• ขนาดตัวอักษร 
  •   print
7 มกราคม 2554
คำบรรยายพิเศษ ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรื่อง "ชั่วโมงพิเศษกับบุคคลสำคัญ" ในโอกาสเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ แก่ ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 2  และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ณ ห้องฝึกอบรม 704 สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง วันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2554 เวลา 13.20 น.

ท่านประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
นักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 2
ผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ

ผมรู้สึกยินดีที่ได้กลับมาพบปะกับนักศึกษาในหลักสูตร พตส. อีกครั้งหนึ่ง ครั้งที่แล้วผมได้มีโอกาสมาพบปะกับรุ่นที่ 1 แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่ 1 หรือว่ารุ่นที่ 2 ผมมองไปรอบ ๆ ห้องก็ได้เห็นหลายท่านซึ่งคุ้นหน้าคุ้นตากัน ทำงานมาด้วยกัน ก็มีทั้งผู้ที่มาจากภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ สื่อมวลชน นักวิชาการ นะครับ แล้วก็เป็นเจตนารมณ์ของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะให้มีหลักสูตรเช่นนี้ เพื่อที่สร้าง เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบการเมืองและการเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกบทบาทสำคัญหนึ่งของ กกต. หลายคนเข้าใจว่า กกต. มีไว้จัดเลือกตั้งให้ใบเหลืองใบแดงเฉย ๆ นะครับ แต่จริง ๆ แล้วบทบาทที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือการพัฒนา และการให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของระบอบประชาธิปไตย ทราบว่ารุ่นนี้ก็ผ่านมาประมาณ 4 เดือน และคงมีการบรรยาย มีการถกแถลงแสดงความคิดเห็นในหลายต่อหลายประเด็น เวลาที่มีอยู่ผมจึงคิดว่าแทนที่จะมานั่งฟังผมพูด ผมก็คงจะเกริ่นนำสั้น ๆ เท่านั้น แล้วก็เปิดโอกาสให้ทุกท่านที่สนใจอยากจะสอบถามแสดงความคิดเห็น ได้มาแลกเปลี่ยนกันมากกว่า

ผมตั้งใจพูดสั้นในเบื้องต้นเท่านั้นเองครับว่า ในเชิงของการพัฒนาระบบการเมือง แม้ว่าหลายท่านประสบการณ์ก็อาจจะใกล้เคียงหรืออาจจะมากกว่าผมก็มีอยู่ในห้องนี้ แต่อยากจะมองผ่าน 18 ปีที่ผมอยู่ในการเมือง ถึงวันนี้ก็ 18 ปีพอดี ว่ามองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างไรบ้าง เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีหรือไม่ดี เพราะว่าถ้าว่าไปแล้วสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ค่อนข้างที่จะมีผลต่อสิ่งที่ผมมองว่าเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล ในเรื่องของการพัฒนาระบบการเมืองของเรา แต่ว่าช่วงที่เปิดโอกาสให้ได้พูดคุยซักถามนั้นก็คงไม่จำกัดเฉพาะเรื่องการเมือง หากสนใจจะแลกเปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการต่างประเทศ เรื่องความมั่นคง หรือเรื่องอื่น ๆ ก็ยินดีที่จะแลกเปลี่ยน แต่ว่าถ้าขอเสนอความคิดในเรื่องของการเมืองก่อน

วันที่ผมเข้ามาการเมือง เราผ่านการรัฐประหารโดย รสช. ปี 2534 พูดตรง ๆ ผมก็คิดและหวังขณะนั้นว่าครั้งนั้นครั้งสุดท้าย 23 กุมภาพันธ์ 2534 และก็เริ่มมองเห็นว่าสังคมในพื้นฐานก็มีความเข้มแข็งมากขึ้น ที่จะบีบให้การเมืองมันเดินหน้าไปโดยไม่ย้อนกลับมาในลักษณะของปัญหาเรื่องการรัฐประหารอีก ที่พูดอย่างนี้เพราะว่าเห็นได้ชัดว่าเมื่อปี 2534 พอมีการรัฐประหาร คนที่ทำการรัฐประหารต้องพยายามไปวิ่งหาคนซึ่งมีความเชื่อถือในเรื่องการต่างประเทศ ในเรื่องเศรษฐกิจ เข้ามาทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็พูดตั้งต้นว่าสภาวะที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารจะเป็นช่วงระยะเวลาค่อนข้างที่จะชัดเจนตายตัวว่าไม่นานนัก ถ้าตีคร่าว ๆ ก็อาจจะบอกว่าประมาณ 1 ปี อันนี้จะแตกต่างจากสมัยก่อนนี้เวลาที่มีรัฐประหาร ถ้าไปดูประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ซึ่งผู้ก่อการ พูดง่าย ๆ ก็ทหารนั่นหละ ปฏิวัติรัฐประหารเสร็จแล้วส่วนใหญ่ตัวเองก็เข้าไปบริหารบ้านเมือง หรือถ้าไปเอาพลเรือนมาอยู่ไปสักพักตัวเองก็เข้าไป แล้วอยู่ยาว พอผมเข้ามานี้ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่ามันน่าจะเริ่มเข้ารูปเข้ารอย วันนั้นพรรคการเมืองก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไรมาก สัดส่วนพรรคการเมืองก็เยอะ พรรคการเมืองที่เข้ามาแต่ละพรรคนี้ สมัยนั้นใครได้คะแนนเสียงหรือมีที่นั่งในสภาฯ เกิน 100 ต้องถือว่าเยอะมาก รัฐบาลก็เป็นรัฐบาลผสม มันก็มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน จุดอ่อนแน่นอนก็คือว่าหลายครั้งทำให้ประชาชนมองภาพไม่ออกในเชิงการเมืองระดับชาติ เลือกผู้แทนก็ปัจจัยในเรื่องของพื้นที่ ปัจจัยในเรื่องตัวบุคคล ก็มีความสำคัญมาก แต่ถามว่าเลือก ส.ส. ท่านนั้นท่านนี้ไปแล้วนี้ ใครจะได้มาเป็นรัฐบาล นโยบายจะเป็นอย่างไรก็ต้องบอกว่ามันไม่ค่อยมีความชัดเจน สมัยก่อนนี้ทุกพรรคจะต้องบอกว่ายังไม่รู้ เพราะว่ามันจะต้องเป็นรัฐบาลผสม การตั้งรัฐบาลก็จะต้องไปเป็นเรื่องของการเจรจาอีกทีหนึ่ง ใครจะเป็นอะไร นโยบายจะเป็นอย่างไร สภาพก็เป็นอย่างนั้น แต่ในท่ามกลางจุดอ่อนอันนี้ก็มีจุดแข็งอย่างหนึ่ง คือต้องยอมรับว่าการเมืองไม่แบ่งขั้วในลักษณะซึ่งทำให้เกิดความตึงเครียดขัดแย้งมากเท่ากับในปัจจุบัน เพราะว่านักการเมือง พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็จะสลับสับเปลี่ยนกันไปกันมา บางครั้งก็ทำงานกับพรรคนี้ บางครั้งก็ทำงานกับอีกพรรคหนึ่ง

แต่ว่าผมอยู่ได้เพียงประมาณ ผมเข้ามาแค่ 3 เดือนเท่านั้นเอง ก็ต้องยุบสภาฯ เลือกตั้ง เหตุผลก็คือเกิดกระแสการต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ รสช. เพราะว่า รสช. เดิมบอกว่าเมื่อมีรัฐธรรมนูญ เมื่อเลือกตั้งก็เหมือนกับจะปล่อย แต่สุดท้ายนี้ความที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้นายกฯ ไม่ต้องมาจาก ส.ส. ก็มีการไปรวมตัวกัน และเอาคนใน รสช. เข้ามาเป็น ก็เกิดการเดินขบวนประท้วงอย่างที่เราทราบกันดีอยู่ และนำไปสู่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม นำไปสู่การยุบสภาฯ เลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง มองในมุมบวกเหมือนกับเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ว่าสังคมเราไม่เอาแล้ว ลักษณะของการเมืองซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตยในรูปแบบเดิม แต่ว่าหลังจากนั้นอีกไม่นานครับ ก็เห็นได้ชัดว่าความศรัทธาของคนที่มีต่อนักการเมืองยังน้อย ความเชื่อมั่นในพรรคการเมืองก็ยังน้อย จึงได้มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง ยกเครื่องรัฐธรรมนูญกันอีกรอบ ซึ่งก็เป็นที่มาของรัฐธรรมนูญปี 2540

ผมพูดถึงตรงนี้เพราะว่ามาถึงวันนี้ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ยังคงเป็นประเด็นที่มีการกล่าวขานกันถึงอยู่ค่อนข้างมาก แต่ในใจผม ในมุมมองของผม ผมยังเห็นว่าก็มีความสับสนอยู่พอสมควร ถามว่าโดยโครงสร้างรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นประชาธิปไตยมากแค่ไหน หลายคนยังบอกว่าประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง แต่ท่านจะต้องสังเกตนะครับว่า ที่บอกว่าประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งนี้ ความเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญปี 40 จากทุกฉบับก่อนหน้านั้นก็คือว่า เริ่มตีตัวออกห่างจากระบบรัฐสภาแบบดั้งเดิม แม่แบบก็อยู่ที่อังกฤษ ก่อนหน้านั้นทุกอย่างก็เหมือนกับอยู่ในสภาฯ แต่ปี 40 เพิ่มความสำคัญของการเมืองภาคประชาชน ตรงนั้นไม่เป็นไรเพราะว่าประชาชนเขาถือว่าเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แต่อีกด้านหนึ่งก็คือถอดอำนาจหลายอย่างออกมาจากสภาฯ นะครับ หรือจากฝ่ายการเมืองล้วน ๆ มาสู่ระบบที่เราเรียกว่าองค์กรอิสระ เช่น ก่อนปี 40 ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ มีตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งความจริงก็มาจากนักการเมือง เรียกว่าอาจจะกุมสภาพได้ แปลว่าอะไร แปลว่านักการเมืองตีความกันเอาเอง ว่ารัฐธรรมนูญว่าอย่างไร บางยุคใช้เสียงข้างมากในสภาฯ ด้วยซ้ำ ตีความว่ารัฐธรรมนูญแปลว่าอะไร แต่หลังปี 40 บอกไม่ได้ อะไรถูกต้อง อะไรชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนปี 40 รัฐทำอะไรผิดกฎหมายหรือไม่ก็ไปฟ้องร้องกันเอา คดีอาญา คดีแพ่ง เลือกตั้งทุจริตหรือไม่ก็ไปฟ้องเป็นคดีแพ่ง หรือคดีอาญา และผลที่เห็นก็คือว่ากว่าจะตัดสินว่าทุจริตเลือกตั้งหรือไม่นี้ได้เลือกตั้งอีกรอบแล้ว และที่ฟ้องร้องรัฐส่วนใหญ่ก็ฟ้องมาตรายาวิเศษ 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กระบวนการก็ยืดยาว แต่พอหลังปี 40 ก็มี กกต. มีศาลปกครอง และมีองค์กรอิสระ ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ยึดโยงอยู่ก็เพียงแค่ผ่านวุฒิสภาซึ่งบอกว่ามาจากการเลือกตั้ง

เพราะฉะนั้นที่ผมพูดนี้เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าตอนนี้บางคนมาโจมตีรัฐธรรมนูญปี 50 ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะว่าไปมีองค์กรอิสระต่าง ๆ เข้ามา แล้วก็สามารถที่จะมาชี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอะไรต่าง ๆ ได้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า การมีองค์กรแบบนี้มีมาครั้งแรกก็คือปี 40 แต่ปี 40 ก็ส่งเสริมให้เกิดพรรคการเมืองที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น จนกระทั่งได้รัฐบาลพรรคเดียว เพราะเขาถือว่าให้ทำตรงนั้นไปเต็มที่เลย เนื่องจากมีการตรวจสอบถ่วงดุลอยู่ มันก็เหมือนจะไปด้วยดีโดยหลักการ แต่ก็มาสะดุดหยุดลงตรงที่ว่าในที่สุดมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าองค์กรอิสระนั้นไม่อิสระจริง ถูกแทรกแซง มีการใช้อำนาจในทางที่ผิด แล้วก็ทำให้ในที่สุดการเมืองมันกลับมาสูท้องถนน ความหมายคือว่ามีกลุ่มที่ไปรวมตัวกันประท้วงรัฐบาล แล้วก็บอกว่าเขาไม่มีทางออกทางอื่นในการที่จะแสดงออกถึงความไม่พอใจ ในการที่จะรวมพลังเพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจรัฐ และในที่สุดอย่างที่เราทราบดีครับ เหตุการณ์ก็บานปลายออกไป จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารขึ้น แล้วก็นำมาสู่การมีรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งก็พยายามไปแก้จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญปี 40 แต่พร้อม ๆ กันไปก็สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา เหมือนกับวันที่เกิดรัฐประหาร เดือนที่เขาไปสำรวจความคิดเห็นของประชาชนนี้ วันนั้นไม่ใช่เรื่องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ประชาชนคล้าย ๆ กับถอนหายใจ บอกเผื่อมันจะหยุดยุ่งกันไปสักพักหนึ่ง แต่ว่าหลาย ๆ ท่านรวมทั้งผมด้วยก็แสดงความคิดเห็นชัดเจนว่าอาจจะบอกว่าโล่งอกไปพักหนึ่ง แต่มันกำลังสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ จนกระทั่งลุกลามบานปลายมาสู่วิกฤตการเมืองต่อเนื่องกันมา 51, 52, 53 และปีนี้ก็เข้าสู่ปี 2554

ผมลำดับมาทั้งหมดนี้ผมก็กำลังจะบอกว่าในมุมมองของผมนี้สิ่งที่ผมพยายามทำ คือทำยังไงให้การเมืองเราเดินหน้า เดินหน้าในลักษณะซึ่งเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์ศรีของกลไกหลักในระบบของระบบรัฐสภา โดยเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน ต้องหาความสมดุลตรงนี้ให้ได้ จะไปบอกว่าการเมืองต้องย้อนกลับมาเข้ามาสู่สภาฯ ทั้งหมดนี้เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วครับในยุคสมัยนี้ อย่าว่าแต่ในประเทศไทยเลย ในหลายต่อหลายประเทศนี้การมีส่วนร่วมโดยตรง การตรวจสอบโดยสาธารณะอะไรต่าง ๆ เราเห็นปรากฏการณ์หลายปรากฏการณ์ที่มันทำให้ไม่มีทางย้อนกลับไป เดี๋ยวนี้ท่านก็จะทราบนะครับ ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไร ข้อเรียกร้องก็จะมีเริ่มต้นตั้งแต่ประชาพิจารณ์ บางครั้งก็เรียกร้องว่าต้องทำประชามติ การเรียกร้องว่าต้องทราบทุกสิ่งทุกอย่าง รวมไปจนถึงการที่บุคคลซึ่งเป็นนักการเมือง ผมว่ายิ่งกว่าคำว่าบุคคลสาธารณะเสียอีก การถูกตรวจสอบการถูกอะไรต่าง ๆ ชัดเจนมาก ใครที่อยู่การเมืองมาก่อนผมหรือว่าอยู่มาพร้อม ๆ กับผมน่าจะยืนยันได้นะครับว่าสมัยปี 35, 36, 38 อะไรต่าง ๆ การถูกติดตามในฐานะบุคคลเทียบไม่ได้เลยกับยุคปัจจุบัน นี่ไม่นับว่ามีการแอบถ่ายคลิปอะไรกันอยู่เรื่อย ๆ อัดเสียง อัดเทป เทคโนโลยี แล้วก็กลายเป็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเปิดเผยหมด เรียกร้องถึงขั้นว่าการทำงานเกือบทุกขั้นตอนจะต้องเปิดเผย ซึ่งพูดตามจริงแล้วทำให้การทำงานยาก ที่เขาเรียกร้องนี้เพราะว่ายังมีความรู้สึกหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าการเมืองไม่ดี นักการเมืองไม่ดี พรรคการเมืองไม่ดี ไว้ใจไม่ได้ จะทำอะไรต้องเปิดเผยขึ้นมาทั้งหมด ซึ่งเป็นปัญหานะครับ

ผมยกตัวอย่างก็ได้ครับ อย่างวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ 7 คนกับกัมพูชา ผมก็พูดชัดว่าในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไทยในวันนี้ สำคัญสูงสุดวันนี้คือต้องดูแล 7 คนของเรา ถามว่ามีปัญหาอื่นไหมที่ต้องแก้ จะเป็นเรื่องของเขตแดนที่ทำกินอะไรต่าง ๆ มีครับ แต่ถ้าเรียกร้องบอกแก้พร้อมกัน ผมว่าเราแก้ปัญหา 7 คนไม่ได้ แล้วก็การที่จะต้องถูกกดดันเพื่อให้ข้อมูลให้สัมภาษณ์ตลอดเวลานี้ ก็ทำให้เหนื่อยนะครับ บางท่านก็พูดไม่ได้มีเจตนาอะไรครับ แต่ว่าผมไม่ทราบเพราะว่าไม่ชำนาญภาษาเขมรนะครับ พอไปทางโน้นก็มีแต่ข่าวว่ารัฐบาลกัมพูชาโกรธมาก ประชาชนชาวกัมพูชาโกรธมาก ทั้ง ๆ ที่ตอนพูดเราฟังภาษาไทยไม่มีอะไร ประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทั้งหลายนี้ยากมากในปัจจุบันที่จะมีโอกาสในการที่จะเดินหน้าทำงานในเรื่องต่าง ๆ และแน่นอนครับเดี๋ยวนี้ทุกอย่างก็เรียกร้องความรวดเร็ว แทบจะเรียกว่าทุกวัน สมัยก่อนนี้ผมยังเข้าใจว่าบางท่านต้องให้สัมภาษณ์วันละหลายครั้งด้วยซ้ำ อันนี้ดีว่าผมก็อย่างน้อยวางกติกาว่าวันหนึ่งไม่เกิน 1 ครั้ง ถ้าผมสัมภาษณ์วันนั้นแล้วไม่ต้องมาถามผมอีก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามผมไม่ให้แล้ว รอวันต่อไป ซึ่งความจริงช่วยได้นะครับ เพราะว่าถ้าเราต้องมีปฏิกิริยาต่อทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งพูดจากันทุกชั่วโมงนี้ครับ ผมว่าการทำงานการแก้ปัญหาก็ยากขึ้น แต่ความเป็นจริงก็คือเราหนีสิ่งเหล่านี้ไปไม่พ้นแล้ว ที่จะบอกว่าไม่ได้หรอกควบคุม สมัยก่อนนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ผมอยู่อังกฤษนาน เขาแทบไม่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เลยครับ เขาถือว่าอะไรครับ เขาถือว่าเขามีอะไรเขาไปพูดในสภาฯ ไปตอบกระทู้สด นั่นคือความรับผิดชอบที่เขาแสดงต่อสาธารณะ ทุกวันนี้นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียในระหว่างสมัยประชุมต้องตอบกระทู้สดทุกวัน และผมอ่านข่าวจากออสเตรเลียส่วนใหญ่ก็คือว่านั่นคือคำสัมภาษณ์ของเขา เขาตอบตัวแทนของประชาชน

