน์นี้ ก็จะเป็นองค์ความรู้ใหม่สำหรับนำไปปรับใช้ประกอบการตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้มีความมั่นคงและยั่งยืนสืบต่อไปในอนาคต

                   ในปัจจุบันนี้สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทักษะการอ่านและการสื่อสารถือเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้คนในชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข สันติ และความสมานฉันท์ และคำกล่าวที่ว่า “คนอ่านมากย่อมรู้มาก” ยังเป็นความจริงที่ใช้ได้ตลอดเวลา และยิ่งจำเป็นมากขึ้นในยุคปัจจุบันและในอนาคต เพราะคนอ่านมากย่อมมีข้อมูลมาก การตัดสินใจบนพื้นฐานจากข้อมูลมากนั้นย่อมมีโอกาสที่จะผิดพลาดน้อย และนี่เป็นประโยชน์อีกประการหนึ่งของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการพัฒนาให้เป็นนักอ่าน

                   สิ่งที่น่ายินดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ช่วงปี พ.ศ. 2546 - 2548 ที่ผ่านมา พบว่า พฤติกรรมการอ่านหนังสือของประชากรไทยในภาพรวมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.9 และพบว่ากลุ่มวัยเด็กอ่านหนังสือมากที่สุด ร้อยละ 87.7 รองลงมาเป็นกลุ่มวัยรุ่น  ร้อยละ 83.1 สะท้อนให้เห็นว่าเด็กๆ และเยาวชนมีพฤติกรรมการอ่านหนังสือค่อนข้างสูงกว่ากลุ่มวัยอื่น ซึ่งบ่งบอกถึงผลสำเร็จเบื้องต้นที่ทุกภาคส่วนในสังคมได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านไว้เป็นอย่างดี ผมจึงขอให้กำลังใจแก่ท่านทั้งหลายในการดำเนินการ ในเรื่องเหล่านี้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย ที่จักเติบใหญ่เป็นประชากรไทยที่มีศักยภาพท่ามกลางสังคม แห่งความหลากหลายและการเรียนรู้สืบต่อไป

                   ผมขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ และส่วนราชการ ในสังกัดต่างๆ ตลอดจน ทั้งภาคเอกชน สมาคม มูลนิธิ ศูนย์หนังสือ สำนักพิมพ์ต่างๆ ที่มาร่วมจัดงานมหกรรม นักอ่านไว้ ณ โอกาสนี้ ขออวยพรให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ และขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกท่านประสบแต่ความสุข  ความเจริญโดยทั่วกัน บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดงานมหกรรมนักอ่าน  ณ  บัดนี้  ขอบคุณครับ

--------------------------------------

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก