www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
นายกรัฐมนตรีสั่งการผู้ว่าฯสระแก้ว เร่งพัฒนาจังหวัดให้เป็นเมืองแห่งพลังงานสะอาด หวังเป็นต้นแบบเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

นายกรัฐมนตรีรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจชายแดนจังหวัดสระแก้ว

วันนี้ (30 มี.ค.56) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมจังหวัดทหารบกสระแก้ว อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พลตำรวจตรี ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจชายแดนจังหวัดสระแก้ว จากนายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้บริหารภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการเข้าร่วมรับฟัง

นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวบรรยายสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจชายแดนจังหวัดสระแก้วโดยสรุปว่า ในปี 2553 จังหวัดสระแก้วมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด 37,989 ล้านบาท มีอัตราการขยายตัวเท่ากับร้อยละ 4.06ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 69,091 บาท คิดเป็นลำดับที่ 8 ของภาคตะวันออก และเป็นลำดับที่ 51 ของประเทศ จังหวัดสระแก้วมีโครงสร้างเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับภาคการเกษตร โดยในปี 2553 มีมูลค่าเท่ากับ 10,601 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 (9,557 ล้านบาท) จำนวน 1,044 ล้านบาท สาขาการผลิตที่สำคัญคือ สาขาการเกษตรกรรมสาขาอุตสาหกรรม และการขายส่ง ขายปลีก ตามลำดับ มีพื้นที่การเกษตร2,340,093 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 52 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ข้าวนาปี มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน และปาล์มน้ำมัน ทำให้จังหวัดสระแก้วมีโอกาสในการแปรรูปอาหารสัตว์ และพลังงานทดแทนมากกว่าจังหวัดอื่นๆ มีการปลูกมันสำปะหลัง มากเป็นลำดับที่ 3 ของประเทศแต่ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแปรรูปเป็นพลังงานทดแทนและอาหารสัตว์ ซึ่งมีอยู่จำนวน 76โรงงาน จังหวัดจึงได้เน้นนโยบาย เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้เพียงพอต่อความต้องการของโรงงาน เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็น “ถิ่นพืชพลังงาน” โดยเร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรเพิ่มพื้นที่และเพิ่มคุณภาพและผลผลิตการปลูกมันสำปะหลังและอ้อยให้เพียงพอต่อความต้องการ เพื่อตอบสนองการกำหนดจุดยืนทางการพัฒนา(Positioning) ในการเป็น “เมืองแห่งพืชพลังงาน” (Energy Green City)

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วกล่าวว่า จังหวัดสระแก้วมีทำเลที่ตั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์เหมาะสมเป็นศูนย์กลางทางด้านการค้า การขนส่งเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ และประเทศในแถบอินโดจีน จึงกำหนดจุดยืนทางการพัฒนาเป็น “เมืองการค้าชายแดนและศูนย์กลางโลจีสติกส์” เพื่อเชื่อมโยงกับจุดยืนทางการพัฒนาของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง ที่จะก้าวสู่การเป็น “ประตูสู่การค้าโลก” (Gateway to the World) ซึ่งมีมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชามากสูงสุดจากทั้ง 7 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชา โดยในปี 2555 มีมูลค่าการค้าชายแดน รวมทั้งสิ้น 52,511.62 ล้านบาท(เป็นการส่งออก 45,859.46 ล้านบาท และนำเข้า 6,652.16 ล้านบาท) ได้ดุลการค้า39,207.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 จำนวน 13,329.43 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.02 สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ อะไหล่รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์สำหรับรถจักรยายนต์ อาหารสัตว์ สุกรมีชีวิต และปูนซิเมนต์ สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ มันสำปะหลัง เศษเหล็ก ไอโซแทงค์ เศษอลูมิเนียม และเศษทองแดงพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วกล่าวว่า ปัญหาที่สำคัญของจังหวัดสระแก้ว คือ 1.ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยเนื่องจากพื้นที่จังหวัดสระแก้วมีสภาพเป็นดินร่วนปนทรายไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเร็ว ประกอบกับมีแหล่งกักเก็บน้ำไม่เพียงพอ จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องได้รับการแก้ไขเนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ตั้งแต่ปี 2553 – 2555 เป็นต้นมา 2.ปัญหาผลผลิตและราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ 3.ปัญหาความแออัดในพื้นที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก 4. ปัญหาการบริหารจัดการตลาดโรงเกลือ 5.ปัญหาการเชื่อมต่อทางรถไฟไปยังประเทศกัมพูชา เนื่องจากประสบปัญหาประชาชนบุกรุกพื้นที่ และไม่ย้ายออกจากบริเวณทางรถไฟ ส่งผลให้การดำเนินการปรับปรุงเส้นทางเชื่อมต่อไปยังประเทศกัมพูชาล่าช้า และ 6.ปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติด ปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาทางด้านโอกาสทางการศึกษาของประชากรวัยเรียนในการศึกษาขั้นพื้นฐานปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินตามแนวชายแดน และปัญหาความไม่ชัดเจนของเส้นเขตแดนทิศทางการพัฒนาจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วกล่าวต่อไปว่า เพื่อให้การพัฒนาจังหวัดสระแก้ว บรรลุเป้าหมายการพัฒนา ตามวิสัยทัศน์ และจุดยืนในการพัฒนาให้เป็น “เมืองแห่งพืชพลังงาน” (Energy Green City) และ“เมืองการค้าชายแดนและศูนย์กลางโลจิสติกส์”(Border Trade & Logistics Center City) เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพยกระดับรายได้ คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในจังหวัดให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัดเพื่อขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ทั้งในประชาคมอาเซียน และประชาคมโลก จังหวัดสระแก้วจึงขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนจังหวัดสระแก้วให้เป็นไปตามทิศทางการพัฒนาดังกล่าว ดังนี้ 1.โครงการจัดสร้างศูนย์กระจายสินค้าพืชพลังงาน งบประมาณ 59,900,000 บาท 2.โครงการก่อสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตรอำเภอวังสมบูรณ์ งบประมาณ 25,000,000 บาท และ 3.โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตพืชพลังงาน (มันสำปะหลัง) งบประมาณ 17,590,280 บาท

พร้อมกันนี้ เลขาธิการ สศช. ได้กล่าวถึงแนวทางพัฒนาพื้นที่บริเวณจังหวัดสระแก้วว่า ต้องเร่งรัดพัฒนาพื้นที่บ้านหนองเอี่ยน ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ เป็นจุดผ่านแดนถาวรจัดตั้งสถานีขนถ่ายสินค้าและพัฒนาสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้และเชื่อมโยงพื้นที่สำคัญระหว่างไทย - กัมพูชา - เวียดนาม ใช้งบประมาณจำนวน 1,065 ล้านบาท

ภายหลังการรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจชายแดนจังหวัดสระแก้ว นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วที่จัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดได้อย่างชัดเจนตรงตามความต้องการของรัฐบาล พร้อมกล่าวแสดงความห่วงใยต่อปริมาณน้ำที่จะใช้ทำการเพาะปลูกพืชพลังงานของจังหวัด โดยได้สั่งการให้ กปอ.เข้ามาพัฒนาแหล่งน้ำและร่วมกับจังหวัดกำหนดพื้นที่โซนนิ่งในการปลูกพืชพลังงานเพื่อไม่ให้พืชพลังงานได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำ และสั่งการให้กระทรวงพลังงานเขามาพัฒนาจังหวัดให้เป็นเมืองแห่งพลังงานสะอาดอย่างครบวงจรให้เป็นจังหวัดต้นแบบด้านพลังงานสะอาดพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศต่อไป นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วไปศึกษาสินค้าในจังหวัดที่เป็นจุดเด่น นำมาเป็นสินค้า brand ไทย โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเข้ามาช่วยดูแลด้านฝีมือยกระดับสินค้าไทยเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศต่อไป

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางต่อไปยังด่านพรมแดนคลองลึก อำเภออรัญประเทศ เยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรพร้อมพบปะประชาชนที่มาให้การต้อนรับ ก่อนขึ้นรถรางเยี่ยมชมการค้าชายแดนด่านพรมแดนคลองลึก

-------------------------------------

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

นราวุธ รายงาน