ประเด็นก็จึงอยู่ตรงนี้ครับว่าทำอย่างไรเราเอาการเมืองมาเสริมความแข็งแกร่งของระบบให้ได้ แต่ขณะเดียวกันเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแล้วอยู่กันได้ ถ้าเราทำตรงนี้ได้ผมว่าเราฟันฝ่าปัญหาการพัฒนาการเมือง การพัฒนาประชาธิปไตยมาได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าเรายังหาจุดสมดุลตรงนี้ไม่ได้นะครับ เราก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้ครับ สิ่งที่เกิดขึ้นปีที่แล้ว ปีก่อนหน้า ปี 51 ปี 50 ปี 49 ก็จะวนเวียนเกิดขึ้นไม่รู้จบ ผมมองอย่างนั้น เชื่ออย่างนั้น แล้วก็วางแนวทางของรัฐบาลอย่างนั้น เช่น ผมบอกว่าเมื่อมีความคลางแคลงใจกัน บอกว่าปัญหาขัดแย้งสะสม มีคนเข้ามาแทรกแซงระบบการเมือง อยากจะกลับไปเลือกตั้ง ผมก็ไม่เคยขัดข้อง ไม่บอกละครับว่าจะอยู่ครบเทอม ก็ถูกต่อว่าเยอะสำหรับคนที่สนับสนุนให้อยู่ครบเทอม แต่บอกว่าจะให้ยุบสภาฯ เพราะมีคนมากดดันเชิงข่มขู่ อันนี้ผมก็ไม่ทำ เพราะว่าถ้าทำอย่างนั้นก็เป็นการสร้างบรรทัดฐานขึ้นมา แล้วจะเห็นว่าในทุกสถานการณ์ที่ผมผ่านมา เมื่อเกิดเหตุผมก็รับฟัง ผมก็เจรจา แล้วก็กำหนดแนวทางว่าเอาละไปเลือกตั้งกัน เลือกวันนั้นเลือกวันนี้ ระหว่างวันที่พูดไปถึงวันเลือกตั้ง ก็ขอช่วยกันทำบ้านเมืองให้มีสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลือกตั้งที่จะแก้ปัญหา ไม่ใช่การเลือกตั้งที่ไปสร้างปัญหาใหม่ เรื่องแนวทางนี้ผมก็ให้มาตลอด และวันนี้ที่ผมก็พูดชัดเจนขึ้นว่าน่าจะเลือกตั้งได้เร็วขึ้นก็เพราะว่าช่วงแรกที่ผมเข้ามานี้เศรษฐกิจประสบปัญหามาก แต่วันนี้ไม่กังวลตรงนั้นนะครับเพราะว่าปีที่ผ่านมานี้ตกลงตัวเลขสุดท้ายของเศรษฐกิจน่าจะเกิน 8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ถือว่าฟื้นตัวแล้ว และเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาที่จะใช้ในการเลือกตั้ง ก็น่าจะได้ข้อยุติเมื่อเปิดสมัยประชุมนี้ขึ้นมา ก็เหลืออย่างเดียวว่าเราทำให้บ้านเมืองสงบกันได้ไหม นักการเมืองจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน พรรคการเมืองที่จะไปเคลื่อนไหวตามที่ต่าง ๆ เราต้องเปิดโอกาสให้กันและกัน เพื่อที่ให้การเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งที่เป็นธรรม ที่เสรีจริง ๆ แต่ถ้าเรายังมีการมาขัดขวางการทำหน้าที่ในฐานะการเมืองตรงนี้ เราก็อาจจะเข้าสู่การเลือกตั้งที่มีการตีกัน ที่มีความรุนแรง และสุดท้ายผลกระทบที่รุนแรงที่สุดก็จะย้อนกลับมาที่ตัวระบบประชาธิปไตยของเราเอง

