วันนี้ (16 พ.ค.56) เวลา 10.25 น. ณ บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดบึงกาฬ บ้านท่าไคร้ ต.บึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์ศูนย์ราชการจังหวัดบึงกาฬ โดยมี นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงาน ซึ่งมีนายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้บริหารหน่วยงานราชการจังหวัดบึงกาฬทุกภาคส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนประชาชนชาวจังหวัดบึงกาฬจำนวนมากให้การต้อนรับ
เมื่อนายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางถึงบริเวณศูนย์ราชการจังหวัดบึงกาฬ นายกรัฐมนตรีได้เข้ากราบสักการะพระพุทธรูป แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬกล่าวรายงาน
จากนั้น เวลา 10.39 น. เริ่มพิธีวางศิลาฤกษ์ พระครูสันติปัญญาภรณ์ (ประสงค์) เจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ เจิมแผ่นศิลาฤกษ์ปะพรมน้ำพระพุทธมนต์ นายกรัฐมนตรีตอกเข็มมงคล 9 ต้น พระสงฆ์สวดชยันโต แล้วนายกรัฐมนตรีวางแผ่นอิฐทอง นาก เงิน พนักงานเทปูนที่ผสมน้ำมนต์และทรายเสก จากนั้น นายกรัฐมนตรีวางนพรัตน์บนแผ่นศิลาฤกษ์ เสร็จแล้วโปรยข้าวตอกดอกไม้ จากนั้น นายกรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และแขกผู้มีเกียรติ ถวายเครื่องไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีและผู้เข้าร่วมพิธีกรวดน้ำรับพร
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีวางศิลาฤกษ์แล้ว นายกรัฐมนตรีได้กล่าวพบปะทักทายข้าราชการและประชาชนที่มาร่วมในพิธี ว่า เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ได้เดินทางมาจังหวัดบึงกาฬเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2554 วันนี้มาขอบคุณชาวจังหวัดบึงกาฬที่มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีและขอบคุณชาวบึงกาฬที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยวันนี้รู้สึกเป็นเกียรติที่มาบึงกาฬในฐานะนายกรัฐมนตรี และมาเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ศูนย์ราชการจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งศูนย์ฯ แห่งนี้ จะเป็นศูนย์รวมให้ประชาชนชาวบึงกาฬได้มาใช้บริการ เป็นศูนย์รวมในการดูแลทุกข์สุขของประชาชน ซึ่งที่นี่จะมีหน่วยราชการหลายหน่วยมารวมกัน โดยในอีก 2 ปี ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ศูนย์ฯ แห่งนี้ ก็จะเป็นศูนย์ที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ในภูมิภาคอาเซียนด้วยเช่นกัน จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีการจัดกิจกรรมที่ให้ประชาชนมารวมกันที่ศูนย์ฯ แห่งนี้ซึ่งมีความพิเศษที่เป็นศูนย์ต้นแบบในการดูแลให้ความห่วงใยผู้พิการและผู้สูงอายุ รวมทั้งเป็นศูนย์ต้นแบบในการบูรณะอารยะสถาปัตย์ ซึ่งคาดว่าในปี 2557 การก่อสร้างจะแล้วเสร็จและจะเป็นศูนย์ราชการที่มีความสวยงามมาก
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มเข้ามาบริหารประเทศ ได้เล็งเห็นความสำคัญของนโยบายที่จะช่วยประชาชนในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาหนี้สิ้นนอกระบบและปัญหาต่าง ๆ โดยได้พยายามเร่งรัด ลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน รวมทั้งขยายโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นนโยบายเร่งด่วน สำหรับแผนการลงทุนระยะยาวคือ 1. โครงการบริหารจัดการน้ำ งบประมาณ 350,000 ล้านบาท จะครอบคลุมดูแลปัญหาทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ที่จะเกิดขึ้นในภาคอีสานและจังหวัดบึงกาฬด้วย ซึ่งพื้นที่จังหวัดบึงกาฬติดกับแม่น้ำโขง จะได้มีการดูแลการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ 2. แผนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้พระราชบัญญัติเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของรัฐสภา ซึ่งจะมีรถไฟรางคู่ไปถึงจังหวัดหนองคาย โดยยืนยันว่าจะมีทางเชื่อมให้กับชาวบึงกาฬสามารถใช้เดินทางได้
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พื้นที่จังหวัดบึงกาฬยังติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ในอนาคตบึงกาฬจะสามารถพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจชายแดนได้เช่นกัน จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้มีการบูรณาการยุทธศาสตร์จังหวัดอย่างเต็มที่ ซึ่งรัฐบาลอยากเห็นประชาชนทุกคนมีรายได้ที่ดี โดยจะได้ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระจายความเจริญให้ทั่วถึง รวมทั้งพัฒนาพื้นที่บึงกาฬให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพราะบึงกาฬเป็นจังหวัดที่สวยงามมาก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการท่องเที่ยวที่สวยงาม ติดแม่น้ำโขง มีความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อบ้าน และในปีนี้ รัฐบาลจะมีการพิจารณาเพิ่มผลผลิตภาคการเกษตร โดยการจัดโซนนิ่งการเกษตร เพื่อจัดสรรพื้นที่ส่งเสริมการเพาะปลูกที่ให้ผลิตผลดีขึ้น ซึ่งจังหวัดบึงกาฬมีพื้นที่ปลูกยางพารามาก จึงอยากให้มีการพัฒนายางพาราควบคู่กับการแปรรูปยางพารา
นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวขอบคุณกลุ่มสตรีที่มีการตอบรับกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี พร้อมขอให้ชาวบึงกาฬอย่าลืมใช้สิทธิในกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองฯ กองทุนพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (SML) และกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลอยากให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเต็มที่ จะได้ช่วยกันสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างทั่วถึง และในตอนท้ายนายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำว่า ดีใจที่ได้มีโอกาสมาพบกับประชาชนชาวจังหวัดบึงกาฬ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จังหวัดบึงกาฬจะเชิญให้มาร่วมกิจกรรมของจังหวัดในโอกาสต่อไป
จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ ออกเดินทางต่อไปวัดอาฮงสิลาวาส ต.ไคสี อ.เมือง จ.บึงกาฬ โดยขบวนรถยนต์ เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “การเพิ่มทุนล้านใหม่ : เพื่ออาชีพ เพื่อรายได้ เพื่อครอบครัวอบอุ่น” พร้อมกับเป็นประธานในการทอดผ้าป่าและปล่อยปลาจำนวน 77,777 ตัวลงแม่น้ำโขงต่อไป
ทั้งนี้ จังหวัดบึงกาฬจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2554 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ โดยแยกการปกครองออกจากจังหวัดหนองคาย เนื่องจากเป็นท้องที่ติดต่อชายแดน ลักษณะภูมิประเทศเป็นแนวยาวเป็นเหตุให้การติดต่อราชการระหว่างอำเภอกับจังหวัดหนองคายเป็นไปด้วยความยากลำบาก ใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับทั้งวัน จึงจำเป็นต้องจัดระเบียบการปกครอง การรักษาความมั่นคง และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในท้องที่ขึ้นใหม่ โดยแยก อ.บึงกาฬ อ.เซกา อ.โซ่พิสัย อ.บุ่งคล้า อ.บึงโขลงหลง อ.ปากคาด อ.พรเจริญ และ อ.ศรีวิไล รวม 8 อำเภอ มาจัดตั้งเป็นจังหวัดบึงกาฬ มีพื้นที่ประมาณ 4,305 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,700,000 ไร่ อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อแบวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดนยาว 120 กิโลเมตร ทิศตะวันออกติดต่อ จ.นครพนม ทิศใต้ติดต่อ จ.สกลนคร และทิศตะวันตก ติดต่อ จ.หนองคาย ประชากรประมาณ 407,634 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่เพาะปลูกยางพาราประมาณ 800,000 ไร่ จากพื้นที่เกษตรกรรมทั้งจังหวัดประมาณ 1,600,000 ไร่ นอกนั้นมีนาข้าว 670,000 ไร่ และพืชอื่น ๆ รายได้ประชากรเฉลี่ยต่อคน ต่อปี 47,515 บาท
โดยนับตั้งแต่ตั้งจังหวัดมาจนปัจจุบัน ได้ใช้อาคารที่ว่าการอำเภอบึงกาฬเดิมเป็นศาลากลางจังหวัดชั่วคราว ไม่สามารถรองรับส่วนราชการได้เพียงพอ หน่วยงานจำนวนมากต้องเช่าอาคารพาณิชย์ หรือบ้านเรือน เป็นสถานที่ปฏิบัติราชการกระจัดกระจายกันอยู่ ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อราชการ และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทั้งภาครัฐและประชาชน ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและการบริการแบบเบ็ดเสร็จ กระทรวงมหาดไทยจึงจัดสรรงบประมาณจำนวนทั้งสิ้น 495,000,000 บาท ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555-2557 มาก่อสร้างศูนย์ราชการเป็นอาคารจัตุรมุข 4 ชั้น พื้นที่ใช้งานในอาคารรวม 15,552 ตารางเมตร มีลิฟต์โดยสาร 4 ตัว มีระบบรองรับผู้พิการเป็นทางลาดทั้งด้านหน้าและด้านหลังลิฟต์โดยสารสำหรับผู้พิการ ทั้งระบบเสียงพูดและอักษรเบลล์ที่ปุ่มกด มีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้และระบบบริหารพลังงานไฟฟ้า พร้อมหอประชุมขนาดความจุ 1,000 คน ในเนื้อที่ 464 ไร่ 3 งาน 24.8 ตารางวา โดยจะมีส่วนราชการอื่น ๆ เข้ามาสร้างอาคารสำนักงานพร้อมบ้านพักในโอกาสต่อไปด้วย เช่น ศาลจังหวัด สำนักงานอัยการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นต้น ทั้งนี้ ได้รับอนุญาตในการใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย และเริ่มดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2555 กำหนดแล้วเสร็จ เดือนสิงหาคม 2557
--------------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส รัตนมณี รายงาน
ณัฐวุฒิ ศรีสว่าง ถ่ายภาพ

