กราบนมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพ
เรียนท่านประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
ผมรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมากล่าวปาฐกถาในกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชาโลก ประจำปีพุทธศักราช 2550 โดยจะได้พูดถึงเรื่อง “ผู้นำพอเพียง คุณธรรมเพียงพอ ทางรอดของประเทศไทย” ณ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกในวันนี้ ก็คงจะกล่าวได้ว่าในวาระโอกาสที่มีความสำคัญยิ่งของพุทธศาสนิกชนคือวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันที่เป็นทั้งวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน สิ่งที่ผมอยากจะยกขึ้นมากล่าวในวันนี้ คงเป็นเรื่องที่ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของวันวิสาขบูชา นั่นคือในวาระโอกาสที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ถึงสิ่งที่เราพูดกันว่าเป็นอริยสัจ 4 สิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นแนวทางที่จะทำให้ผู้ที่มีความศรัทธา ผู้ที่มีความเลื่อมใสนั้นลดความทุกข์ลงได้ บางท่านก็พ้นทุกข์ได้ ผู้ที่ได้ศึกษาอย่างจริงจังก็พ้นจากความทุกข์ ผมเองก็ถือได้ว่าเป็นคนหนึ่งที่มีความทุกข์ จุดตรงนี้ก็เป็นส่วนที่อาจจะถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนในประสบการณ์ของตัวผมเองที่อยากจะนำมาเรียนไว้ในเบื้องต้น พื้นเพทางด้านการศึกษาของผม ผมเรียนโรงเรียนที่เรียกว่าเป็นคาทอลิกตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนกระทั่งถึงชั้นมัธยมปีที่ 3 ก็ได้รับการอบรม ได้รับการสั่งสอนในด้านของศาสนาคริสต์ แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่เลื่อมใสศรัทธามากมายนัก เป็นการปฏิบัติตามที่ได้รับการอบรม เมื่อผมย้ายโรงเรียนมาเรียนที่โรงเรียนรัฐบาล ก็ได้มีโอกาสศึกษาในส่วนของศาสนาพุทธมากขึ้น ได้รับฟัง ได้มีโอกาสศึกษาในเบื้องต้น แต่ก็เป็นเรื่องความรู้สึกของเด็ก ๆ ความรู้สึกของเยาวชน ก็เลื่อมใสศรัทธาอยู่ในระดับหนึ่ง
เมื่อมาเป็นผู้ใหญ่ ออกมารับราชการก็เริ่มรับว่าทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตัวเรานั้นมันมีมากมาย ทุกข์ส่วนหนึ่งก็มองเห็นว่า ความก้าวหน้าในอนาคตของเรานั้นจะเป็นไปได้แค่ไหน อย่างไร ด้วยความโชคดีของตัวผมเองก็ได้ไปหยิบหนังสือที่พิมพ์แจกในงานศพ ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เป็นประวัติของพระพุทธองค์ ซึ่งแปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษว่า The Light of Asia ผมอ่านก็เกิดความรู้สึกประทับใจในตอนหนึ่ง ซึ่งถ้าในภาษาปัจจุบันบอกว่าโดนใจ ก็คือคำที่ว่า “เมื่อพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เกิดทุกข์ เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่รักก็เป็นทุกข์ อยากได้ในสิ่งใด ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ” นั่นคือการโดนใจครั้งแรกที่เป็นประสบการณ์ของตัวผมเอง คำที่ผมพูดออกไปนี้ก็ยังคงอยู่ในใจของผม ตราบจนทุกวันนี้
นั่นก็เป็นสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นความประทับใจ เมื่อมีโอกาสที่จะศึกษาต่อก็ค่อย ๆ ศึกษาไปด้วย เพราะว่าอาชีพของผมนั้นไม่ค่อยเหมาะกับการศึกษาทางด้านพุทธศาสนา แต่สิ่งที่ผมได้นำไปใช้และเห็นอย่างชัดเจนก็คือการที่จะหาทางแก้ไขปัญหาโดยทางสันติ ผมมีโอกาสที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องความขัดแย้งในประเทศเพื่อนบ้านหลาย ๆ แห่ง ด้วยความที่ว่าเป็นคนที่นับถือศาสนาพุทธด้วยกัน ถึงแม้ว่าจะมีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่าง แต่พูดถึงศาสนาพุทธ แนวทางที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีแล้ว ส่วนใหญ่ก็เห็นคล้อยตาม แล้วก็แก้ไขตาม สิ่งที่ให้ประสบการณ์ผมนี้เป็นส่วนที่ถือได้ว่ามีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ผมมีความมุ่งมั่น และได้ตั้งใจว่าในชีวิตของผมนั้นจะเป็นพุทธศาสนิกชนที่จะมีโอกาสได้ศึกษา และปฏิบัติ ตั้งใจไว้ เมื่อผมเกษียณอายุจากราชการ ก็ได้มีโอกาสเข้าไปสู่การศึกษาที่มากยิ่งขึ้น และการปฏิบัติที่เข้มข้นยิ่งขึ้น คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ได้เน้นนั้นคือเน้นเรื่องการปฏิบัติบูชา ไม่ได้เน้นเรื่องอามิสบูชา นี่ก็เป็นอันหนึ่งที่ผมอยากจะเรียน
ผมได้ศึกษาพระไตรปิฎกฉบับย่อ ซึ่งท่านหนึ่งที่อยู่ในคณะผู้ก่อตั้งขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกคือท่านสุชีพ ปุญญานุภาพ เป็นผู้แปล และได้จัดพิมพ์ขึ้นมา เล่มนี้ทางกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้พิมพ์ขึ้นมา ผมได้รับไว้หลายเล่ม และได้แจกจ่ายให้กับบุคคลที่สนใจไปบ้าง สิ่งที่ผมตั้งใจคือว่าในฐานะที่เป็นตัวอย่างที่จะอ่านพระไตรปิฎก ขอบอกว่ามีทั้งหมด 84,000 พระธรรมขันธุ์ มีพระวินัย พระสูตร ที่ถือว่าค่อนข้างยาว ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการชำระพระไตรปิฎกฉบับอักษรโรมันด้วย ซึ่งอัญเชิญกันมามีทั้งหมด 45 เล่ม ความรู้สึกคือว่าในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ความรู้สึกคือว่าเราจะมีทางอะไรที่ทำให้ง่าย ที่ทำให้คนไทยได้มีโอกาสศึกษา เรียนรู้ไหม เพราะว่าพระไตรปิฎกที่เราชำระนั้นทำในฐานะที่เป็นภาษาบาลี และเป็นอักษรโรมัน คนไทยซึ่งเรียนภาษาบาลีมีอยู่ไม่มากนัก เว้นเสียแต่ว่าจะไปเรียนทางด้านของสงฆ์ นั่นเป็นจุดที่ถือได้ว่าทำอย่างไรที่เราจะดำเนินการนอกเหนือจากสิ่งที่ไปสู่พุทธศาสนาที่เป็นสากลแล้ว
ในส่วนของคนไทยของเราเองนั้น เราควรจะร่วมมือร่วมใจกันทำอย่างไรที่จะให้การศึกษาศาสนาพุทธเป็นไปได้อย่างง่ายขึ้น ไม่ลำบากมากนัก ผมไปบวช 3 เดือน ความตั้งใจก็คืออ่านให้จบ ผมใช้เวลาในช่วง 11.00 น. – 15.00 น. ทุกวันเป็นเวลา 3 เดือนที่จะอ่านพระไตรปิฎก มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะเรียนว่าพระพุทธองค์ท่านสอนไว้ว่าทั้ง 84,000 พระธรรมขันธุ์นี้เปรียบเสมือนสวนดอกไม้ เมื่อท่านเดินเข้าไปในสวนดอกไม้แล้วท่านไม่มีทางที่จะเอาดอกไม้ทั้งหมดออกมา ท่านจงเลือกดอกไม้ที่ท่านเห็นว่าสวย ที่ท่านเห็นว่ามีกลิ่นหอม แล้วก็นำไปบูชา นั่นคือสิ่งที่ผมมีความประทับใจและคิดว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ท่านได้ทรงสั่งสอนนั้น สำคัญที่สุดคือจิตใจของเราเอง ซึ่งผมได้เด็ดดอกไม้ที่ปรากฏอยู่ในนี้ออกมา และขอให้ท่านทั้งหลายได้ลองพิจารณาดูว่าในส่วนของคำว่า นี่เป็นคำภาษาบาลีครับ มะโนธรรมา มะโนศรัทธา มะโนปัญญา แปลเป็นไทยก็บอกว่าทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ ใจเป็นใหญ่เป็นประธาน ใจเป็นรากฐานของสิ่งทั้งปวง เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ประทับใจผม ว่าในชีวิตของคนเราถ้าเราตั้งใจที่จะทำอะไร มีความเพียร มีความพยายาม ก็จะไปสู่จุดนั้นได้ แนวทางเหล่านี้เป็นแนวทางที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้ทั้งสิ้น
ในส่วนที่ถือได้ว่าใจของเราที่ว่าใหญ่นั้นมันเกิดอะไรขึ้น ท่านก็ทรงสั่งสอนไว้ว่าความรู้สึกของคนเราก็เกิดจากการสัมผัส เมื่อมาสัมผัสกับตัวเราแล้ว เราก็เริ่มคิด บางอย่างไม่ต้องคิดเลย เรามีปฏิกิริยาตอบทันที เรื่องร้อนเรื่องเย็นนี้ตอบทันที แต่บางเรื่องต้องคิด เราถึงจะมีปฏิกิริยาตอบ ตรงนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของแต่ละบุคคลที่จะมีวิจารณญาณ มีวิธีคิดอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจริง ๆ และศาสนาพุทธได้พูดถึงเรื่องของความเป็นบุคคล หรือที่เราเรียกว่าปัจเจกตั้งแต่เบื้องต้น คำสอนของพระพุทธองค์ที่บอกว่าใบไม้ทั้งป่าก็คือใบไม้ แต่ว่าทุกใบไม่เหมือนกันเลย นั่นคือความเป็นปัจเจก แต่ละคนถ้าท่านจะบอกว่าต้องการให้คนไทยนับถือศาสนาพุทธอย่างนั้นอย่างนี้คงเป็นไปไม่ได้ ก็อยู่ที่แต่ละบุคคลที่จะได้นำไปพิจารณา ไตร่ตรองกันอย่างไร ที่จะให้บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา และศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง นำสิ่งที่ได้ศึกษานั้นไปปฏิบัติบ้างก็จะเป็นประโยชน์ เริ่มต้นนี้ติดขัดเหลือเกิน คือตัวบุคคลคนนั้นเอง ไม่ได้เป็นใครอื่น ก็เริ่มต้นจากตัวบุคคลคนนั้น ที่จะมีความสบายใจ มีสิ่งที่เราเรียกว่ามีความเป็นสุขเกิดขึ้น แต่ความเป็นสุขที่ว่านี้ไม่ได้เป็นความสุขทางโลก เป็นความสุขที่ตัวเองได้ทำความดี เป็นความสุขที่คิดว่าเราได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ควรแล้ว ก็เป็นลักษณะอย่างนั้น
วันวิสาขบูชาพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้อริยสัจ 4 เราก็คงทราบกันว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ถ้าเราลองนับดูเราก็จะเห็นว่า ท่านพูดถึงเรื่อง ผล ก่อน คือผลที่เกิดขึ้นคือทุกข์ และย้อนไปหาเหตุ บางครั้งท่านก็บอกว่าให้พิจารณาจากเหตุมาหาผลว่ามันเกิดขึ้น เหตุอย่างนี้มีปัจจัยอย่างนี้ แล้วผลจะออกมาอย่างไร นั่นก็เป็นส่วนที่ผมคิดว่าท่านได้ทรงสอนให้เราได้ใช้สติปัญญา ได้ใช้ประสบการณ์ ได้ใช้ความรู้ของเราพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ แล้วจึงตัดสินใจว่าเราควรจะทำอะไร บางครั้งในการสวดที่เป็นภาษาบาลีก็ทำให้คนไทยหลาย ๆ คนเกิดความเบื่อหน่ายเพราะว่าไม่เข้าใจ ยกตัวอย่างง่าย ๆ แม้แต่คำอาราธนาศีล 5 ก็ท่องไปแต่ว่าไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร มีอยู่ในนั้นที่ระบุไว้ว่าเราจะเลือกข้อไหนก็ได้ที่จะนำมาเป็นข้อปฏิบัติของเราเอง แต่ต้องเป็นความตั้งใจ ศีลไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องถูกบังคับให้รับ ในศาสนาอื่นก็จะมีการรับศีลเหมือนกันแต่ว่าเป็นอีกลักษณะหนึ่ง ในศาสนาพุทธได้ระบุไว้ชัดเจนว่าศีล 5 เราเลือกปฏิบัติได้ แล้วในช่วงสุดท้ายก็ได้ระบุอีกว่าใครที่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจังต่อศีล 5 แล้วก็จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้
ผมสงสัย ศีเลนะนิพพุติงยันติ ศีเลนะโภคะสัมปะทา ศีเลนะสุขติงยันติ ก็สงสัยว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ก็ไปค้นในส่วนที่พูดถึงว่า มรรค มรรคา ทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าศีล 5 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามทางทั้ง 5 ข้อ นั่นก็เป็นส่วนที่ผมเกิดความเข้าใจทันทีว่าที่ท่านเทศน์เป็นภาษาบาลีว่าอย่างนี้ ไปเกี่ยวโยงกับทางแห่งความพ้นทุกข์อย่างไร และถ้าหากว่าเราสามารถปฏิบัติได้ตามที่ท่านสอน ที่ว่าปฏิบัติได้นี้หมายถึงว่าลด อย่างที่เราพูดกันเป็นประจำว่าทำความดี ละทิ้งความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ก็เป็นส่วนเบื้องต้น แต่การที่จะทำความดีละทิ้งความชั่วนั้นเราจะทำได้อย่างไร ก็อยู่ที่ส่วนที่เราจะค่อย ๆ ลด ผมคิดว่าไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเราเองว่าเราทำอะไรผิด ทำอะไรที่ไม่ดี แม้แต่ภรรยาผมก็ไม่รู้ดีเท่าผม นั่นคือส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่าเราทำอะไรอยู่บ้าง เราจะควรจะละ เราควรจะทิ้งอะไรที่ไม่ถูกไม่ควร
นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ที่อยากจะพูดในวันนี้ว่า เมื่อเราจะเป็นพุทธศาสนิกชน ก็อยากให้ได้เน้นมาทางด้านของการศึกษา และการปฏิบัติให้มากขึ้น ในฐานะที่เป็นคนไทยก็อยากจะเห็นการช่วยกันชำระพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ซึ่งผมอ่านแล้วก็ยังมีส่วนที่ผิดพลาดอยู่ ถ้าหากว่าเราช่วยกันที่จะทำตรงนี้เพื่อคนในประเทศของเราบ้าง ก็จะเป็นประโยชน์ หลาย ๆ คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการของพวกผมคือพวกที่เป็นทหาร ไม่ค่อยเคยเห็น พระไตรปิฎกนี้ไม่เคยเห็น พอผมบอกว่าให้หยิบมาดู บางคนบอกว่าอยากศึกษาเรื่องพระธรรมวินัย