www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
ผลการประชุม กรอ. ภูมิภาค ครั้งที่ 5/2555

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทาง เศรษฐกิจในภูมิภาค (กรอ.ภูมิภาค) ครั้งที่ 5/2555 เพื่อพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)

วันนี้ (18 มิ.ย. 55) เวลา 15.00 น. ณ ห้องออร์คิด บอล์ลรูม รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป จังหวัดชลบุรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (กรอ.ภูมิภาค) ครั้งที่ 5/2555 เพื่อพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์) รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายชุมพล ศิลปอาชา) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

 

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายปราโมทย์ ร่วมสุข ประธานคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดกลุ่มภาคตะวันออก หอการค้าไทย ได้ร่วมกันแถลงผลการประชุม ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

 

ที่ประชุมเห็นชอบข้อเสนอข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) รวม 5 เรื่อง และการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามมติ กรอ ภูมิภาค รวม 3 เรื่อง สรุปได้ดังนี้

 

1. ข้อเสนอมาตรการและกลไกเพื่อบูรณาการและเสริมสร้างความเข้มแข็ง พื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง (กกร.) ประกอบด้วย 2 เรื่อง (1) ข้อเสนอมาตรการระยะสั้น ประกอบด้วย

1) ข้อเสนอการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

2) ข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาความแออัดของเรือสินค้าที่ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และ

3) โครงการฟื้นฟูระบบขนส่งทางรางเพื่อขนสินค้าระหว่างพื้นที่ มาบตาพุดและแหลมฉบัง ภายใต้แนวคิด Green Logistics

 

มติ มอบหมายกระทรวงทรัพยากรฯ รับไปพิจารณาแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ตลอดจน มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรมประสานกระทรวงคมนาคมพิจารณาข้อเสนอ กกร. และแนวทางการแก้ไขปัญหาความแออัดของเรือสินค้าท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และรายงานครม. ทราบ รวมทั้ง มอบหมายกระทรวงคมนาคมรับข้อเสนอดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาค่าบริการระบบรางที่เหมาะสมและแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าในเส้นทางสายตะวันออก เพื่อให้สามารถจูงใจให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากการขนส่งทางถนนสู่รางได้ตามเป้าหมายต่อไป

 

(2)ข้อเสนอกลไกเพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการความปลอดภัยและกำกับภาวะฉุกเฉินในพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง

มติ มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงมหาดไทย รับไปพิจารณาจัดตั้งกลไกเฉพาะกิจดังกล่าว เพื่อบูรณาการแผนบริหารจัดการภัยพิบัติใน/นอกพื้นที่นิคมฯ และขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป

 

2. การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ (กกร.) ประกอบด้วย 3 เรื่อง

(1) การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางอากาศภาคตะวันออก โดยการ เร่งรัดการใช้สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง-พัทยา ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ

มติ มอบหมายกระทรวงคมนาคมศึกษาความเหมาะสมในรายละเอียดของการเปิดใช้สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง-พัทยา ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ ร่วมกับ อปท. และภาคเอกชน

(2) การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางระบบราง โดยการเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-ระยอง ให้แล้วเสร็จในปี 2560

มติ มอบหมายกระทรวงคมนาคม รับข้อเสนอดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของเส้นทางการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางภาคตะวันออกตามขั้นตอนต่อไป โดยขอให้เร่งรัดการจัดทำ

TOR ให้แล้วเสร็จเพื่อให้สามารถประกวดราคาโครงการภายใน ปี 2556

(3) การเร่งรัดขยายช่องจราจรทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 36 และ หมายเลข 317

มติ มอบหมายกระทรวงคมนาคมการจัดทำการศึกษาความเหมาะสมของเส้นทางที่ควรขยายช่องจราจรในภาพรวมให้เสร็จภายใน 3 สัปดาห์และเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

 

3. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน (กกร.) ประกอบด้วย 5 เรื่อง

(1) การขยายเวลาเปิดด่าน (ชั่วคราว/ถาวร) ถึงเวลา 22.00 น. และระบบการเข้า-ออก ด่านศุลกากร จ.จันทบุรี ตราด และสระแก้ว (เพื่ออำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้า) ด่านชาย

แดนไทย-กัมพูชา

มติ มอบหมายกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังไปศึกษารายละเอียดและวิเคราะห์ความเหมาะสมการขยายเวลาการเปิดจุดผ่านแดนฯ และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของทุกด่านที่มีมูลค่าการค้าสูงให้เป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

(2) การแก้ไขปรับปรุงผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชน จ.ระยอง (ปรับปรุงครั้งที่ 3)

มติ มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับเอกชนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อเสนอส่งให้กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณารายละเอียดการแก้ไขปรับปรุงผังเมืองรวมฯ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและสภาพแวดล้อมต่อไป

(3) โครงการสร้างห้องแช่เยือกแข็งผลไม้เพื่อเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าและส่งออกผลไม้ของภาคตะวันออก

มติ มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพประสาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทยและภาคเอกชนร่วมกันศึกษาความเหมาะสมและจัดทำข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการภายใน 1 เดือน และ นำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาต่อไป

(4) โครงการศึกษาแนวทางการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก (จ.ระยอง-ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-สมุทรปราการ)

มติ มอบหมายกระทรวงมหาดไทยร่วมกับ สศช. รับไปพิจารณารายละเอียดโครงการฯ เนื่องจากเป็นโครงการศึกษาแผนแม่บทที่ต้องใช้องค์ความรู้จากสถาบันการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.)

