คำกล่าวสุนทรพจน์
คำกล่าว ของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี หัวข้อ “ทางเลือกและการเอาชนะปัญหาของชาติวันนี้” ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศ และสถานีวิทยุกองทัพบก วันที่ 10 มิถุนายน 2550 เวลา 16.30 น.

พี่น้องร่วมชาติที่รักยิ่ง
ท่านทั้งหลายที่กำลังรับชมหรือรับฟังผมพูดคุยกับท่านในค่ำวันนี้ เท่ากับว่าท่านกำลังมีส่วนร่วมรับรู้สถานภาพทางการเมืองของชาติแล้ว การเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเช่นนี้ ถือว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของเราทุกคน ในฐานะพลเมืองไทย

หลายท่านคงสงสัยว่า ทำไมผมจึงพูดเช่นนี้ ตอบได้ว่า เพราะเราแต่ละคนก็มีความคิดความเห็นว่าเราต้องการมีชีวิตทางสังคมแบบไหนทั้งสำหรับตัวเราเอง ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงของเรา ชุมชน และสำหรับชาติบ้านเมือง ที่สำคัญ ความปรารถนาเช่นนี้ไม่เพียงเป็นเรื่องของวันนี้เท่านั้น แต่ยังต้องคิดไปไกลเผื่อรุ่นลูกหลานของเราในวันข้างหน้าอีกด้วย

เราแต่ละคนมีเสียงหนึ่งเสียงเท่าเทียมกันไว้ใช้ลงคะแนนเลือกตั้งตัวแทนของเรา ไม่ว่าจะในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค หรือระดับชาติ การมีเสียงเสมอกันเช่นนี้ เป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่เราทุกคนต่อสู้สร้างร่วมกันมา ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายก็มีเสียงหนึ่งเสียงในการลงคะแนน และมีความรับผิดชอบต้องใช้เสียงลงคะแนนนี้ ซึ่งจะประกอบกันเป็นเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ที่จะตัดสินในที่สุดว่าชาติบ้านเมืองของเราจะไปทางไหน

แต่นอกจากการที่เราแต่ละคนมีความรับผิดชอบที่จะต้องมีส่วนร่วมทางการเมือง ตัดสินใจใคร่ครวญอย่างดีที่สุดเพื่อเลือกพรรคการเมืองและนักการเมืองที่จะมาแทนตัวเราในการปกครองบ้านเมือง เช่นที่เราคาดหวังไว้แล้ว แต่ถ้าจะให้ประชาธิปไตยจะได้ผลจริงอย่างที่หวัง ยังมีเงื่อนไขอย่างที่สองที่ต้องปฏิบัติ คือ เราต้องตกลงยินยอมยึดมั่นในหลักนิติธรรม

หลักนิติธรรมหมายความว่า เราทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย มีฐานะเช่นไรล้วนเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ความยุติธรรมจะต้องมีให้กับพลเมืองไทยทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน ไม่ว่าจะรวยจะจนอย่างไร กฎหมายต้องพิทักษ์คุ้มครองคนดี ลงโทษคนทำผิดอย่างเท่าเทียมกัน ในประเทศนี้ทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน

ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหายิ่งใหญ่ที่สำคัญและท้าทายที่สุดซึ่งสังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ ถ้าเราซื่อตรงต่อตนเอง ก็คงต้องยอมรับว่า มองไม่ค่อยเห็นการทำงานตามหลักนิติธรรมในสังคมของเราวันนี้ ถ้าไม่มีหลักนิติธรรม ระบอบประชาธิปไตยที่เราทั้งหลายอยากเห็นเกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างมั่นคง ก็จะไม่อาจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพได้เลย ถ้าปราศจากความเป็นธรรม ก็จะไม่มีความเสมอภาค และประชาธิปไตยก็จะไม่ก่อกำเนิดขึ้นอย่างแน่นอน

บางคนอาจเห็นว่าเมื่อห้าปีก่อน ประชาธิปไตยก็ดำเนินไปได้ด้วยดีในยุครัฐบาลที่ผ่านมา เพราะพลเมืองไทยก็มาลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปกันมาก และพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากก็ตั้งรัฐบาลมาบริหารประเทศฟังดูก็ดีเหมือนประชาธิป ไตยจริง ๆ ไม่ใช่หรือครับ

แต่ถ้าในเวลาที่มีรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งมาเช่นนั้น หลักนิติธรรมเสื่อมลง ถูกทำลายด้วยพลังของผู้ทรงอำนาจ ผู้ร่ำรวย และพรรคพวกของเขา การฉ้อราษฎร์บังหลวงระบาดไปทั่ว แม้แต่องค์กรอิสระที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วย“รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540” ก็อ่อนแอลงและหมดกำลังจะต้านมหาภัยที่มาจากคลื่นของความโลภเช่นนี้ได้

แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีเองก็ยอมรับในเรื่องนี้ เช่นเมื่อครั้งที่ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Time เมื่อสองสามเดือนก่อน โดยกล่าวว่า “การฉ้อราษฎร์บังหลวงในประเทศไทยจะไม่มีวันหายไปได้ มันฝังอยู่ในระบบเสียแล้ว” คำกล่าวเช่นนี้ค้านกับคำพูดของท่านเอง ที่ท่านเคยสัญญากับประชาชนว่าจะทำสงครามต่อสู้เอาชนะการฉ้อราษฎร์บังหลวงให้ได้ ผมอยากจะถามว่า เราจะให้บุคคลที่คิดไม่ดีมายักยอกทรัพย์ของแผ่นดินไปทุกวัน ๆ เช่นนั้นหรือครับ

ผมเองไม่คิดเช่นนั้น ผมเชื่อว่าเราทุกคนเข้าใจดีว่า เราต้องการชีวิตที่ดีกว่าเดิมสำหรับพลเมืองของชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักยิ่ง ถ้าเช่นนั้น เราก็ต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อขจัดการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ให้หมดสิ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้แนวทางนิติธรรมเป็นหนทางหลัก มีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่จะช่วยให้ประชา ธิปไตยจำเริญงอกงามและยังให้เกิดคุณประโยชน์จากการช่วยให้ผู้คนพลเมือง มีโอกาสเสมอหน้ากัน

นี่คือหนทางที่ผมเลือก ทั้งให้กับตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรีรักษาการ และสำหรับรัฐบาลของผมในช่วงเวลาประมาณหนึ่งปีที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่น่าจะบริสุทธิ์ยุติธรรมในสิ้นปีนี้ หนทางนั้นคือ การต่อสู้เอาชนะภัยฉ้อราษฎร์บังหลวงทุกรูปแบบ และทำให้แนวทางนิติธรรมเข้มแข็งมั่นคงในแผ่นดินนี้ให้จงได้

พวกเราทุกคนทราบดีว่า หนทางนี้ยากเข็ญเพียงไร เพราะต้องข้ามให้พ้นผลประโยชน์ที่หยั่งรากฝังลึกอยู่ทั่วไป พวกเราทุกคนตระหนักดีว่า สุดท้ายพี่น้องประชาชนทั้งหลายเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินว่าจะยอมถูกสูบเลือดจนหมดตัว เพราะการฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือ จะตัดสินใจประกาศให้เห็นชัดว่า “พอแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว” พวกเราก็ยอมรับความเป็นจริงพอที่จะตระหนักว่าทำอะไรได้เพียงไรในระยะเวลาที่เหลืออยู่ เจ็ดเดือนผ่านไปตั้งแต่เมื่อผมแรกนำเสนอนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เราเหลือเวลาเป็นรัฐบาลอีกเพียง 6 เดือนเท่านั้น เราได้เริ่มต้นทำงานอย่าง มั่นคง แต่การจะต่อสู้สืบไปนั้นขึ้นอยู่กับท่านทั้งหลาย ที่จะต้องเลือกคนที่ดีที่สุดในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า คัดเอาคนที่แน่วแน่มั่นคงว่าจะนำพาประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคนกลับสู่หนทางแห่งหลักนิติธรรม

ผมกำหนดแผนยุทธศาสตร์ 4 แนวทางไว้สำหรับการทำงานนี้

เมื่อแรกได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชั่วคราวของท่าน ได้เสนอหลักการ 4 ข้อ เป็นแนวทางการทำงานของรัฐบาลนี้ คือ เราจะทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และใช้ทรัพยากรทุกอย่างอย่างประหยัด ทั้งหมดนี้เป็นมาตรฐานที่เราใช้ประเมินการตัดสินใจและการกระทำทุกอย่างของเรา กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แม้เราจะชราและช้าไปบ้าง แต่เราก็ถือเอาประโยชน์สาธารณะและความซื่อตรงเป็นหลักเหนืออื่นใด

ยุทธศาสตร์อย่างที่สองคือ การป้องปราม ถ้าคนที่ทำผิดคิดมิชอบใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลไม่ได้รับโทษอะไรเลย คนก็จะไม่หยุดทำชั่วกัน เราจำต้องตระหนักว่าการละเมิดกฎหมายนั้นมีผลให้ต้องรับโทษ ถึงวันนี้ก็มีคนถูกกล่าวหาแล้วในคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงใหญ่ไม่น้อยกว่า 13 คดี แต่ละคดีกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นตามกระบวนการทางกฎหมาย งานเช่นนี้ต้องใช้เวลา แต่ผมก็ไม่ยอมใช้อำนาจฝ่ายบริหารไปทำให้การตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมต้องเสียหายขาดตอน เพราะผมเชื่อว่าคนในชาติต้องเห็นว่า กระบวนการตรวจสอบเอาคนผิดมารับโทษดำเนินไปได้ ทุกคนต้องเชื่อว่ากฎหมายบ้านเมืองศักดิ์สิทธิ์

ถึงวันนี้อย่างน้อยมีกรณีการหลีกเลี่ยงภาษีการโอนขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็ก ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนส่งฟ้องเป็นคดีอาญา

คดีที่สองเป็นกรณีการทุจริตประพฤติมิชอบในการจัดซื้อที่ดินถนนรัชดาภิเษกจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย คดีนี้ก็กำลังเข้าสู่การฟ้องเป็นคดีอาญาเช่นกัน

คดีที่สามเกี่ยวกับกรณีการทุจริตในโครงการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด CTX 9000 และกรณีการทุจริตโครงการจัดจ้างก่อสร้างระบบไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (แอร์พอร์ต ลิงค์) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินกำลังดำเนินการฟ้องร้องอยู่

ผมคาดว่ากรณีต่าง ๆ ที่กำลังถูกตรวจสอบอยู่ในเวลานี้จะดำเนินไปสู่ขั้นตอนฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม แต่ผมขอย้ำว่าเราจะยึดถือความเป็นธรรมอย่างเคร่งครัด เราถือว่าผู้ต้องหาทั้งหมดยังไม่ผิดจนกว่าศาลจะตัดสิน

พี่น้องประชาชนที่รัก ผมต้องเรียนท่านทั้งหลายตรง ๆ ว่า การต้องมาดูแลให้เกิดกระบวนการเช่นนี้เป็นเรื่องที่หนักใจสำหรับผม และผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายก็รู้สึกเช่นเดียวกันที่ต้องมารับรู้เรื่องนี้ เพราะพี่น้องจำนวนมากเคยไว้วางใจและตั้งความหวังไว้ในตัวผู้นำรัฐบาลชุดที่แล้วที่ท่านเลือกเข้ามารับตำแหน่งบริหารราชการแผ่นดิน ศาลยุติธรรมเท่านั้นจะเป็นผู้ตัดสินในที่สุดว่า คนที่ท่านเลือกเข้าไปนั้นได้แสวงประโยชน์ส่วนตนหรือไม่อย่างไร

บทเรียนนี้เจ็บปวดและเป็นราคาสูงยิ่งสำหรับเราทุกคน แต่เป็นบทเรียนที่ผมเชื่อว่าเราต้องเรียนรู้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีหวังใด ๆ ในการสร้างหลักนิติธรรมให้ศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเมืองของเรา

ยุทธศาสตร์ที่ 3 ของผมที่วางไว้ต่อสู้เอาชนะการฉ้อราษฎร์บังหลวงคือ ใช้การตรวจสอบเปลี่ยนแปลงกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยมุ่งปิดช่องว่างทางกฎหมายทุกจุดและออกกฎหมายใหม่ ๆ ในเรื่องนี้ถ้าจำเป็นกระบวนการนี้กำลังดำเนินอยู่

อย่างที่ท่านทั้งหลายคงคิดได้ว่า ความพยายามใด ๆ ที่จะริเริ่มปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของไทยให้เกิดผล ให้ชัดเจนว่าพวกเราทุกคนจะได้รับความยุติธรรมเสมอหน้ากัน ก็ต้องปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย

เรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ 4 ในแผนการทำงานของผมในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความเป็นธรรม ให้เป็นแผ่นดินที่ลูกหลานจะรับเป็นมรดกสืบไปด้วยความภาคภูมิใจ

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 ผมได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจขึ้น โดยได้เชิญนายตำรวจที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ ท่าน เข้ามาเป็นกรรมการ คณะกรรมการดังกล่าวได้วางแผนการปฏิรูประบบตำรวจไทยที่ถือว่ากว้างไกลก้าวหน้าที่สุดเท่าที่เคยพยายามกันมา แผนปฏิรูปนี้รวมถึงการกระจายอำนาจบริหารราชการตำรวจ การตั้งคณะกรรมการอิสระมาตรวจสอบกิจการตำรวจ แก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการตำรวจ ส่งเสริมพัฒนาทักษะและสวัสดิการของตำรวจโดยเฉพาะตำรวจชั้นผู้น้อยทั่วประเทศ

ผมขอพูดกับเพื่อนตำรวจไทยทั้งประเทศว่า อย่าได้กังวลกับการปฏิรูปที่กำลังจะเกิดขึ้น ยอมรับการปฏิรูปนี้ รัฐบาลกำลังตั้งอกตั้งใจทำงานเพื่อขจัดภัยการฉ้อราษฎร์บังหลวงและสร้างสรรค์สังคมที่ปกครองด้วยหลักนิติธรรม อันจะให้ความยุติธรรมกับทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน งานนี้จะทำให้สำเร็จไปไม่ได้หากประเทศชาติไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซื่อสัตย์ มีประสิทธิภาพ และเอาจริงเอาจังกับหน้าที่ของตน เวลานี้เป็นจังหวะที่ท่านทั้งหลายต้องก้าวออกมาเพื่อปกป้องพิทักษ์ราษฎรหญิงชาย อันเป็นงานในหน้าที่โดยตรงของท่าน

พี่น้องประชาชนทั้งหลาย ผมได้พูดมาพอประมาณถึงภัยร้ายที่คุกคามท้าทายประเทศชาติของเราในปัจจุบัน การท้าทายซึ่งผมคิดว่าสำคัญที่สุด เป็นการท้าทายที่พลเมืองไทยทุกคนจะต้องตัดสินใจเลือกอย่างรอบคอบมั่นคง

หน้าที่แรกคือ ความรับผิดชอบของพวกเราแต่ละคนในฐานะพลเมืองที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดชีวิตทางการเมืองของชาติ อย่างจริงจัง ด้วยสันติวิธี และด้วยปัญญาความรู้ นี่เป็นหน้าที่หนึ่งของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เราแต่ละคนมีกันคนละเสียงเท่าเทียมกัน เราไม่เพียงมีส่วนร่วมทางการเมืองในเวลาเลือกตั้งเท่านั้น แต่เรามีส่วนร่วมได้ทุกวันคืน เมื่อเราพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองในหมู่ญาติมิตร เราควรเลือกตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ใช่เชื่อการชักจูงของผู้อื่น เราควรเลือกสนับสนุนนักการเมืองชายหญิงที่เป็น คนดี ซื่อสัตย์ ให้พวกเขาได้มาเป็นผู้นำทางการเมืองของเราในการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึงปลายปีนี้

ชาติของเราจะไม่มีวันได้รัฐบาลที่ดีและซื่อสัตย์หากทุกคนปล่อยให้การฉ้อราษฎร์บังหลวง และการไม่แยแสกับกระบวนการนิติธรรมดำเนินต่อไป ถ้าคนเข้ามาแสวงหาอำนาจทางการเมืองเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องร่ำรวยขึ้น ใช้อำนาจไปในทางมิชอบและทำการอย่างฉ้อฉล

เรื่องนี้เป็นการท้าทายประเทศชาติอันเป็นที่รักของเรา สิ่งที่สองที่รอเราอยู่ไม่เพียงในระยะเวลาหลายเดือนต่อไปแต่ในอนาคตข้างหน้าด้วย เราแต่ละคนต้องปฏิเสธการฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่เพียงในเรื่องทางการเมืองเท่านั้นแต่ในทุกส่วนแห่งชีวิตของเราทุกคนต้องเลือกเคารพหลักนิติธรรมในฐานะรากฐานแห่งสังคมไทย