ผมก็บอกว่าพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ 227 ข้อนี้ไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตแล้วก็พระสงฆ์ประชุมกัน แล้วบอกว่าสิ่งนี้ไม่ควรที่จะปฏิบัติอีกแล้ว ก็ได้บัญญัติเป็นพระธรรมวินัยขึ้นมา อะไรที่ไม่ดีเมื่อประชุมกันแล้วเห็นว่าไม่ถูกไม่ควร เราก็ไม่ปฏิบัติ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น ไม่ต้องไปดูว่าจะเหมือนกฎหมายไหม สงฆ์จะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ไหม คำว่าสำรวมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสงฆ์ ก็ได้ยินได้ฟังมานานแล้ว แต่เมื่อไปบวชก็รู้ทันทีว่าความหมายที่บอกให้สำรวมนั้นลึกซึ้งกว่าการที่มองไม่เกิน 3 ก้าวมากนัก อย่างที่ผมได้เรียนแล้วว่าเมื่อเราสัมผัส ไม่ว่าจะได้ยิน ได้กลิ่น ได้เห็น ได้ฟัง สิ่งเหล่านี้จะเริ่มเข้ามากระทบ เมื่อเป็นพระก็ยิ่งจะต้องสำรวมให้มากขึ้น เพราะว่าจิตใจจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ไปคิดถึงโยมที่บ้านเมื่อเวลาไปบวช นี่ก็คือความรู้สึกที่ผมได้ประสบกับตัวเองอย่างชัดเจน
ที่มากกว่านั้นคือพระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำว่า พระสงฆ์นอกจากจะสำรวมแล้วก็ต้องปลีกวิเวกเพราะการอยู่ในที่วิเวกนั้น สำรวจตัวเองได้ มีจิตที่เมื่อภาวนาแล้วก็จะมีสมาธิเพิ่มขึ้น เมื่อมีสมาธิก็จะเพิ่มระดับของความมีสมาธินั้นมากยิ่งขึ้นต่อไป ซึ่งอย่างที่เราพูดกันว่ามีพลังทางจิต สิ่งนั้นไม่ได้มีอะไรที่ถือได้ว่าเป็นส่วนที่ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ถ้าท่านมีความพากเพียรพยายาม และได้เดินตามแนวทางที่พระพุทธองค์ท่านได้ทรงวางไว้ ขั้นสุดท้ายก็คงถึงจุดที่บอกได้ว่าพ้นจากทุกข์ สิ่งนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ถือว่าเกินกว่าเราจะใฝ่ฝัน เป็นสิ่งที่เราใฝ่ฝันได้ และเราก็พยายามที่จะไปถึงจุดเหล่านั้นให้ได้ ผมได้พูดกับหลวงพี่ที่ยังคงอยู่ที่วัดในขณะนี้ บอกว่าตอนที่ผมสึกผมก็พูดกับท่านในวันลา บอกว่าทุก ๆ รูปที่อยู่นั้นท่านเดินบนเส้นทางที่ตรง ผมนั้นต้องออกไปเดินทางอ้อม ไม่ได้เดินทางตรงอีกแล้ว ก็คงพูดได้ว่าในส่วนของความพยายามของเราเมื่อเรามองเห็นทาง และเราเพียรที่จะเดินไป ไม่ว่าจะเหนื่อยยาก ไม่ว่าจะทุกข์เข็ญ เหมือนอย่างพระมหาชนกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ วันหนึ่งเราก็คงไปถึงจุดหมายปลายทาง นั่นก็เป็นสิ่งที่อยากจะเรียนไว้ในวันนี้ว่า ความตั้งใจ ความพยายามของคนเรานั้น เป็นจุดที่หาขอบเขตที่จำกัดได้ยาก เพราะว่าเมื่อเรามีเจตนามีความตั้งใจ เราก็คงจะมุ่งไปสู่จุดที่เราต้องการได้
ผมได้พูดถึงเรื่องความสำคัญของวันที่ทรงตรัสรู้ไปแล้ว ก็มีอีกบทหนึ่งที่ได้ตรัสสอนไว้ และถือว่าเป็นส่วนที่ประทับใจผมเช่นเดียวกัน บทนั้นคงเป็นบทที่กล่าวได้ว่า มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือปัจฉิมโอวาท เป็นคำพูดของพระพุทธองค์เป็นโอวาทสุดท้ายที่พูดว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด นี่ก็เป็นส่วนที่ผมได้เลือกนำดอกไม้ที่สวยงามที่มีกลิ่นหอม มาเจือจ่ายตัวผมเองเป็นลำดับแรก แล้วก็อยากจะเผยแพร่ให้กับท่านทั้งหลายได้มีโอกาสได้ทดลองนำดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม มีความสวยงามเหล่านั้น ไปประดับแจกันในใจของท่านบ้าง คงเป็นเรื่องที่อยากจะกล่าวถึงในส่วนของความสำคัญของพระพุทธองค์ ความสำคัญของวันวิสาขบูชา ทั้งในช่วงที่ตรัสรู้ และในช่วงที่ทรงปรินิพพาน ว่าได้ทรงวางอะไรไว้ให้เราบ้าง หลักสำคัญท่านพูดถึงว่าศาสนาพุทธจะอยู่ได้อย่างไร ก็อยู่ที่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ไม่ได้อยู่ที่สิ่งอื่น ไม่ได้อยู่ที่รูปเคารพ ไม่ได้อยู่ด้วยอิทธิฤทธิ์ แต่อยู่ด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ คนที่พูดถึงว่าได้มีโอกาสศึกษาและได้มีโอกาสปฏิบัติ ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่ถือว่ามีความสำคัญเช่นเดียวกันก็คือพระพุทธองค์ท่านได้กล่าวไว้ว่า ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคต ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต เห็นก็คงเป็นเรื่องของปัจเจกอย่างที่ว่า แต่ถ้าเผื่อท่านปฏิบัติบูชา ท่านก็ถือว่าท่านบูชาตถาคตอยู่แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่ผมอยากจะนำมากล่าวไว้ในวันนี้ ในวันที่มีความสำคัญทางศาสนา ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่ว่าเป็นสากล เป็นส่วนที่ถือได้ว่าท่านทั้งหลายที่มาอยู่ที่นี้จะมีส่วนร่วมในการดำเนินการต่อไป
ในเรื่องของความพอเพียง ก็คงเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลเองได้พยายามที่จะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาให้คนไทยได้นำไปศึกษาและนำไปปฏิบัติ ในส่วนนี้เองในเรื่องของความพอเพียงก็อยู่ในคำสอนของศาสนาพุทธอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทางสายกลาง ไม่ว่าจะในเรื่องของการที่จะพิจารณากลั่นกรองด้วยเหตุด้วยผล สิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนที่มีอยู่ในคำสอนของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น ในด้านของปรัชญานั้น ถ้าหากว่าเรามองในด้านที่เป็นส่วนที่เป็นรูปธรรม พอมีคำว่าเศรษฐกิจเข้าไปคนก็จะมองว่าเป็นส่วนที่เป็นรูปธรรม แน่นอนว่ามันแยกไม่ได้ แยกให้เห็นชัดเจนว่าเป็นส่วนที่เป็นรูปธรรมไม่ได้ แต่ทำอย่างไรที่เราจะชั่งระหว่างส่วนที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมนี้ให้มีความสมดุล ให้มีความพอเพียง ความสุขของคนเราไม่ได้เกิดเนื่องจากรูปธรรมเพียงอย่างเดียว จะต้องมีอีกส่วนหนึ่งคือความสุขที่เกิดจากนามธรรม เพราะ ฉะนั้น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการกับชีวิตของคนเราในลักษณะที่มีความสมดุล ไม่ใช่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ต้องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เพราะว่าเป็นปัจจัย ปัจจัย 4 ที่เราพูดถึงก็เป็นส่วนหนึ่ง ถ้าหากเราไม่ได้แก้ไขในส่วนเหล่านี้ ส่วนที่ผมได้พูดถึงในตอนแรกว่า ผัสสะที่เราสัมผัสนี้มันมากขึ้น เราพูดกันว่าโลกาภิวัตน์ โลกแคบลง ทุกสิ่งทุกอย่างหลั่งไหลเข้ามา ท่านไม่รับมันก็เข้ามา ถ้าท่านปิดหูไม่ได้ ปิดตาไม่ได้ มันก็เข้ามาในตัวของเรา ทำอย่างไรที่เราจะได้นำสิ่งเหล่านี้มาพิจารณาไตร่ตรอง แล้วก็นำหลักการที่สามารถจะหาจุดสมดุล หาจุดที่เหมาะสม หาจุดที่พอเพียงในชีวิตของเรา ให้ก้าวไปข้างหน้าให้ได้
ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เราเป็นคนขี้เกียจ ศาสนาพุทธสอนให้เราเชื่อในกฎแห่งกรรม ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราทำอะไรเราก็ต้องรับสิ่งนั้น มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการที่เราจะละความชั่ว แล้วก็หันมาทำความดี เด็ก ๆ ผมก็เรียนว่า ทำไมพระเทวทัตถึงจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้าขนาดไหน เป็นเพราะอะไร ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ก็เป็นญาติกัน ก็สอนเทวทัตว่าศาสนาพุทธเป็นอย่างไร หลักการเป็นอย่างไร แต่ทำไมก็ยังถึงพยายามที่จะทำร้ายพระพุทธองค์ ในพระไตรปิฎกนี้มีคำตอบว่าพระพุทธเจ้าได้เคยทำร้ายเทวทัตในอดีตมาก่อน ก็เป็นกรรมที่ตามมาถึงพระพุทธองค์แม้ในชาติสุดท้ายที่เป็นพระพุทธองค์แล้ว เทวทัตกลิ้งก้อนหินลงมา ก้อนหินนั้นถูกพระพุทธองค์ นั่นเป็นเรื่องเมื่อ 2,500 กว่าปีมาแล้ว แม้แต่ในชาติสุดท้ายเป็นพระพุทธองค์แล้ว แม้แต่กระทั่งตรัสรู้แล้ว กรรมก็ยังตามถึง เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านเชื่อในเรื่องของกรรม ท่านก็เร่งทำความดี ละสิ่งที่ไม่ดี แล้วท่านก็จะมีโอกาสที่จะพ้นจากสิ่งที่ไม่ดีไม่งามทั้งหลาย หรือไม่พ้นก็เบาบางลงเป็นอย่างมาก
นั่นก็เช่นเดียวกันครับว่าในส่วนของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ชี้แนวแนะสิ่งต่าง ๆ ที่ผมอยากจะเรียนว่า สอดคล้องทั้งในด้านของรูปธรรมและนามธรรมที่เราสามารถที่จะนำไปประยุกต์ และนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ บางคนถามผมบอกว่าใช้ได้เฉพาะกับเกษตรกร ใช้ได้เฉพาะกับคนที่อยู่ในฐานะที่ยากไร้ ผมก็ตอบเขาบอกว่าถ้าอยากจะดูองค์กรระดับสากล ไปดูบริษัทปูนซีเมนต์ไทย เป็นองค์กรที่ใช้หลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ว่าก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง แล้วก็ทำประโยชน์ให้กับสังคมเป็นอย่างมาก นั่นเป็นจุดที่ผมอยากจะเรียนว่า ถ้าเราศึกษากันให้จริงจังแล้วก็ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่รัฐบาลได้พยายามนำเสนอในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ท่านก็จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ให้พ้นจากสภาวะ อาจจะเป็นความเครียด อาจจะเป็นแรงกดดันที่มาจากสภาวะของโลกาภิวัตน์ เพื่อให้เราผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้ไปได้ บางท่านก็บอกว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจชะลอตัว ผมก็บอกว่าจริง ชะลอตัวเพราะมีปัญหาจากหลาย ๆ ปัจจัย ปัจจัยแรกก็คือในเรื่องของสภาวะทางค่าเงินของสหรัฐเอง ซึ่งอ่อนตัวลง และมีผลกระทบไปทั่วโลก สกุลอื่น ๆ นั้นแข็งตัวขึ้นมา เราเองพูดตรงนี้พูดได้ว่าก็เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะต้องดูแล เพื่อไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจนเกินไป จนกระทั่งส่งผลกระทบ รัฐบาลก็บอกเพียงอย่างเดียวว่าขอให้รักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน กระทรวงการคลังก็ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทยว่าพอทำได้หรือไม่ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท่านก็บอกว่าท่านทำได้ นั่นคือหน้าที่ของแต่ละส่วน ที่เราจะต้องช่วยกันดูแล เมื่อผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงท่านดูอยู่ ทุก ๆ วินาที เพราะว่าข้อมูลขึ้นทุกวินาที ออนไลน์คอมพิวเตอร์ทุกวินาที ก็จะเห็นว่าเมื่อเรามีหน้าที่แล้วเรามีความไว้วางใจ ก็ต้องมอบสิ่งเหล่านั้นให้อยู่ในมือที่ถือว่าเป็นมือที่มีคุณภาพ เป็นมือที่ได้รับความไว้วางใจ และเป็นมืออาชีพ
ในด้านอื่น ๆ ที่มีปัจจัยกระทบก็คงเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ถ้าการเมืองของเรายังไม่นิ่ง นักลงทุนต่างประเทศเขาก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาลงทุน ตราบใดที่เรายังไม่เดินไปข้างหน้า ไม่เดินไปในลักษณะที่ว่ามุ่งไปสู่การที่จะให้มีการเลือกตั้ง เพื่อจะมีรัฐบาลที่มาตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยที่เราอยากเห็น เราเดินกันไปทางนั้น นั่นจะเป็นทางที่จะทำให้สิ่งที่ท่านทั้งหลายได้เห็นว่ามันเป็นความเดือดร้อน เป็นความวุ่นวาย เป็นความกดดัน ผ่านพ้นไปได้ ถ้าเราร่วมมือร่วมใจกัน คนส่วนใหญ่เห็นว่านี่คือทางที่ควรจะเดิน ทางที่เราน่าจะแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองของเราได้แล้ว ก็จะเป็นส่วนที่ทำให้สิ่งที่พวกเรากระวนกระวาย กังวลใจ มันผ่านพ้นไปได้ หน้าที่ของผมก็คงมีที่จะทำให้บ้านเมืองของเราผ่านพ้นช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตตรงนี้ ทำอย่างไรที่พี่น้องคนไทยจะได้ร่วมมือกัน ช่วยกันแก้ไขวิกฤตของบ้านเมืองของเรา แล้วก็นำพาศาสนาพุทธไปสู่ความเป็นสากลให้มากขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็น ถ้าเราทำให้เป็นตัวอย่างว่าบ้านเมืองของเราแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี แล้วก็เดินไปข้างหน้า เราไปพูดที่ไหนก็ได้ทั่วโลก ว่าคนไทยเราแก้ไขปัญหากันอย่างนี้ เราไม่ใช้ความรุนแรง ขอบคุณครับ
-------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส รัตนมณี / ถอดเทป / เรียบเรียง
จินตนา จ้อยจุมพจน์ / ตรวจ