ฉะนั้น พื้นฐานตรงนี้ครับที่ผมคิดว่าเป็นโจทย์สำคัญ และผมคิดว่าทุกท่านที่เข้ามาหลักสูตรนี้ หรือท่าน กกต. เอง ผมก็อยากให้เราช่วยกันคิดในเรื่องนี้ จะทำให้การเมืองหรือประชาธิปไตยเราเดินหน้าอย่างไร เราพูดถึงระบบนะครับ เราไม่ได้พูดถึงตัวคน เราไม่ได้พูดถึงตัวพรรค เราไม่ได้พูดถึงฝ่าย แต่เรากำลังจะพูดว่าระบบจะเป็นอย่างไร เหมือนนี่ครับ ล่าสุดที่ผมถูกด่าหนักมากก็เรื่องขึ้นเงินเดือน ส.ส. ส.ว. ผมก็บอกมันเป็นเรื่องระบบ ทำไมมันเป็นเรื่องระบบ คือผมก็ถือว่าถ้าเราบอกว่าเรารักประชาธิปไตย ระบบของเราก็มีอำนาจอธิปไตยอยู่ 3 ฝ่าย บริหาร นิติบัญญัติ ตุลากร ศักดิ์และศรีต้องเท่ากันครับ เมื่อเท่ากันนี้เงินเดือนนายกฯ เงินเดือนประธานศาลฎีกา กับเงินเดือนท่านประธานสภาฯ ต้องเท่ากัน และก็เท่ากันมาตลอด เพียงแต่ว่าเมื่อปี 50 ตอนปฏิวัตินั้นเขาขึ้นเงินราชการ นายกฯ ได้ขึ้นด้วย ประธานศาลได้ขึ้นด้วย แต่ประธานสภาฯ ไม่ได้ขึ้น นี่ก็เขย่งกันอยู่แล้ว พอถึงเมษาฯ นี้รัฐบาลบอกว่าข้าราชการทุกส่วนได้ปรับค่าครองชีพโดยอัตโนมัติ 5 เปอร์เซ็นต์ ตามกฎหมายก็แปลว่านายกฯ ได้ด้วย ประธานศาลฎีกาได้ด้วย ผมก็ถามว่าทำไมประธานรัฐสภาจึงไม่มีสิทธิ์จะได้ ผมไม่ได้พูดถึงประธานชัยฯ นะครับ ผมพูดถึงประธานรัฐสภา และเป็นเพียงเพราะว่าในกฎหมายนี้ตัวนายกฯ กับประธานศาลฎีกาไปโดยอัตโนมัติ คนก็เลยว่าอะไรไม่ได้อย่างนั้นใช่ไหม แต่พอเป็นสภาฯ ต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาต่างหาก และบังเอิญก็จะต้องมาปรับให้มันเท่า จากการที่เขย่งมา มันก็เลยดูสูงขึ้นมานิดหนึ่ง ก็โจมตีกัน ส.ส. นี้ผมถ้าเข้าใจไม่ผิดเคยยึดโยงอยู่กับอัยการจังหวัด ตอนนี้ก็น้อยกว่าอยู่ ผมพยายามจะบอกว่าบัญชีเงินเดือนตรงนี้ ตราบเท่าที่เรายังใช้ระบบบัญชีเงินเดือนแบบนี้ คือว่าเราให้ตามตำแหน่ง เราก็ควรจะกำหนดให้ชัดว่าตำแหน่งไหนได้เท่าไร แล้วก็เอาละเพื่อไม่ให้มาต่อว่าต่อขานว่าขึ้นให้ตัวเอง ขึ้นให้สภาฯ ชุดนี้ซึ่งไม่ได้เรื่องเพราะว่าล่มบ่อย ผมบอกไม่ได้ให้ขึ้นตอนนี้ เฉพาะกรณีฝ่ายนิติบัญญัติไปขึ้นให้ชุดที่มาหลังการเลือกตั้ง ส.ส. นะครับ ส.ว. ก็ไม่เป็นไรก็ว่าไป นี่คือหลักคิด สิ่งที่ผมพยายามจะทำก็คือว่าทำอย่างไรเราทำให้ระบบมันกลับมาเป็นระบบอีกครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ให้ประชาชนเขาทักท้วง เราก็พยายามที่จะโอนอ่อนผ่อนปรนในบางเรื่อง ที่จริงแล้วหลายคนเขาบอกความจริงขึ้นต้องขึ้นพร้อมกันไปเลย 1 เมษายน แต่เราก็ต้องบอกอย่างนั้นครับ และผมพยายามชี้แจง แต่ยากครับ ผมเห็นตอนนี้ก็ส่งอีเมล์กันไปทั่วเลยครับเป็นรูป ส.ส. หลับ เป็นรูป ส.ส. กดโทรศัพท์ บอกเนี่ยเหรออยากได้เงินเดือนเกินแสนก็ไปทำอย่างนี้ก็ได้ ซึ่งผมว่าพูดตามตรงครับไม่ค่อยเป็นธรรมครับ รูป ส.ส. ผู้หญิงที่หลับกันอยู่สองคน ให้ผมเดานะครับน่าจะประมาณตี 2 แต่มันสะท้อนให้เห็นอะไรครับ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่มีความศรัทธาในตัวการเมือง นี่คือโจทย์ที่เราต้องร่วมกันแก้

