www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
18 พฤษภาคม 2550
คำกล่าวปาฐกถาพิเศษ ของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี  เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก เรื่อง “ผู้นำพอเพียง คุณธรรมเพียงพอ ทางรอดประเทศไทย” ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ในอุทยานเบญจสิริ สุขุมวิท 24 กรุงเทพฯ วันที่ 18 พฤษภาคม 2550 เวลา 09.00 น.

กราบนมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพ

เรียนท่านประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก

และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

                  

ผมรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมากล่าวปาฐกถาในกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชาโลก  ประจำปีพุทธศักราช 2550 โดยจะได้พูดถึงเรื่อง  “ผู้นำพอเพียง  คุณธรรมเพียงพอ  ทางรอดของประเทศไทย” ณ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกในวันนี้  ก็คงจะกล่าวได้ว่าในวาระโอกาสที่มีความสำคัญยิ่งของพุทธศาสนิกชนคือวันวิสาขบูชา  ซึ่งเป็นวันที่เป็นทั้งวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน  สิ่งที่ผมอยากจะยกขึ้นมากล่าวในวันนี้  คงเป็นเรื่องที่ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของวันวิสาขบูชา  นั่นคือในวาระโอกาสที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ถึงสิ่งที่เราพูดกันว่าเป็นอริยสัจ 4 สิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นแนวทางที่จะทำให้ผู้ที่มีความศรัทธา  ผู้ที่มีความเลื่อมใสนั้นลดความทุกข์ลงได้  บางท่านก็พ้นทุกข์ได้  ผู้ที่ได้ศึกษาอย่างจริงจังก็พ้นจากความทุกข์  ผมเองก็ถือได้ว่าเป็นคนหนึ่งที่มีความทุกข์  จุดตรงนี้ก็เป็นส่วนที่อาจจะถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนในประสบการณ์ของตัวผมเองที่อยากจะนำมาเรียนไว้ในเบื้องต้น  พื้นเพทางด้านการศึกษาของผม  ผมเรียนโรงเรียนที่เรียกว่าเป็นคาทอลิกตั้งแต่ชั้นอนุบาล  จนกระทั่งถึงชั้นมัธยมปีที่ 3 ก็ได้รับการอบรม ได้รับการสั่งสอนในด้านของศาสนาคริสต์  แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่เลื่อมใสศรัทธามากมายนัก  เป็นการปฏิบัติตามที่ได้รับการอบรม  เมื่อผมย้ายโรงเรียนมาเรียนที่โรงเรียนรัฐบาล  ก็ได้มีโอกาสศึกษาในส่วนของศาสนาพุทธมากขึ้น  ได้รับฟัง  ได้มีโอกาสศึกษาในเบื้องต้น  แต่ก็เป็นเรื่องความรู้สึกของเด็ก ๆ ความรู้สึกของเยาวชน  ก็เลื่อมใสศรัทธาอยู่ในระดับหนึ่ง 

                  

เมื่อมาเป็นผู้ใหญ่  ออกมารับราชการก็เริ่มรับว่าทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตัวเรานั้นมันมีมากมาย  ทุกข์ส่วนหนึ่งก็มองเห็นว่า  ความก้าวหน้าในอนาคตของเรานั้นจะเป็นไปได้แค่ไหน อย่างไร  ด้วยความโชคดีของตัวผมเองก็ได้ไปหยิบหนังสือที่พิมพ์แจกในงานศพ  ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา  เป็นประวัติของพระพุทธองค์  ซึ่งแปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษว่า  The Light of Asia ผมอ่านก็เกิดความรู้สึกประทับใจในตอนหนึ่ง  ซึ่งถ้าในภาษาปัจจุบันบอกว่าโดนใจ  ก็คือคำที่ว่า “เมื่อพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เกิดทุกข์  เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่รักก็เป็นทุกข์  อยากได้ในสิ่งใด  ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ”  นั่นคือการโดนใจครั้งแรกที่เป็นประสบการณ์ของตัวผมเอง  คำที่ผมพูดออกไปนี้ก็ยังคงอยู่ในใจของผม  ตราบจนทุกวันนี้

                  

นั่นก็เป็นสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นความประทับใจ  เมื่อมีโอกาสที่จะศึกษาต่อก็ค่อย ๆ ศึกษาไปด้วย  เพราะว่าอาชีพของผมนั้นไม่ค่อยเหมาะกับการศึกษาทางด้านพุทธศาสนา  แต่สิ่งที่ผมได้นำไปใช้และเห็นอย่างชัดเจนก็คือการที่จะหาทางแก้ไขปัญหาโดยทางสันติ  ผมมีโอกาสที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องความขัดแย้งในประเทศเพื่อนบ้านหลาย ๆ แห่ง  ด้วยความที่ว่าเป็นคนที่นับถือศาสนาพุทธด้วยกัน  ถึงแม้ว่าจะมีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่าง  แต่พูดถึงศาสนาพุทธ  แนวทางที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีแล้ว  ส่วนใหญ่ก็เห็นคล้อยตาม  แล้วก็แก้ไขตาม  สิ่งที่ให้ประสบการณ์ผมนี้เป็นส่วนที่ถือได้ว่ามีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ผมมีความมุ่งมั่น  และได้ตั้งใจว่าในชีวิตของผมนั้นจะเป็นพุทธศาสนิกชนที่จะมีโอกาสได้ศึกษา และปฏิบัติ  ตั้งใจไว้  เมื่อผมเกษียณอายุจากราชการ ก็ได้มีโอกาสเข้าไปสู่การศึกษาที่มากยิ่งขึ้น  และการปฏิบัติที่เข้มข้นยิ่งขึ้น  คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ได้เน้นนั้นคือเน้นเรื่องการปฏิบัติบูชา  ไม่ได้เน้นเรื่องอามิสบูชา  นี่ก็เป็นอันหนึ่งที่ผมอยากจะเรียน 

                  

ผมได้ศึกษาพระไตรปิฎกฉบับย่อ ซึ่งท่านหนึ่งที่อยู่ในคณะผู้ก่อตั้งขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกคือท่านสุชีพ ปุญญานุภาพ เป็นผู้แปล  และได้จัดพิมพ์ขึ้นมา  เล่มนี้ทางกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้พิมพ์ขึ้นมา  ผมได้รับไว้หลายเล่ม  และได้แจกจ่ายให้กับบุคคลที่สนใจไปบ้าง  สิ่งที่ผมตั้งใจคือว่าในฐานะที่เป็นตัวอย่างที่จะอ่านพระไตรปิฎก  ขอบอกว่ามีทั้งหมด 84,000 พระธรรมขันธุ์  มีพระวินัย  พระสูตร ที่ถือว่าค่อนข้างยาว  ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการชำระพระไตรปิฎกฉบับอักษรโรมันด้วย  ซึ่งอัญเชิญกันมามีทั้งหมด 45 เล่ม  ความรู้สึกคือว่าในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง  ความรู้สึกคือว่าเราจะมีทางอะไรที่ทำให้ง่าย  ที่ทำให้คนไทยได้มีโอกาสศึกษา เรียนรู้ไหม  เพราะว่าพระไตรปิฎกที่เราชำระนั้นทำในฐานะที่เป็นภาษาบาลี  และเป็นอักษรโรมัน  คนไทยซึ่งเรียนภาษาบาลีมีอยู่ไม่มากนัก  เว้นเสียแต่ว่าจะไปเรียนทางด้านของสงฆ์  นั่นเป็นจุดที่ถือได้ว่าทำอย่างไรที่เราจะดำเนินการนอกเหนือจากสิ่งที่ไปสู่พุทธศาสนาที่เป็นสากลแล้ว 

                  

ในส่วนของคนไทยของเราเองนั้น  เราควรจะร่วมมือร่วมใจกันทำอย่างไรที่จะให้การศึกษาศาสนาพุทธเป็นไปได้อย่างง่ายขึ้น  ไม่ลำบากมากนัก  ผมไปบวช 3 เดือน  ความตั้งใจก็คืออ่านให้จบ  ผมใช้เวลาในช่วง 11.00 น. – 15.00 น. ทุกวันเป็นเวลา 3 เดือนที่จะอ่านพระไตรปิฎก  มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะเรียนว่าพระพุทธองค์ท่านสอนไว้ว่าทั้ง 84,000 พระธรรมขันธุ์นี้เปรียบเสมือนสวนดอกไม้  เมื่อท่านเดินเข้าไปในสวนดอกไม้แล้วท่านไม่มีทางที่จะเอาดอกไม้ทั้งหมดออกมา  ท่านจงเลือกดอกไม้ที่ท่านเห็นว่าสวย  ที่ท่านเห็นว่ามีกลิ่นหอม  แล้วก็นำไปบูชา  นั่นคือสิ่งที่ผมมีความประทับใจและคิดว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ท่านได้ทรงสั่งสอนนั้น  สำคัญที่สุดคือจิตใจของเราเอง  ซึ่งผมได้เด็ดดอกไม้ที่ปรากฏอยู่ในนี้ออกมา  และขอให้ท่านทั้งหลายได้ลองพิจารณาดูว่าในส่วนของคำว่า  นี่เป็นคำภาษาบาลีครับ  มะโนธรรมา มะโนศรัทธา  มะโนปัญญา แปลเป็นไทยก็บอกว่าทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ  ใจเป็นใหญ่เป็นประธาน  ใจเป็นรากฐานของสิ่งทั้งปวง  เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ประทับใจผม  ว่าในชีวิตของคนเราถ้าเราตั้งใจที่จะทำอะไร   มีความเพียร มีความพยายาม  ก็จะไปสู่จุดนั้นได้  แนวทางเหล่านี้เป็นแนวทางที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้ทั้งสิ้น 

                  

ในส่วนที่ถือได้ว่าใจของเราที่ว่าใหญ่นั้นมันเกิดอะไรขึ้น  ท่านก็ทรงสั่งสอนไว้ว่าความรู้สึกของคนเราก็เกิดจากการสัมผัส  เมื่อมาสัมผัสกับตัวเราแล้ว  เราก็เริ่มคิด  บางอย่างไม่ต้องคิดเลย  เรามีปฏิกิริยาตอบทันที  เรื่องร้อนเรื่องเย็นนี้ตอบทันที  แต่บางเรื่องต้องคิด  เราถึงจะมีปฏิกิริยาตอบ  ตรงนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของแต่ละบุคคลที่จะมีวิจารณญาณ  มีวิธีคิดอย่างไร  ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจริง ๆ และศาสนาพุทธได้พูดถึงเรื่องของความเป็นบุคคล  หรือที่เราเรียกว่าปัจเจกตั้งแต่เบื้องต้น  คำสอนของพระพุทธองค์ที่บอกว่าใบไม้ทั้งป่าก็คือใบไม้  แต่ว่าทุกใบไม่เหมือนกันเลย  นั่นคือความเป็นปัจเจก  แต่ละคนถ้าท่านจะบอกว่าต้องการให้คนไทยนับถือศาสนาพุทธอย่างนั้นอย่างนี้คงเป็นไปไม่ได้  ก็อยู่ที่แต่ละบุคคลที่จะได้นำไปพิจารณา  ไตร่ตรองกันอย่างไร  ที่จะให้บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา  และศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง  นำสิ่งที่ได้ศึกษานั้นไปปฏิบัติบ้างก็จะเป็นประโยชน์  เริ่มต้นนี้ติดขัดเหลือเกิน  คือตัวบุคคลคนนั้นเอง  ไม่ได้เป็นใครอื่น  ก็เริ่มต้นจากตัวบุคคลคนนั้น  ที่จะมีความสบายใจ  มีสิ่งที่เราเรียกว่ามีความเป็นสุขเกิดขึ้น  แต่ความเป็นสุขที่ว่านี้ไม่ได้เป็นความสุขทางโลก  เป็นความสุขที่ตัวเองได้ทำความดี  เป็นความสุขที่คิดว่าเราได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง  สิ่งที่ควรแล้ว  ก็เป็นลักษณะอย่างนั้น 

                  

วันวิสาขบูชาพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้อริยสัจ 4 เราก็คงทราบกันว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  ถ้าเราลองนับดูเราก็จะเห็นว่า  ท่านพูดถึงเรื่อง ผล ก่อน  คือผลที่เกิดขึ้นคือทุกข์  และย้อนไปหาเหตุ  บางครั้งท่านก็บอกว่าให้พิจารณาจากเหตุมาหาผลว่ามันเกิดขึ้น  เหตุอย่างนี้มีปัจจัยอย่างนี้  แล้วผลจะออกมาอย่างไร  นั่นก็เป็นส่วนที่ผมคิดว่าท่านได้ทรงสอนให้เราได้ใช้สติปัญญา  ได้ใช้ประสบการณ์  ได้ใช้ความรู้ของเราพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ  แล้วจึงตัดสินใจว่าเราควรจะทำอะไร  บางครั้งในการสวดที่เป็นภาษาบาลีก็ทำให้คนไทยหลาย ๆ คนเกิดความเบื่อหน่ายเพราะว่าไม่เข้าใจ  ยกตัวอย่างง่าย ๆ แม้แต่คำอาราธนาศีล 5 ก็ท่องไปแต่ว่าไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร  มีอยู่ในนั้นที่ระบุไว้ว่าเราจะเลือกข้อไหนก็ได้ที่จะนำมาเป็นข้อปฏิบัติของเราเอง  แต่ต้องเป็นความตั้งใจ  ศีลไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องถูกบังคับให้รับ  ในศาสนาอื่นก็จะมีการรับศีลเหมือนกันแต่ว่าเป็นอีกลักษณะหนึ่ง  ในศาสนาพุทธได้ระบุไว้ชัดเจนว่าศีล 5 เราเลือกปฏิบัติได้  แล้วในช่วงสุดท้ายก็ได้ระบุอีกว่าใครที่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจังต่อศีล 5 แล้วก็จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้

                   

ผมสงสัย ศีเลนะนิพพุติงยันติ  ศีเลนะโภคะสัมปะทา ศีเลนะสุขติงยันติ  ก็สงสัยว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้  ก็ไปค้นในส่วนที่พูดถึงว่า มรรค มรรคา ทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์  ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าศีล 5 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามทางทั้ง 5 ข้อ  นั่นก็เป็นส่วนที่ผมเกิดความเข้าใจทันทีว่าที่ท่านเทศน์เป็นภาษาบาลีว่าอย่างนี้  ไปเกี่ยวโยงกับทางแห่งความพ้นทุกข์อย่างไร  และถ้าหากว่าเราสามารถปฏิบัติได้ตามที่ท่านสอน   ที่ว่าปฏิบัติได้นี้หมายถึงว่าลด   อย่างที่เราพูดกันเป็นประจำว่าทำความดี ละทิ้งความชั่ว  ทำจิตใจให้บริสุทธิ์  ก็เป็นส่วนเบื้องต้น  แต่การที่จะทำความดีละทิ้งความชั่วนั้นเราจะทำได้อย่างไร  ก็อยู่ที่ส่วนที่เราจะค่อย ๆ ลด  ผมคิดว่าไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเราเองว่าเราทำอะไรผิด  ทำอะไรที่ไม่ดี  แม้แต่ภรรยาผมก็ไม่รู้ดีเท่าผม  นั่นคือส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่าเราทำอะไรอยู่บ้าง  เราจะควรจะละ  เราควรจะทิ้งอะไรที่ไม่ถูกไม่ควร 

                  

นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ที่อยากจะพูดในวันนี้ว่า  เมื่อเราจะเป็นพุทธศาสนิกชน  ก็อยากให้ได้เน้นมาทางด้านของการศึกษา  และการปฏิบัติให้มากขึ้น  ในฐานะที่เป็นคนไทยก็อยากจะเห็นการช่วยกันชำระพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย  ซึ่งผมอ่านแล้วก็ยังมีส่วนที่ผิดพลาดอยู่  ถ้าหากว่าเราช่วยกันที่จะทำตรงนี้เพื่อคนในประเทศของเราบ้าง  ก็จะเป็นประโยชน์  หลาย ๆ คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการของพวกผมคือพวกที่เป็นทหาร  ไม่ค่อยเคยเห็น  พระไตรปิฎกนี้ไม่เคยเห็น  พอผมบอกว่าให้หยิบมาดู  บางคนบอกว่าอยากศึกษาเรื่องพระธรรมวินัย  ผมก็บอกว่าพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ 227 ข้อนี้ไม่ได้มีอะไรมาก  เพียงแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตแล้วก็พระสงฆ์ประชุมกัน  แล้วบอกว่าสิ่งนี้ไม่ควรที่จะปฏิบัติอีกแล้ว  ก็ได้บัญญัติเป็นพระธรรมวินัยขึ้นมา  อะไรที่ไม่ดีเมื่อประชุมกันแล้วเห็นว่าไม่ถูกไม่ควร  เราก็ไม่ปฏิบัติ  ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น  ไม่ต้องไปดูว่าจะเหมือนกฎหมายไหม   สงฆ์จะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ไหม  คำว่าสำรวมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสงฆ์  ก็ได้ยินได้ฟังมานานแล้ว  แต่เมื่อไปบวชก็รู้ทันทีว่าความหมายที่บอกให้สำรวมนั้นลึกซึ้งกว่าการที่มองไม่เกิน 3 ก้าวมากนัก  อย่างที่ผมได้เรียนแล้วว่าเมื่อเราสัมผัส  ไม่ว่าจะได้ยิน ได้กลิ่น  ได้เห็น ได้ฟัง  สิ่งเหล่านี้จะเริ่มเข้ามากระทบ  เมื่อเป็นพระก็ยิ่งจะต้องสำรวมให้มากขึ้น  เพราะว่าจิตใจจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน  ไม่ไปคิดถึงโยมที่บ้านเมื่อเวลาไปบวช  นี่ก็คือความรู้สึกที่ผมได้ประสบกับตัวเองอย่างชัดเจน 

                  

ที่มากกว่านั้นคือพระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำว่า  พระสงฆ์นอกจากจะสำรวมแล้วก็ต้องปลีกวิเวกเพราะการอยู่ในที่วิเวกนั้น  สำรวจตัวเองได้  มีจิตที่เมื่อภาวนาแล้วก็จะมีสมาธิเพิ่มขึ้น  เมื่อมีสมาธิก็จะเพิ่มระดับของความมีสมาธินั้นมากยิ่งขึ้นต่อไป  ซึ่งอย่างที่เราพูดกันว่ามีพลังทางจิต  สิ่งนั้นไม่ได้มีอะไรที่ถือได้ว่าเป็นส่วนที่ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้  เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ถ้าท่านมีความพากเพียรพยายาม  และได้เดินตามแนวทางที่พระพุทธองค์ท่านได้ทรงวางไว้  ขั้นสุดท้ายก็คงถึงจุดที่บอกได้ว่าพ้นจากทุกข์  สิ่งนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ถือว่าเกินกว่าเราจะใฝ่ฝัน  เป็นสิ่งที่เราใฝ่ฝันได้  และเราก็พยายามที่จะไปถึงจุดเหล่านั้นให้ได้  ผมได้พูดกับหลวงพี่ที่ยังคงอยู่ที่วัดในขณะนี้  บอกว่าตอนที่ผมสึกผมก็พูดกับท่านในวันลา  บอกว่าทุก ๆ รูปที่อยู่นั้นท่านเดินบนเส้นทางที่ตรง  ผมนั้นต้องออกไปเดินทางอ้อม  ไม่ได้เดินทางตรงอีกแล้ว  ก็คงพูดได้ว่าในส่วนของความพยายามของเราเมื่อเรามองเห็นทาง  และเราเพียรที่จะเดินไป  ไม่ว่าจะเหนื่อยยาก  ไม่ว่าจะทุกข์เข็ญ  เหมือนอย่างพระมหาชนกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์  วันหนึ่งเราก็คงไปถึงจุดหมายปลายทาง  นั่นก็เป็นสิ่งที่อยากจะเรียนไว้ในวันนี้ว่า  ความตั้งใจ  ความพยายามของคนเรานั้น  เป็นจุดที่หาขอบเขตที่จำกัดได้ยาก  เพราะว่าเมื่อเรามีเจตนามีความตั้งใจ  เราก็คงจะมุ่งไปสู่จุดที่เราต้องการได้ 

                  

ผมได้พูดถึงเรื่องความสำคัญของวันที่ทรงตรัสรู้ไปแล้ว  ก็มีอีกบทหนึ่งที่ได้ตรัสสอนไว้  และถือว่าเป็นส่วนที่ประทับใจผมเช่นเดียวกัน  บทนั้นคงเป็นบทที่กล่าวได้ว่า  มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  นั่นคือปัจฉิมโอวาท  เป็นคำพูดของพระพุทธองค์เป็นโอวาทสุดท้ายที่พูดว่า  สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา  ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด  นี่ก็เป็นส่วนที่ผมได้เลือกนำดอกไม้ที่สวยงามที่มีกลิ่นหอม  มาเจือจ่ายตัวผมเองเป็นลำดับแรก  แล้วก็อยากจะเผยแพร่ให้กับท่านทั้งหลายได้มีโอกาสได้ทดลองนำดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม     มีความสวยงามเหล่านั้น    ไปประดับแจกันในใจของท่านบ้าง  คงเป็นเรื่องที่อยากจะกล่าวถึงในส่วนของความสำคัญของพระพุทธองค์    ความสำคัญของวันวิสาขบูชา    ทั้งในช่วงที่ตรัสรู้  และในช่วงที่ทรงปรินิพพาน  ว่าได้ทรงวางอะไรไว้ให้เราบ้าง  หลักสำคัญท่านพูดถึงว่าศาสนาพุทธจะอยู่ได้อย่างไร  ก็อยู่ที่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์  ไม่ได้อยู่ที่สิ่งอื่น  ไม่ได้อยู่ที่รูปเคารพ  ไม่ได้อยู่ด้วยอิทธิฤทธิ์  แต่อยู่ด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์  คนที่พูดถึงว่าได้มีโอกาสศึกษาและได้มีโอกาสปฏิบัติ  ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่ถือว่ามีความสำคัญเช่นเดียวกันก็คือพระพุทธองค์ท่านได้กล่าวไว้ว่า  ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม  ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคต  ผู้ใดเห็นธรรม  ผู้นั้นเห็นเราตถาคต  เห็นก็คงเป็นเรื่องของปัจเจกอย่างที่ว่า  แต่ถ้าเผื่อท่านปฏิบัติบูชา  ท่านก็ถือว่าท่านบูชาตถาคตอยู่แล้ว  นั่นเป็นสิ่งที่ผมอยากจะนำมากล่าวไว้ในวันนี้  ในวันที่มีความสำคัญทางศาสนา  ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย  แต่ว่าเป็นสากล  เป็นส่วนที่ถือได้ว่าท่านทั้งหลายที่มาอยู่ที่นี้จะมีส่วนร่วมในการดำเนินการต่อไป 

                  

ในเรื่องของความพอเพียง  ก็คงเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลเองได้พยายามที่จะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาให้คนไทยได้นำไปศึกษาและนำไปปฏิบัติ  ในส่วนนี้เองในเรื่องของความพอเพียงก็อยู่ในคำสอนของศาสนาพุทธอย่างชัดเจน  ไม่ว่าจะเป็นทางสายกลาง  ไม่ว่าจะในเรื่องของการที่จะพิจารณากลั่นกรองด้วยเหตุด้วยผล  สิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนที่มีอยู่ในคำสอนของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น  ในด้านของปรัชญานั้น  ถ้าหากว่าเรามองในด้านที่เป็นส่วนที่เป็นรูปธรรม  พอมีคำว่าเศรษฐกิจเข้าไปคนก็จะมองว่าเป็นส่วนที่เป็นรูปธรรม  แน่นอนว่ามันแยกไม่ได้  แยกให้เห็นชัดเจนว่าเป็นส่วนที่เป็นรูปธรรมไม่ได้  แต่ทำอย่างไรที่เราจะชั่งระหว่างส่วนที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมนี้ให้มีความสมดุล  ให้มีความพอเพียง  ความสุขของคนเราไม่ได้เกิดเนื่องจากรูปธรรมเพียงอย่างเดียว จะต้องมีอีกส่วนหนึ่งคือความสุขที่เกิดจากนามธรรม  เพราะ ฉะนั้น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการกับชีวิตของคนเราในลักษณะที่มีความสมดุล  ไม่ใช่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ  แต่ต้องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ  เพราะว่าเป็นปัจจัย  ปัจจัย 4 ที่เราพูดถึงก็เป็นส่วนหนึ่ง  ถ้าหากเราไม่ได้แก้ไขในส่วนเหล่านี้  ส่วนที่ผมได้พูดถึงในตอนแรกว่า  ผัสสะที่เราสัมผัสนี้มันมากขึ้น  เราพูดกันว่าโลกาภิวัตน์  โลกแคบลง  ทุกสิ่งทุกอย่างหลั่งไหลเข้ามา  ท่านไม่รับมันก็เข้ามา  ถ้าท่านปิดหูไม่ได้  ปิดตาไม่ได้  มันก็เข้ามาในตัวของเรา  ทำอย่างไรที่เราจะได้นำสิ่งเหล่านี้มาพิจารณาไตร่ตรอง  แล้วก็นำหลักการที่สามารถจะหาจุดสมดุล  หาจุดที่เหมาะสม  หาจุดที่พอเพียงในชีวิตของเรา  ให้ก้าวไปข้างหน้าให้ได้ 

                  

ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เราเป็นคนขี้เกียจ  ศาสนาพุทธสอนให้เราเชื่อในกฎแห่งกรรม  ว่าทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  เราทำอะไรเราก็ต้องรับสิ่งนั้น  มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการที่เราจะละความชั่ว  แล้วก็หันมาทำความดี  เด็ก ๆ ผมก็เรียนว่า  ทำไมพระเทวทัตถึงจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้าขนาดไหน  เป็นเพราะอะไร  ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น  ทั้ง ๆ ที่ก็เป็นญาติกัน  ก็สอนเทวทัตว่าศาสนาพุทธเป็นอย่างไร  หลักการเป็นอย่างไร  แต่ทำไมก็ยังถึงพยายามที่จะทำร้ายพระพุทธองค์  ในพระไตรปิฎกนี้มีคำตอบว่าพระพุทธเจ้าได้เคยทำร้ายเทวทัตในอดีตมาก่อน  ก็เป็นกรรมที่ตามมาถึงพระพุทธองค์แม้ในชาติสุดท้ายที่เป็นพระพุทธองค์แล้ว  เทวทัตกลิ้งก้อนหินลงมา  ก้อนหินนั้นถูกพระพุทธองค์  นั่นเป็นเรื่องเมื่อ 2,500 กว่าปีมาแล้ว  แม้แต่ในชาติสุดท้ายเป็นพระพุทธองค์แล้ว  แม้แต่กระทั่งตรัสรู้แล้ว  กรรมก็ยังตามถึง  เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านเชื่อในเรื่องของกรรม  ท่านก็เร่งทำความดี   ละสิ่งที่ไม่ดี  แล้วท่านก็จะมีโอกาสที่จะพ้นจากสิ่งที่ไม่ดีไม่งามทั้งหลาย  หรือไม่พ้นก็เบาบางลงเป็นอย่างมาก 

                  

นั่นก็เช่นเดียวกันครับว่าในส่วนของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ชี้แนวแนะสิ่งต่าง ๆ ที่ผมอยากจะเรียนว่า  สอดคล้องทั้งในด้านของรูปธรรมและนามธรรมที่เราสามารถที่จะนำไปประยุกต์  และนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้  บางคนถามผมบอกว่าใช้ได้เฉพาะกับเกษตรกร  ใช้ได้เฉพาะกับคนที่อยู่ในฐานะที่ยากไร้  ผมก็ตอบเขาบอกว่าถ้าอยากจะดูองค์กรระดับสากล  ไปดูบริษัทปูนซีเมนต์ไทย  เป็นองค์กรที่ใช้หลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  แต่ว่าก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง  แล้วก็ทำประโยชน์ให้กับสังคมเป็นอย่างมาก  นั่นเป็นจุดที่ผมอยากจะเรียนว่า  ถ้าเราศึกษากันให้จริงจังแล้วก็ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่รัฐบาลได้พยายามนำเสนอในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง  ท่านก็จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ให้พ้นจากสภาวะ  อาจจะเป็นความเครียด  อาจจะเป็นแรงกดดันที่มาจากสภาวะของโลกาภิวัตน์  เพื่อให้เราผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้ไปได้  บางท่านก็บอกว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจชะลอตัว  ผมก็บอกว่าจริง  ชะลอตัวเพราะมีปัญหาจากหลาย ๆ ปัจจัย  ปัจจัยแรกก็คือในเรื่องของสภาวะทางค่าเงินของสหรัฐเอง  ซึ่งอ่อนตัวลง  และมีผลกระทบไปทั่วโลก  สกุลอื่น ๆ นั้นแข็งตัวขึ้นมา  เราเองพูดตรงนี้พูดได้ว่าก็เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะต้องดูแล  เพื่อไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจนเกินไป  จนกระทั่งส่งผลกระทบ  รัฐบาลก็บอกเพียงอย่างเดียวว่าขอให้รักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน  กระทรวงการคลังก็ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทยว่าพอทำได้หรือไม่  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท่านก็บอกว่าท่านทำได้  นั่นคือหน้าที่ของแต่ละส่วน  ที่เราจะต้องช่วยกันดูแล  เมื่อผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงท่านดูอยู่  ทุก ๆ วินาที  เพราะว่าข้อมูลขึ้นทุกวินาที  ออนไลน์คอมพิวเตอร์ทุกวินาที  ก็จะเห็นว่าเมื่อเรามีหน้าที่แล้วเรามีความไว้วางใจ  ก็ต้องมอบสิ่งเหล่านั้นให้อยู่ในมือที่ถือว่าเป็นมือที่มีคุณภาพ  เป็นมือที่ได้รับความไว้วางใจ  และเป็นมืออาชีพ 

                  

ในด้านอื่น ๆ ที่มีปัจจัยกระทบก็คงเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น  ถ้าการเมืองของเรายังไม่นิ่ง  นักลงทุนต่างประเทศเขาก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาลงทุน  ตราบใดที่เรายังไม่เดินไปข้างหน้า  ไม่เดินไปในลักษณะที่ว่ามุ่งไปสู่การที่จะให้มีการเลือกตั้ง  เพื่อจะมีรัฐบาลที่มาตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยที่เราอยากเห็น  เราเดินกันไปทางนั้น  นั่นจะเป็นทางที่จะทำให้สิ่งที่ท่านทั้งหลายได้เห็นว่ามันเป็นความเดือดร้อน  เป็นความวุ่นวาย  เป็นความกดดัน ผ่านพ้นไปได้  ถ้าเราร่วมมือร่วมใจกัน  คนส่วนใหญ่เห็นว่านี่คือทางที่ควรจะเดิน  ทางที่เราน่าจะแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองของเราได้แล้ว  ก็จะเป็นส่วนที่ทำให้สิ่งที่พวกเรากระวนกระวาย กังวลใจ  มันผ่านพ้นไปได้  หน้าที่ของผมก็คงมีที่จะทำให้บ้านเมืองของเราผ่านพ้นช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตตรงนี้ ทำอย่างไรที่พี่น้องคนไทยจะได้ร่วมมือกัน   ช่วยกันแก้ไขวิกฤตของบ้านเมืองของเรา  แล้วก็นำพาศาสนาพุทธไปสู่ความเป็นสากลให้มากขึ้น  ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็น  ถ้าเราทำให้เป็นตัวอย่างว่าบ้านเมืองของเราแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี  แล้วก็เดินไปข้างหน้า  เราไปพูดที่ไหนก็ได้ทั่วโลก  ว่าคนไทยเราแก้ไขปัญหากันอย่างนี้  เราไม่ใช้ความรุนแรง  ขอบคุณครับ

 

-------------------------------

 

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์  สำนักโฆษก

วิมลมาส  รัตนมณี / ถอดเทป / เรียบเรียง

จินตนา  จ้อยจุมพจน์ / ตรวจ