คำกล่าวสุนทรพจน์
คำกล่าว ของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในพิธีประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือในการลดภาวะโลกร้อน ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี  วันที่ 5 มิถุนายน 2550 เวลา 15.30 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

และผู้มีเกียรติทุกท่าน

         

          ผมมีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมในพิธีประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือในการลดภาวะโลกร้อนภายใต้คำขวัญ  “หยุดโลกร้อนด้วยชีวิตพอเพียง” ในวันนี้

         นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาพบว่า ภาวะโลกร้อนเกิดจากแก๊สเรือนกระจก  ที่กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ได้ปล่อยออกมาสะสม จนเข้มข้นมากเกินไปในชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้ม โลกอยู่ ทำให้โลกเก็บกักความร้อนไว้มากเกินความจำเป็น ส่งผลให้อุณหภูมิโดยรวมของโลกสูงขึ้น เกิดเป็นปรากฏการณ์โลกร้อน เป็นภัยคุกคามทุกมวลชีวิตบนพื้นโลกแห่งนี้ จึงเป็นภาระและหน้าที่ของทุกคนบนโลกที่จะต้องช่วยกันจำกัดและลดภาวะโลกร้อน  เพื่อความยั่งยืนของทุกชีวิตบนโลก

         เมื่อมองจากมิติของการพัฒนาจะเห็นได้ว่า โลกร้อนคือผลพวงที่เกิดจากกระบวนทัศน์ของการพัฒนา ที่มุ่งแต่จะรุกราน เบียดเบียน และตักตวงผลประโยชน์จากธรรมชาติ ไม่ใส่ใจว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงในทางทำลายล้าง  และตัดรอนโอกาสอยู่เย็นเป็นสุขของคนในอนาคต ประเทศไทยโชคดีที่เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา จึงได้มีโอกาสฉุกคิด  และเรียนรู้จากปัญหาต่างๆ ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ก่อนที่จะถลำลึกลงสู่วังวนแห่งการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งดำเนินสืบทอดกันมานานนับศตวรรษ ขณะเดียวกันก็โชคดีเป็นทวีคูณที่มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ มีสายพระเนตรยาวไกล ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันไพศาล ทรงศึกษาค้นคว้าและได้พระราชทานพระราชดำริตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เป็นอนุสติแก่พสกนิกรและรัฐบาล เพื่อรั้งบังเหียนให้ประเทศไทยหันกลับสู่ครรลองแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน เข้าถึงความสุขตามอัตภาพ  และรู้จักการพึ่งพาตนเอง

         หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นแนวทางการพัฒนาบนทางสายกลางที่พึ่งพิงตนเองได้ ไม่โลภมาก ไม่เบียดเบียน เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อความสมดุล มั่นคงและยั่งยืน ก่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน ประเทศชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ในระดับท้องถิ่นชุมชนไปตลอดจนประชาคมโลก หลักปรัชญาดังกล่าวทำให้เกิดการดำเนินชีวิตที่พอเพียง สร้างการอยู่ร่วมกันที่มีความสุขในสังคม และพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ  ที่เกื้อกูลสร้างสรรค์ให้บังเกิดขึ้น 

          ประเทศไทย รัฐบาลไทย และประชาชนไทย ตระหนักดีในปัญหาโลกร้อน และพร้อมที่จะผนึกกำลังร่วมกับประชาคมโลก เพื่อแสวงหาทางออกและแก้ไขปัญหาโลกร้อนในทุกระดับ  ด้วยกฎหมายและมาตรการต่างๆ ที่เหมาะสม โดยเฉพาะในเรื่องกลไกการพัฒนาที่สะอาด อันประกอบด้วย การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานสะอาดและพลังงานที่นำกลับมาใช้ได้ใหม่ และการเก็บกักและทำลายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สเรือนกระจกอื่นๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก แต่อย่างไรก็ตามตราบเท่าที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การพัฒนาเสียใหม่ ให้เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและเข้าถึงชีวิตที่พอเพียงไม่โลภมาก ไม่เบียดเบียนโลกด้วยเพลิงแห่งความอยาก ปัญหาโลกร้อนก็คงจะยุติลงไม่ได้ และคงจะเกิดปัญหาใหม่ๆ ติดตามมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

           รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนคนไทย ให้ผนึกกำลังร่วมใจกันดำเนินชีวิตที่พอเพียง  ลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ของตนเอง ช่วยกันประหยัดพลังงาน ใช้การคมนาคมทางเลือก รู้จักวิธีผลิตพึ่งตนเอง ไม่หลงไปกับกระแสบริโภคนิยม รวมทั้งช่วยกันปลูกป่า รักษาดินและน้ำ และดำเนินชีวิตที่พอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทำให้ประเทศไทยร่มเย็นเป็นสุข และสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่าเพื่อส่งต่อให้แก่ลูกหลานในวันข้างหน้า  ขอขอบคุณครับ

 ----------------------------- 

 กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

ลัดดา/ถอดเทป/เรียบเรียง