ผมเรียนว่าเขาก็จะต่อว่าต่อขานนี้แต่เวลาเราให้เหตุให้ผล ผมก็ไปเห็นครับว่าจะแยกแยะได้ อย่างเช่น ผมบอกเราขึ้น ถามว่าข้าราชการหรือแม้กระทั่งในเอกชนมีคนขาดงานไหม ก็มี พอมีคนขาดงานแปลว่าไม่ควรขึ้นเงินเดือนให้ทุกคนหรือเปล่า แต่ว่าสิ่งที่มันสะท้อนคือว่าสังคมยังไม่ศรัทธาการเมือง โพลล์ที่สำรวจก็ประมาณ 80 - 90 เปอร์เซ็นต์ที่คัดค้านการขึ้นเงินเดือน ที่น่าแปลกใจก็ไม่รู้อีก 10 เปอร์เซ็นต์คือใคร เพราะว่าไปที่ไหนทุกคนก็รุมกัน แต่นี่คือโจทย์ครับ ถ้าเราไม่ยอมแยกแยะตัวระบบกับตัวคน แล้วถ้าเราจะสร้างการเมืองบนความหวาดระแวงไปตลอดว่าการเมืองยังไงก็แย่ ผมว่าเราก็เดินไม่ได้ ที่สำคัญก็คือผมยังไม่ได้ยินชัด ๆ ว่าทางเลือกที่ไม่ใช่การเมืองที่เป็นระบอบประชาธิปไตยมันจะมีอะไรที่ดีกว่า บางคนบอกนักการเมืองเลวทุกคน ขอให้ยกเลิกยกเว้นการเลือกตั้งไป 15 ปีแล้วประเทศไทยจะดีเอง ผมก็อยากจะรู้ว่า 15 ปีนี้คนที่มานี้ท่านมั่นใจไหมว่าจะดีกว่า ไม่มีสภาฯ ไม่มีการเลือกตั้ง ผมยังไม่เคยเห็นประเทศไหนทำอย่างนั้นได้นะครับ