ผมได้ชี้ให้เห็นว่าการท้าทายทั้งสองอย่างและสิ่งที่เราต้องเลือกในการเผชิญกับการท้าทายนี้เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ผมได้กล่าวว่าเราต้องตัดสินใจเลือกทางเหล่านี้อันจะกำหนดทิศทางของสังคมไทยสำหรับคนไทยรุ่นต่อ ๆ ไปที่จะเกิดมาในแผ่นดินนี้ เราทุกคนมีอำนาจที่จะเลือกโฉมหน้าประเทศไทยชนิดที่เราอยากทิ้งไว้ให้เป็นมรดกของลูกหลาน

เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะถ้าการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการไม่เคารพหลักนิติธรรมยังครอบงำการเมืองของเราอยู่ เราจะไม่มีวันมีรัฐบาลที่ดีและซื่อสัตย์โดยอาศัยกระบวนการประชาธิปไตยได้เลย และถ้าเราไม่มีรัฐบาลที่ดีและซื่อสัตย์ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน เราก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลทุกรัฐบาลมุ่งแก้ไขให้หมดไป นั่นคือ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่นับวันจะห่างออกจากกัน มีแต่รัฐบาลที่ดีและซื่อสัตย์เท่านั้นที่จะแก้ปัญหานี้ได้ด้วยวิธีการชนิดที่ประเทศชาติรับภาระได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ทำให้พลเมืองที่อ่อนแอเสียเปรียบของเรามีพลังเข้มแข็งขึ้นอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว

นักเศรษฐศาสตร์เรียกเรื่องนี้ว่า ความไม่เสมอภาคทางรายได้ ซึ่งสะท้อนความไม่เท่าเทียมกันทางทรัพย์สินระหว่างคนในประเทศ และนี่เป็นเหตุสำคัญให้คนในชาติของเราต้องแตกแยกกันในทางการเมืองเช่นนี้ ดังนั้น ในความเห็นของผม ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลต่อไปข้างหน้า รัฐบาลนั้นก็ต้องถือเอาการแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาคกันทางรายได้เป็นปัญหาจำเป็นเร่งด่วนที่สุดที่ต้องแก้ไขให้หมดสิ้นไปให้ได้

ผมขอจบสิ่งที่ผมพูดคุยกับท่านในวันนี้ด้วยคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ประกอบด้วย ผู้พิพากษาอาวุโสของประเทศ 9 ท่าน ที่มีผลให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบและกรรมการบริหารพรรค ถูกห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองเป็นระยะเวลา 5 ปี เพราะได้ทำผิดกฎหมาย

นี่คือผลกรรมที่เราต้องรับ ถ้าเราจะไม่เคารพหลักนิติธรรมเพียงลมปาก ผมขอให้พี่น้องประชาชนที่รักของผมยอมรับการตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญ ให้ถือเป็นที่สุด

พรรคการเมืองเป็นเรื่องความคิด ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล ในประวัติชีวิตสั้น ๆ ของพรรคไทยรักไทย พรรคนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าชีวิตทางการเมืองของประเทศ นโยบายหลักหลายข้อของพรรคไทยรักไทยจะกลายเป็นมรดกทางการเมืองที่จะดำเนินต่อไปในสังคม เช่น สิทธิในการรักษาพยาบาลสำหรับราษฎรทุกคน เราขอขอบคุณพรรคไทยรักไทยที่ได้สร้างและดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนยากคนจน ขณะเดียวกันเราก็ยอมรับคำตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมืองนี้ เพราะทำความผิดทางการเมืองอย่างรุนแรง

สำหรับพี่น้องประชาชนทั้งหลายที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทย ผมขอให้ท่านทราบว่า เราได้ยินเสียงของพวกท่าน ความทุกข์ร้อนของท่านเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดในวาระแห่งชาติ และผมมั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง ท่านจะมีผู้แทนให้ได้เลือกจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะมุ่งมั่นทำงานเพื่อให้ชีวิตของพวกท่านดีขึ้น

พี่น้องประชาชนที่รัก แม้ผมจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นขิงแก่ ฤาษีเลี้ยงเต่า ก็ไม่ได้ทำให้ผมท้อแท้ใจ แต่ขอให้ทุกท่านทราบว่า ผมพูดกับท่านในวันนี้จากหัวใจ ด้วยเกียรติ ด้วยศักดิ์ศรี และความซื่อตรง

ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางชีวิตทางการเมืองของประเทศชาติในค่ำวันนี้ ผมมั่นใจว่าเราทุกคนจะเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง

------------------------

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก