www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อติดตามความคืบหน้าแผนพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง

นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อติดตามความคืบหน้าแผนพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง โดยกระทรวงคมนาคมยืนยันโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายไม่ ส่งผลกระทบท่าเรือแหลมฉบัง

วันนี้ (18มิ.ย.55) เวลา 11.30 น. ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในโอกาสเดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรี นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อติดตามความคืบหน้าแผนพัฒนาพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง โดยมีนายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมคณะผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับพร้อมรับชมวีดิทัศน์แนะนำภาพรวมของท่าเรือแหลมฉบัง

 

นายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ได้เปิดโอกาสให้จังหวัดชลบุรีทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพร่วมกับจังหวัดในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกในการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี นอกสถานที่อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ พร้อมกล่าวว่าจังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดที่มีบทบาทและมีศักยภาพต่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งมีความเหมาะสมต่อการลงทุนในภาคตะวันออกทางด้านอุตสาหกรรม เพราะเป็นภูมิศาสตร์ที่ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ นอกจากนั้นยังมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ เอื้ออำนวยต่อด้านการท่องเที่ยวและการทำการเกษตร รวมถึงเป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุดของประเทศและทันสมัยเป็นประตูสู่เศรษฐกิจโลก มีอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งผลิตสินค้าการเกษตรที่ได้มาตรฐานสากลบนเทคโนโลยีชั้นสูง มีสถานที่ท่องเที่ยวระดับนานาชาติ และมีระบบนิเวศในด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนซึ่งเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ในการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก เป็นต้น

 

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี รับฟังบรรยายภาพรวมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง ตะวันออก (Eastern Sea board) กับโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมทวายจาก นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้เสนอให้มีการขยายระบบขนส่งของท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 เพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต ซึ่งหากมีการดำเนินการ จะสร้างเสร็จในอีก 5 ปี เพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้า ได้ถึง 18.8 ล้านตู้คอนเทนเนอร์/ปี ใน อีก 20 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังเสนอเพิ่มเส้นทางคมนาคมโดยการขยายเส้นทางเข้า-ออกจากท่าเรือไปยังถนนสายหลัก การสร้างถนนสายหลักจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดโดยตรง สร้างเส้นทางรถไฟรางคู่จากท่าเรือแหลมฉบังเชื่อมต่อไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมปรับปรุงทางรถไฟรางคู่เส้นเดิมที่วิ่งไปยังท่าเรือคลองเตย และสร้างส่วนต่อขยายทางยกกระดับจากทางยกระดับบูรพาวิถีมายังท่าเรือแหลมฉบังและไปสุดที่พัทยา ซึ่งทั้งหมดใช้งบประมาณทั้งสิ้น 1.2 แสนล้านบาท เพื่อให้ระบบขนส่งมีศักยภาพมากขึ้นเนื่องจากวันนี้ท่าเรือแหลมฉบังถือเป็นขนส่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ถือเป็นประมาณการขนส่งถึง ร้อยละ 52 ของการขนส่งในประเทศ

 

ทางด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวยืนยันว่าโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมทวายซึ่งสินค้าเข้า-ออกนิคมอุตสาหกรรมทวายส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมหนัก เช่น อุตสาหกรรมถลุงเหล็กและถ่านหินจะไม่ส่งผลกระทบต่อท่าเรือแหลมฉบังที่เป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณรถยนต์ที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2554 มีอัตราเติบโต 3.46 เปอร์เซ็นต์ และส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ส่งออกทั้งสิ้น ขณะที่อัตราส่วนรถยนต์นำเข้าปี 2554 เป็น 6.55 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นรถยนต์ส่งออกถึง 93.45 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งเมื่อมีท่าเรือทวายแล้วประเทศไทยยังสามารถใช้ศักยภาพนี้ส่งสินค้าไปยังยุโรป ลดการพึ่งพาท่าเรือสิงคโปร์ที่แออัด ตลอดจนจะช่วยเพิ่ม GDP ของไทยให้โตขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดการค้าขายระหว่างประเทศมากขึ้น ทำให้ปริมาณสินค้าที่นำเข้าและส่งออกของประเทศไทยมากขึ้นตามไปด้วย และส่งผลให้ปริมาณสินค้าส่งออกและนำเข้าทางทะเลที่ใช้ท่าเรือแหลมฉบังขยายตัวมากขึ้น

 

ขณะที่ นายเฉลิมเกียรติ สลักคำ ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง นำเสนอข้อมูลแผนพัฒนาพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังว่า ได้พัฒนาระบบการผ่านพิธีการศุลกากรนำเข้าและออก ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ สู่ระบบการบริหารความเสี่ยงช่วยแยกระดับความเสี่ยง อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ พร้อมจัดหาเครื่องเอ็กซเรย์ 3 เครื่อง ตรวจสอบสารกัมมันตรังสี รองรับการนำเข้าส่งออก และการขนส่งทางรถไฟ ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2555 นอกจากจะรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ยังสามารถรองรับโครงการ Secure Freight Initiative (SFI)ของสหรัฐอเมริกา ที่มีกฎหมายกำหนดต้องสแกนตู้คอนเทนเนอร์ ร้อยละ 100 ที่จะส่งไปสหรัฐอเมริกา

 

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางโดยขบวนรถบัสของท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อตรวจเยี่ยมท่าเรือขนส่งรถยนต์ (ท่าเทียบเรือ A5) รวมทั้งได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมชมการปฏิบัติงานท่าเทียบเรือ ตู้สินค้า ณ ท่าเทียบเรือ B1 ก่อนออกเดินทางจากท่าเรือแหลมฉบัง ไปโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท โดยขบวนรถยนต์ เพื่อเป็นประธานการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 5/2555 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

-------------------------------------------------------------------

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก