www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงสีไฟ จ.พิจิตร ย้ำรัฐบาลเร่งทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น

นายกรัฐมนตรีและคณะลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจเยี่ยมโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงสีไฟ สั่งการผู้ว่าฯ ปรับแผนบริหารจัดการน้ำ บูรณาการร่วม กบอ. – ทส. ให้โครงการต่าง ๆ เสร็จทันฤดูฝน พร้อมให้เร่งสำรวจหารือประชาชนในพื้นที่ถึงโครงการที่มีความพร้อม โดยรัฐบาลพร้อมจัดสรรงบประมาณให้ ย้ำเร่งทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น

วันนี้ (9 มิ.ย.56) เวลา 09.50 น. ณ บริเวณโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงสีไฟ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางมารับฟังบรรยายสรุปโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงสีไฟ โดยมีนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพิจิตร ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ ประชาชนจำนวนมากคอยให้การต้อนรับ

นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรกล่าวบรรยายสรุปโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงสีไฟว่า บึงสีไฟตั้งอยู่อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร มีอาณาเขตติดต่อ 4 ตำบล คือตำบลท่าหลวง ตำบลคลองคะเชนทร์ ตำบลโรงช้างและตำบลเมืองเก่า บึงสีไฟเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ ลักษณะเป็นบึงกลมกระทะ และรีไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อย มีพื้นที่เดิมประมาณ 12,000 ไร่ ปัจจุบันเหลือพื้นที่ประมาณ 5,390.6 ไร่ หลังจากที่มีการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ปิดกั้นแม่น้ำน่าน ทำให้มีปริมาณน้ำน้อยลง น้ำจากแม่น้ำที่เคยไหลเข้าบึงสีไฟในฤดูฝนก็หมดไป ทำให้บึงสีไฟมีปริมาณน้ำน้อยลง พื้นที่รอบ ๆ บึงสีไฟจึงถูกบุกรุกเป็นพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัย

ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันบึงสีไฟเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่มีความสำคัญระดับนานาชาติตามเกณฑ์ของอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับประเทศ และเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญของภาคเหนือตอนล่าง เป็นแหล่งทำการประมงที่สำคัญ แต่เนื่องจากมีน้ำน้อยและมีวัชพืช เช่น อ้อ แขม บอน ผักตบชวาและบัวขึ้นปกคลุมโดยทั่วไปจึงทำให้บึงตื้นเขินเร็วขึ้น ปัจจุบันความลึกเฉลี่ยของบึงสีไฟประมาณ 1.50 – 2 เมตร พื้นที่ผิวดินบริเวณก้นบึงเต็มไปด้วยซากพืชเปื่อยทับถมจึงมีความอุดมสมบูรณ์สูง ผลผลิตปลาน้ำจืดประมาณปีละ 180 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.1 ล้านบาท ประชาชนที่อยู่อาศัยรอบบึงได้ใช้น้ำเพื่อการเกษตร การประมง เพื่อการอุปโภคและบริโภค รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแพร่พันธุ์ของนกน้ำและสัตว์น้ำจำนวนมาก ยังเป็นพื้นที่รับน้ำในฤดูน้ำหลาก เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตรในฤดูแล้ง เป็นแหล่งทำการประมงและใช้ประโยชน์จากผลผลิตตามธรรมชาติ นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่พักผ่อนและเป็นพื้นที่สาธารณะของประชาชน

ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรกล่าวถึงแผนงานโครงการที่จะดำเนินการพัฒนาบึงสีไฟในปีงบประมาณ พ.ศ.2556 คือ โครงการขุดลอกบึงสีไฟในพื้นที่ 235 ไร่ (ขุดลึกเฉลี่ยประมาณ 3 เมตร) ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 88,252,000 บาท จังหวัดพิจิตรเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ และโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงสีไฟในพื้นที่ 220 ไร่ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 49,561,000 บาท กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ และแผนงานโครงการที่จะดำเนินการพัฒนาบึงสีไฟในปีงบประมาณ พ.ศ.2557 – 2558 คือ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูบึงสีไฟ (ขุดลอกบึง) เพิ่มเติมในพื้นที่อีก 1,100 ไร่ (ขุดลึกประมาณ 2.5 เมตร) ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 400,000,000 บาท จังหวัดพิจิตรเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ และโครงการปรับปรุงระดับโครงสร้างทางเพื่อเป็นพนังกั้นน้ำถนนรอบบึงสีไฟ สร้างเส้นทางจักรยาน และจุดชมวิว (ยกระดับจากถนนเดิม 1.30 เมตร ความยาว 11.550 กม.) ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 200,000,000 บาท สำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดพิจิตรเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ โดยประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับเมื่อดำเนินโครงการเสร็จสิ้นแล้วจะทำให้บึงสีไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ และแหล่งน้ำต้นทุนในการอุปโภคบริโภค เกิดประโยชน์ต่อการประมงและการเกษตรกรรม ทำให้บึงสีไฟมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติมากขึ้นเกิดความสมดุลของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งเก็บกักน้ำในปริมาณที่สามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเส้นทางสัญจรระหว่างหมู่บ้าน และลำเลียงผลิตผลทางการเกษตรของประชาชน

จากนั้น นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) /กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ได้กล่าวบรรยายแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดพิจิตร กำแพงเพชร พิษณุโลก และนครสวรรค์ ซึ่งอยู่ในกรอบวงเงิน 3.5 แสนล้านที่รัฐบาลจะดำเนินการ โดยในส่วนของโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงสีไฟ จะต้องมีแผนงานที่ชัดเจน 5 ด้าน คือ 1. การทำงานจะต้องมีเจ้าภาพหลักรับผิดชอบทั้งการจัดการเรื่องงบประมาณ การขุดลอก การควบคุมไม่ให้มีการบุกรุกและการพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่อง 2. การขุดลอก ต้องผ่านการศึกษาเชิงระบบนิเวศให้เกิดความสมดุลกับธรรมชาติ 3. การบริหารจัดการน้ำต้องเชื่อมโยงระหว่างบึงสีไฟกับแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งแม่น้ำน่านและหนองน้ำบริเวณใกล้เคียงที่ต้องสมดุลกัน 4. ต้องมีการกำจัดขยะ บำบัดของเสีย 5. กลไกการบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์ร่วมกันของบึงสีไฟทางการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และประมง ต้องผ่านการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

ภายหลังการรับฟังบรรยายสรุปนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรได้ไปปรับแผนบูรณาการร่วมกับคณะกรรมการ กบอ. และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โครงการต่าง ๆ เสร็จเร็วขึ้นทันฤดูฝนเพื่อให้สามารถรองรับน้ำได้ และให้เกิดการบูรณาการกับแผนต่าง ๆ ของ กบอ. ขณะเดียวกันให้จังหวัดเร่งสำรวจและหารือกับประชาชนในพื้นที่ถึงโครงการที่มีความพร้อม ซึ่งรัฐบาลพร้อมจัดสรรงบประมาณให้ทั้งการขุดลอกท่อ การบำบัดน้ำเสีย และการเชื่อมต่อแหล่งน้ำ พร้อมกับขอให้ศึกษาแนวทางการพัฒนาที่ไม่เพียงแต่ทำให้เป็นพื้นที่สำคัญในเรื่องน้ำและการประมงเท่านั้น แต่ต้องดูภาพรวมในเรื่องการท่องเที่ยวและการสร้างอาชีพควบคู่กันไปด้วย จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวพบปะประชาชนที่มาให้การต้อนรับว่า รัฐบาลได้เร่งทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรในครั้งนี้จะได้แก้ปัญหาและจัดสรรงบประมาณในการแก้ไขปัญหาให้กับจังหวัดโดยเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีนโยบายกองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนหมู่บ้านและชุมชน เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยอยากให้ประชาชนได้ไปใช้สิทธิ์ของตัวเองในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าว

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ทักทายพบปะประชาชนที่มาให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง และตรวจเยี่ยมโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงสีไฟ ก่อนออกเดินทางไปโรงงานน้ำตาลทิพย์กำแพงเพชร ตำบลเทพนิมิต อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชรเพื่อรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินกิจการโรงงานน้ำตาลทิพย์กำแพงเพชร และตรวจเยี่ยมโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากชานอ้อย

 

---------------------------------

 

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

นราวุธ สักลอ รายงาน

สุนิสา โรจน์ปีติพงศกร ถ่ายภาพ