วันนี้ (14 ก.ย.55) เวลา 17.00 น. ณ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ รับฟังบรรยายสรุปเรื่องสถานการณ์น้ำในภาพรวมของภาคใต้และการบรรยายสรุปการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยมีนายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนให้การต้อนรับ
นายประสิทธิ์ ชรินานนท์ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 15 กล่าวบรรยายสรุปเรื่องสถานการณ์น้ำในภาพรวมของภาคใต้ และสรุปโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาในเรื่องน้ำหลายประการ อาทิ เพื่อป้องกันการรุกตัวของน้ำเค็มไม่ให้ไหลเข้าแม่น้ำปากพนังและลำน้ำสาขาในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเกิดจากการสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ และประตูระบายน้ำอื่น ๆ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมและป้องกันไม่ให้น้ำเค็มรุกตัวเข้ามา เป็นแหลงเก็บกักน้ำจืดในช่วงฤดูฝนเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาอุกภัยในช่วงฤดูฝนให้กับพื้นที่การเกษตรและในบริเวณชุมชนเมือง เพื่อปรับปรุงระบบชลประทานเดิมและพัฒนาระบบชลประทานใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการและปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำจืดที่มีเพิ่มมากขึ้น โดยโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง กรมชลประทานและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาและกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานไว้ ในการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการฯ คือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังให้มีความกินดีอยู่ดี ดังเช่นราษฎรในท้องถิ่นอื่น ๆ ของประเทศ
โดยหลังจากที่ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชลประทานหลัก ๆ แล้วเสร็จ เป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังในระยะต่อไป คือปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ ด้านเศรษฐกิจและสังคมของราษฎรในพื้นที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้บรรลุตามพระราชประสงค์ที่จะให้โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ โดยหลักสำคัญของการพัฒนาแหล่งน้ำคือต้องดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาและรักษาสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความสมดุล การบริหารการฟื้นฟูและพัฒนาสิ่งแวดล้อม เป้าหมายเพื่อมุ่งเน้นการร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างสมดุล คืนความสมบูรณ์ผืนป่าต้นน้ำ ฟื้นฟูที่ดินเกษตรกรรม ดูแลรักษาพื้นที่ชายฝั่ง โดยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในทุก ๆ ด้าน ให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ ได้แก่ การสงวนอนุรักษ์ฟื้นฟูนิเวศลุ่มน้ำ การใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินและน้ำอย่างบูรณาการและยั่งยืน การควบคุมป้องกันมลพิษ และการมีส่วนร่วมของทุกภาค
นอกจากนั้น ได้มีการบริหารการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ โดยกำหนด 6 กรอบยุทธศาสตร์หลัก ในแผนแม่บทด้านการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ ให้สมดุลกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม เพื่อราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังได้มีความอยู่ดีกินดี สมดังพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน การปรับปรุงดินและแหล่งน้ำ มีการพัฒนาการผลิตตามศักยภาพของพื้นที่เป็น 6 เขต เน้นหนักการพัฒนาอาชีพได้แก่ เขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขตปลูกข้าวเพื่อการค้า เขตปลูกปาล์มน้ำมัน เขตปลูกข้าวเพื่อบริโภค เขตทำสวนผลไม้และยางพารา และเขตอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ โดยมีการจัดการพื้นที่เกษตรกรรมในทุก ๆ ด้านให้เหมาะสม อย่างครบวงจรผลสัมฤทธิ์ จากการบริหารจัดการน้ำ บังเกิดผลให้สามารถป้องกันการรุกตัวของน้ำเค็ม มีแหล่งน้ำจืดไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตรกรรม รักษาสิ่งแวดล้อมได้เต็มพื้นที่ ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับผลสัมฤทธิ์จากโครงการเห็นได้ชัดเจนจากการทำนาปรัง เพิ่มจาก 52,000 ไร่ เป็น 220,000 ไร่ ในปัจจุบัน สร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ ในช่วงฤดูแล้ง ไม่น้อยกว่า 950 ล้านบาทต่อฤดูกาล สำหรับในช่วงฤดูฝน เกษตรกรสามารถทำนาได้เต็มพื้นที่นาข้าว โดยมีน้ำสนับสนุนอย่างเพียงพอ ผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 – พ.ศ. 2552 ราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 27.74% สำหรับในปี พ.ศ. 2553 ราษฎรในพื้นที่มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น จากปี พ.ศ. 2552 ประมาณ 3.67% และเกษตรกรส่วนใหญ่มีความพึงพอใจเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมากในความกระตือรือร้นเอาใจใส่ช่วยเหลือราษฎรในทุก ๆ ด้าน
ภาพรวมของโครงการฯ ณ ปัจจุบัน เนื่องจากระบบชลประทานโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีแหล่งน้ำต้นทุนที่อยู่ต้นน้ำเฉพาะอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส ความจุ 80 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น นอกนั้นเป็นปริมาณน้ำที่เก็บกักไว้ตามแม่น้ำ และคลองธรรมชาติ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับระบบชลประทานส่วนใหญ่เป็นการขุดลอกคลองธรรมชาติ และคูชักน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร (พื้นที่ชลประทาน MD) อีกทั้งการระบายน้ำจากพื้นที่การเกษตรลงสู่แม่น้ำปากพนังปัจจุบันได้ใช้อาคารชลประทานเดิม ไม่ได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติม ทำให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำยังไม่ดีพอ การเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการจึงต้องดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งเพิ่มเติม โดย 1. การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกัก ด้วยการขุดลอกคลองระบายน้ำชะอวด-แพรกเมือง การขุดลอกหนองน้ำธรรมชาติ สระเก็บน้ำในไร่นาให้เกษตรกรเพิ่มเติม 2. การเพิ่มประสิทธิภาพการแพร่กระจายน้ำ โดยก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อสูบน้ำจากคลองสายหลักเข้าสู่คลองสายรอง สู่พื้นที่การเกษตรได้มากขึ้น 3. การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยการปรับปรุงขยายประตูระบายน้ำ และท่อระบายน้ำที่จะระบายจากพื้นที่การเกษตรลงสู่แม่น้ำปากพนังได้เร็วขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพ คลองระบายน้ำหน้าโกฏิ และประตูระบายน้ำคลองเสือหึง คลองระบายน้ำชะอวด-แพรกเมือง และประตูระบายน้ำแพรกเมือง
ภายหลังรับฟังการบรรยายสรุป นายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับประชาชนที่มารอต้อนรับว่า การลงพื้นที่วันนี้เพื่อมารับฟังการบรรยายสรุปโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยขอแสดงความชื่นชมต่อการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาในเรื่องน้ำที่เกิดขึ้น รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำเค็ม-น้ำจืด ที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเป็นผู้กำหนดระยะเวลาในการเปิดประตูระบายน้ำ ทำให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันได้ และสามารถใช้ประโยชน์น้ำได้ทั้งสองฝั่ง โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะได้ไปตรวจเยี่ยมชมการดำเนินงานของประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิด้วย
---------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
นราวุธ สักลอ / รายงาน
ณัฐวุฒิ ศรีสว่าง / ถ่ายภาพ

