วันนี้ (18 มิ.ย.55) เวลา 10.40 น. ที่ห้องจอมเทียน 9 โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช โฮเต็ล เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้นำเหล่าทัพและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเรื่องการให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมภัยพิบัติ รวมทั้งเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศจะเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา หรือ นาซ่า เข้ามาดำเนินการโครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภายในประเทศไทย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้ได้เห็นชอบในหลักการและมีข้อสรุปร่วมกันรวมสองเรื่อง คือ เรื่องแรก การให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมภัยพิบัติ หรือ Humanitarian Assistance Disaster Relief: HADR ที่ได้เริ่มต้นขึ้นโดยรัฐบาลชุดก่อน ที่มีแนวคิดจัดให้มีศูนย์ช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของฝ่ายไทยเนื่องจากเห็นว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติค่อนข้างที่จะรุนแรง ทั้งภัยสึนามิ ภัยจากแผ่นดินไหว และภัยร้ายแรงอื่นที่เกิดขึ้นและได้ทำลายชีวิตประชาชน ดังนั้นจึงมีแนวคิดให้มีการตั้งหน่วยงานเพื่อตอบสนองภัยพิบัติฉุกเฉินขึ้น ซึ่งที่ประชุมในวันนี้มีการหารือในเบื้องต้นว่าจะมีการจัดตั้งศูนย์ HADR ขึ้น ในรูปแบบที่ไม่เป็นศูนย์แบบถาวร ที่ศูนย์ฯ จะมีเจ้าหน้าที่ประจำตลอดเวลาในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ และจะมีขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐานสำหรับการปฏิบัติภารกิจให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมในกรณีที่เกิดภัยพิบัติในภูมิภาคให้ทันเหตุการณ์และรวดเร็วที่สุด โดยจะต้องมีการฝึกอบรมเพื่อปฏิบัติภารกิจการให้ความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจจะจัดเสริมจากการฝึกร่วมผสมคอบบร้าโกลด์ ซึ่งมีผู้แทนของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเข้าร่วมอยู่แล้ว เพื่อให้พร้อมรองรับการเข้าช่วยเหลือด้าน HADR ในกรณีที่มีภัยพิบัติในประเทศและภูมิภาคได้ สำหรับการให้การช่วยเหลือด้าน HADR เป็นการร่วมมือกับหลายประเทศหรือพหุภาคี ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ จะได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันพิจารณาอีกครั้ง
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันในเรื่องที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซ่า ที่จะมาสำรวจสภาพภูมิอากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้ส่งผลกระทบต่อการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ อันมีลักษณะเฉพาะของภูมิภาคนี้ เช่น ไต้ฝุ่น มรสุม เพื่อจะได้ข้อมูลละเอียดชัดเจนขึ้นเพื่อนำไปเทียบเคียงกับข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม โดยการขึ้นบินของเครื่องบินนาซาจะมีทั้งหมด 3 ลำ ขณะที่ฝ่ายไทยจะมีเครื่องบินของสำนักฝนหลวงและการบินเกษตรบินขึ้น 1 ลำ ซึ่งขณะที่บินขึ้นจะมีการถ่ายภาพถ่ายทางอากาศของดาวเทียมธีออส เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการเพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศชาติ ซึ่งการดำเนินการจะเริ่มระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายนนี้ นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะทำงานเพื่อตกลงในรายละเอียดและรูปแบบการทำงานร่วมกัน หลังจากที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว
" วันพรุ่งนี้คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาเรื่องนาซ่า ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา และวันพรุ่งนี้จะได้ข้อสรุปสำหรับประเด็นที่มีหลายฝ่ายบอกว่าจำเป็นต้องเข้ารัฐสภาเพื่อต้องผ่านมาตรา 190 วรรคสอง หรือไม่ ซึ่งทางคณะรัฐมนตรีจะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความด้วย ขณะที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าในเรื่องของนาซ่าไม่เข้าข่ายในมาตรา 190 วรรคสอง แต่เป็นมาตรา 190 วรรคหนึ่ง คือต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าว
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า เรื่องความร่วมมือกับนาซ่าเป็นความร่วมมือทางวิชาการ เป็นเรื่องทางวิชาการ ไม่เกี่ยวกับการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น และนาซ่าได้ดำเนินการกับทางจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ในเรื่องเดียวกันนี้มาแล้ว ดังนั้นอย่าไปตกใจและยืนยันว่าเรื่องนี้ประเทศไทยได้ประโยชน์อย่างมาก โดยการสำรวจของนาซ่านั้น ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างกรณีน้ำท่วม จะได้เรียนรู้เรื่องฝน เรื่องเมฆ ซึ่งไทยไม่มีความรู้ และยังได้รับความรู้เรื่องของฝุ่นละอองขนาดเล็กในประเทศไทย ที่เกิดจากการเผาป่า เผาไร่ ซึ่งจะเป็นผลต่อทัศนวิสัยทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน รวมทั้งมีผลต่อคุณภาพอากาศที่ไม่เป็นปกติ และเป็นส่วนเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน จึงเป็นการได้เรียนรู้ทางวิชาการไม่เกี่ยวกับความมั่นคง แต่เพื่อให้เกิดความสบายใจ ทางรัฐบาลจะได้ตั้งคณะทำงานโดยตนจะเป็นประธานคณะทำงานในเรื่องนี้ และจะมีเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายวิชาการร่วมกันพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง ส่วนเหตุผลที่ต้องใช้สนามบินอู่ตะเภา นั้น มี 3 ประการ ได้แก่ 1. ดาวเทียมยุทธศาสตร์อยู่ใกล้บริเวณศรีราชา จึงต้องใช้สนามบินอู่ตะเภาซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน 2. การตรวจฝุ่นละออง เมฆ ส่วนใหญ่จะสำรวจพื้นที่ที่อยู่บริเวณทะเล และ 3. การใช้เครื่องบินจำเป็นต้องใช้ทางวิ่งที่ยาวมาก จึงต้องใช้สนามบินอู่ตะเภา
ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า สำหรับข้อกังวลที่เกรงว่าจะกระทบความมั่นคงนั้น กองทัพอากาศจะมีส่วนในการตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะนำขึ้นบินสำรวจ อีกทั้งก่อนการดำเนินโครงการ จะมีการดูในเรื่องขั้นตอนปฏิบัติ ที่ต้องมากำหนดร่วมกัน ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีการเอาทหารเข้ามา เป็นเรื่องของภัยพิบัติโดยตรง
--------------------------------------------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส รัตนมณี รายงาน / ฐานันดร์ นาคยุติ ถ่ายภาพ