เพราะฉะนั้นความตั้งใจของผมในช่วงที่ ในช่วงปีนี้คือต้องการที่จะให้มีการคืนอำนาจกลับไปสู่ประชาชน ตั้งต้นกันอีกครั้งหนึ่งในเรื่องของการทำการเมืองระบบรัฐสภาให้ดีขึ้น แล้วก็มีการยอมรับกันมากขึ้น การเมืองภาคประชาชนจะเดินไปไม่ว่า แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย แล้วกฎหมายนั้นเราก็จะต้องมาพิจารณาด้วยว่ามีตรงไหนอย่างไรที่จะต้องปรับปรุง ผมยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งครับ เรียนให้ทราบว่าที่พูดนี้เดี๋ยวบางทีมีคนไปพูดข้างนอก เวลาถ่ายทอดถ้อยคำเอาให้ตรงนะครับ ถ้าตรงผมไม่กลัวครับ กลัวจะไปเพิ่มไปลด กฎหมายชุมนุมในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่น่าคิด ที่จริงมันไม่ใช่กฎหมายซึ่งหลาย ๆ คนเข้าใจบอกเป็นเผด็จการ เพราะว่าจริง ๆ แล้วตามรัฐธรรมนูญหลักเขาเขียนเอาไว้อยู่แล้ว ว่าทุกคนชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธได้ แต่สามารถที่จะมีการคุ้มครองสาธารณะได้ครับ สำหรับคนที่เขาไม่ได้ชุมนุมแล้วเขาได้รับผลกระทบได้รับความเดือดร้อน ผมเคยดูครับ คือบางช่วงเราประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ประกาศพื้นที่ความมั่นคง ฝรั่งก็มาต่อว่าต่อขานว่าเป็นเผด็จการเป็นรัฐทหารหรือเปล่า เชื่อไหมครับข้อห้ามตามกฎหมายความมั่นคงเราซึ่งไม่ได้ประกาศใช้ทั้งหมดนะครับ บางทียังเบากว่ากฎหมายชุมนุมสาธารณะของอังกฤษครับ ของเขานี่ม็อบเคลื่อนที่ไม่ได้นะครับ ถ้าจะได้ต้องแจ้งชัดเจนเวลาไหนถึงเวลาไหนอย่างไร หลายประเทศห้ามชุมนุมแบบค้างคืน ฝรั่งเศสเห็นไหมครับออกมาเป็นล้านแต่ว่า 5 ทุ่มต้องกลับบ้านนะครับ กฎหมายห้าม แล้วผมก็ถามคนไปอยู่ฝรั่งเศสว่าเห็นประท้วง ๆ กันไปสักพักทำไมหายไปเฉย ๆ บอกครบตามกำหนดที่กฎหมายอนุญาตแล้ว

ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องลอกเขามาทั้งหมดนะครับ แต่เราต้องเริ่มคิดว่าการชุมนุมนี้เราต้องเปิดโอกาสให้ชุมนุมได้ อะลุ่มอล่วยกันได้ครับ อย่างปัจจุบันสมมติเวลาที่เสื้อแดงชุมนุมประมาณสัก 10,000 คน อยากจะไปที่ราชประสงค์ อยากจะไปที่สี่แยกคอกวัว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ ผมว่าก็อนุโลมไปกันได้ แน่นอนไป 10,000 คนจะบอกว่าการจราจรเปิดทุกช่องมันเป็นไม่ได้ แต่ผมว่าอย่างนี้อนุโลมได้ แต่ถ้าประกาศว่าจะยึดสี่แยกเพื่อไม่ให้คนผ่าน อันนี้ไม่ได้ ต่างกันนะครับ อยากจะแสดงออกทางการเมือง บังเอิญมันเกิดผลความไม่สะดวกบางอย่างผมว่าอนุโลมได้ แต่ประกาศว่าตั้งใจที่จะไปละเมิดสิทธิ์คนอื่นเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง ผมว่าอย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้นครับ อยากให้พวกเราช่วยกันคิด เราจะผลัดกันเป็นรัฐบาลเป็นฝ่ายค้านครับ ไม่มีใครเป็นรัฐบาลตลอด ไม่มีใครเป็นฝ่ายค้านตลอดครับ แต่ว่าพวกเราส่วนใหญ่เข้ามาการเมืองนี้เราต้องเชื่อในระบอบประชาธิปไตย และระบอบประชาธิปไตยต้องอยู่ต่อเนื่องต่อไป เราจะทำยังไงเท่านั้นเอง ถ้าเราช่วยกันทำกติกา ถ้าเราช่วยกันปรับปรุงวัฒนธรรม พฤติกรรมทางการเมืองกัน ผมก็มั่นใจว่าเราไปได้ครับ บ้านเมืองเราไปได้ แต่ว่าถ้าเรายังไม่เผชิญกับปัญหาเหล่านี้ ผมก็เกรงว่าวิกฤตทางการเมืองก็ย้อนกลับมา แล้วมันก็บ่อนทำลายโอกาสของประชาชนในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ โอกาสของประชาชนในการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน แล้วพอมันบ่อนทำลาย ประชาชนก็ยิ่งเสื่อมศรัทธาในตัวระบบการเมือง ระบบการเมืองก็ยิ่งอ่อนแอลงไป เราต้องทำให้หลุดจากวงจรเหล่านี้ให้ได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากจะมาพูดคุยแลกเปลี่ยน อาจจะเป็นการกระตุ้นให้พวกเราได้คิดถึงโจทย์ที่ผมถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของการเมืองและการเลือกตั้งในปัจจุบันครับ

-------------------------------------------

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส รัตนมณี / ถอดเทป