(5) โครงการพัฒนาเมืองศูนย์กลางกลุ่มจังหวัด "บูรพนา" ตามแนวทางการศึกษาผังอนุภาคของกรมโยธาธิการและผังเมือง

มติ มอบหมายกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ สศช. พิจารณาประโยชน์และความเหมาะสมของการพัฒนาเมืองศูนย์กลางกลุ่มจังหวัด "บูรพนา" ตามข้อเสนอ กกร. และ นำเสนอ ครม. ต่อไป

 

4. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วย 3 เรื่อง ได้แก่

(1) เร่งรัดการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2558 พื้นที่ภาคตะวันออก ที่ดำเนินการโดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ซึ่งมี 7 โครงการ)

มติ มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

1) ประสานหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนสำหรับโครงข่ายน้ำระหว่างอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่

2) ดำเนินการและนำเสนอ กบอ. สำหรับโครงการมาบหวายโสมและอ่างเก็บน้ำห้วยไข่เน่าเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

 

(2) โครงการจัดสร้างอาคารศูนย์ปฏิบัติการน้ำ (war room) ภาคตะวันออก

 

มติ มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1) ประสานกับ กบอ. บูรณาการจัดทำฐานข้อมูลร่วมและสามารถเชื่อมโยงไปยังส่วนกลาง 2) พิจารณาสถานที่จัดตั้ง War Room และความเหมาะสมในรายละเอียดข้อเสนอโครงการฯ

 

(3) โครงการก่อสร้างระบบส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล-โรงผลิตน้ำประปา ระยอง

มติ มอบหมายกระทรวงมหาดไทย รับไปพิจารณารายละเอียดข้อเสนอโครงการฯ โดยหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม

 

5. การส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการ (สทท.) ประกอบด้วย 3 เรื่อง

(1) ขอเร่งรัดการก่อสร้างถนนรอบเกาะช้างให้แล้วเสร็จ เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทางย้อนกลับทางเดิม

มติ มอบหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับไปศึกษาร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการก่อสร้างถนนรอบเกาะช้างช่วงบ้านบางเบ้า - บ้านสลักเพชร อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด น าเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ ครม. พิจารณาตามลำดับ

(2) ขอให้เร่งดำเนินการเพิ่มศักยภาพด้านทักษะการสื่อสารด้วยภาษาต่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหามัคคุเทศก์ต่างชาติลักลอบให้บริการในภาคตะวันออก

มติ มอบหมายกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และภาคเอกชน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพิจารณาการจัดทำหลักสูตรพัฒนาทักษะทางด้านภาษาของแรงงานให้ตรงตามความต้องการ ตลอดจนมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการจัดทำหลักสูตรพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษนอกเวลาราชการ และมอบหมายกระทรวงการคลังพิจารณามาตรการสร้างแรงจูงใจสำหรับภาคเอกชนผ่านระบบ CSR

(3) ขอให้นำเงินที่หักจากภาษีมูลค่าเพิ่มให้ท้องถิ่นที่โรงแรมตั้งอยู่เป็นรายได้ในการบำรุงท้องถิ่นโดยขอใช้เมืองพัทยาเป็นเมืองนำร่อง

มติ มอบหมายกระทรวงการคลัง รับไปศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมการให้นำเงินที่หักจากภาษีมูลค่าเพิ่มให้ท้องถิ่นที่โรงแรมตั้งอยู่เป็นรายได้ในการบำรุงท้องถิ่น โดยขอใช้เมืองพัทยาเป็นเมืองนำร่อง โดยให้ สทท. ร่วมดำเนินการด้วย

 

ประเด็นเพิ่มเติม: รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามมติ กรอ ภูมิภาค รวม 3 เรื่อง ดังนี้

1. การผลักดันการก่อสร้างท่าเทียบเรือเอนกประสงค์ คลองใหญ่ จ.ตราด ข้อเท็จจริง กรมเจ้าท่าจังหวัดตราด ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างท่าเทียบเรือเอนกประสงค์คลองใหญ่ มูลค่า 1,295 ล้านบาท (ปี พ.ศ. 2553-2555) แทนสะพานท่าเทียบเรือเดิมซึ่งเกิดการชำรุด แต่เนื่องจากบริเวณที่ก่อสร้างบางส่วนอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสนอ่อน-ป่าคลองใหญ่-ป่าคลองมะขาม อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ ซึ่งจะกระทำมิได้เพราะขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี และได้ถูกสั่งระงับการก่อสร้างทั้งหมดเป็นการชั่วคราว

มติ ที่ประชุมรับทราบ

 

2. ผลการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้าและเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 22 (22nd Japan-Thailand Joint Trade and Economic Committee Meeting

มติ ที่ประชุมรับทราบและมอบหมายให้ กกร. จัดส่งรายละเอียดให้ กระทรวงต่างประเทศ

 

3. การสนับสนุนกลไกดำเนินการของสมาคมขนส่งในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS-FRETA)

มติ ที่ประชุมรับทราบและมอบหมายกระทรวงคมนาคมโดยกรมการขนส่งทางบกเป็นหน่วยงานประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ ผลการประชุม กรอ. ภูมิภาค ครั้งที่ 5/2555 จะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (19 มิ.ย. 55)

**********************************

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก