www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่สิงห์บุรี ตรวจโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำพระงามแห่งใหม่-ประตูระบายน้ำลำชวด (12/6/2012)

นายกรัฐมนตรีและคณะ ติดตามการเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยวันที่ 2 ตรวจเยี่ยมพื้นที่รับน้ำนอง ที่ประตูระบายน้ำพระงามใหม่-ประตูระบายน้ำลำชวด อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี

วันนี้ (12 มิ.ย.55) เวลา 15.00 น. ที่ประตูระบายน้ำพระงามแห่งใหม่ หมู่ที่ 3 ต.พระงาม อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางมาตรวจเยี่ยมพื้นที่รับน้ำนองในเขตสำนักชลประทานที่ 12 ระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ซึ่งเป็นภารกิจแรกในวันที่สองของการเดินทางมาติดตามการเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ปลายน้ำ กลางน้ำ และต้นน้ำ ของนายกรัฐมนตรีและคณะ ระหว่างวันที่ 11-14 มิถุนายน 2555 โดยมี นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน นายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายดรงค์ภัทร สมตน ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 12 ให้การต้อนรับ

 

ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 12 ได้กล่าวบรรยายสรุปถึงความคืบหน้าการก่อสร้างประตูระบายน้ำพระงามใหม่ ว่า โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำพระงามใหม่ เป็นประตูระบายน้ำที่อยู่ใกล้ประตูระบายน้ำพระงามเดิม ที่ก่อนหน้านี้ถูกน้ำท่วมพังเสียหาย ทำให้น้ำทะลักท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ 3 จังหวัด คือ สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา โดยประตูระบายน้ำพระงามใหม่ มีระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 180 วันขณะนี้เหลือเวลาอีก 50 วันจะดำเนินการแล้วเสร็จ มีขนาด 6 คูณ 6 เมตร จำนวน 3 ช่องบานระบายน้ำ มีความยาว 90 เมตร ใช้งบประมาณในการดำเนินการ 145,078,800 บาท ตั้งอยู่บริเวณกลางคลองกระทุ่มโพรง ซึ่งเป็นคลองเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำน้อย จะทำหน้าที่รับปริมาณน้ำที่ระบายจากประตูระบายน้ำลำชวดเพื่อระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ในฤดูน้ำหลากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีระดับสูงมากแล้วจะไหลเข้าสู่แม่น้ำน้อย ซึ่งประตูระบายน้ำพระงามใหม่จะทำหน้าที่เป็นอาคารป้องกันไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรใน อ.พรหมบุรี อ.ท่าช้าง อ.ค่ายบางระจัน อ.เมืองสิงห์บุรี อ.โพธิ์ทอง อ.วิเศษชัญชาญ อ.เมืองจังหวัดอ่างทอง และพื้นที่ตอนล่างในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผักไห่ รวมมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 2 แสนไร่

 

ภายหลังรับฟังการบรรยายสรุป นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมพื้นที่งานโครงการประตูระบายน้ำพระงามใหม่ก่อนให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัยขณะนี้ ว่า สถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วง เป็นการท่วมแบบฉันพลันจากปริมาณน้ำฝน ไม่มีปัญหาจากประตูน้ำ เพราะประตูน้ำหลัก ๆ ซ่อมแซมเสร็จแล้ว คงเหลือแต่ประตูน้ำในจุดเล็ก ๆ ซึ่งได้สั่งการให้หน่วยงานส่วนท้องถิ่นลงพื้นที่สำรวจคันกั้นน้ำ ให้มีความแข็งแรง รองรับปริมาณน้ำฝนได้ สำหรับการปล่อยน้ำออกจากเขื่อน รัฐบาลบริหารจัดการโดยดูหลักความสมดุลตามความเหมาะสม ควบคู่กับปริมาณน้ำฝน พร้อมกับได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในเรื่องการระบายน้ำให้ดูในเรื่องการขาดแคลนน้ำ เรื่องอุทกภัยทางการเกษตร และยืนยันว่าในปีนี้จะสามารถระบายน้ำที่ท่วมขังนานได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะมีพื้นที่รองรับน้ำเพิ่มขึ้น มีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ มีการเตรียมพร้อมในการรองรับสถานการณ์ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมชลประทานกำจัดผักตบชวาในลำคลองเพื่อไม่ให้กีดขวางการไหลของน้ำด้วย

 

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางต่อไปที่ประตูระบายน้ำลำชวด ตำบลพระงาม อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งประตูระบายน้ำลำชวด มีขนาด 3 คูณ 6 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 238 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใช้ประโยชน์ในการระบายน้ำจากคลองระบายน้ำใหญ่ แม่น้ำน้อย 2 ออกสู่แม่น้ำน้อย และแม่น้ำเจ้าพระยา โดยนายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมพื้นที่รับน้ำนองประตูระบายน้ำลำชวด สำหรับประตูระบายน้ำลำชวดใช้งบประมาณการก่อสร้าง 12 ล้านบาท มีขนาดความยาว 1.6 กิโลเมตร ความสูง 1.50 เมตร ด้านเหนือของประตูฯ สามารถรับน้ำได้ประมาณ 1.7 แสนไร่ ด้านใต้รับน้ำได้ 1.4 หมื่นไร่

 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณกรมชลประทานและจังหวัดที่ทำร่วมกัน เพราะตรงนี้ถือว่าเป็นแหล่งน้ำใหญ่ที่ต้องบริหารร่วมกัน 3 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท และสิงห์บุรี ดังนั้นจึงมีข้อห่วงใยคือการสื่อสารชี้แจงประชาชนให้เข้าใจเมื่อเกิดอุทกภัย รวมถึงให้ดูแลการเก็บเกี่ยวข้าว ผลผลิตทางการเกษตรให้ทัน รวมทั้งดูความพร้อมของรอยเชื่อมถนนในการสัญจรเมื่อน้ำมา โดยขอฝากให้กระทรวงมหาดไทย กรมชลประทาน และหน่วยงานส่วนท้องถิ่น ได้ซ้อมระบบเตือนภัยและวิธีการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ พร้อมสร้างเครือข่ายการประสานในพื้นที่ รวมทั้งมอบหมายให้หัวหน้ากลุ่มจังหวัดที่มีปัญหาเรื่องอุทกภัย ได้มีการเรียกประชุมเพื่อเตรียมหามาตรการดูแล บริหารจัดการให้มีการลงพื้นที่ให้ใกล้ชิดกับประชาชนด้วย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ทำแบบจำลองสถานการณ์ในคอมพิวเตอร์เพื่อหาแนวทางแก้ไขและวิธีป้องกันเมื่อเกิดอุทกภัยด้วย

 

โดยพื้นที่รับน้ำจุดนี้แบ่งเป็นพื้นที่ 10 ทุ่ง ได้แก่ 1. ทุ่งสรรพยา 2. ทุ่งอินทร์บุรี 3. ทุ่งบางกระบือ 4. ทุ่งโรงช้าง 5. ทุ่งชัณสูตร 6. ทุ่งพิกุลทอง 7. ทุ่งไชโย 8. ทุ่งบางพลับ 9. ทุ่งไผ่ดำพัฒนา และ 10. ทุ่งโคกช้าง รวมเป็นพื้นที่รับน้ำ 265,977 ไร่ สามารถจุน้ำได้ประมาณ 523 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยในส่วนของประตูพระงามจะทำหน้าที่ระบายน้ำนอง 10 ทุ่งตอนบน โดยใช้ประตูลำชวดทำการควบคุมปริมาณน้ำ และเมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวแล้วจะใช้รับน้ำกรณีน้ำหลากตั้งแต่ชัยนาทเข้ามาสู่ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำหากน้ำล้นเกินกว่าเส้นทางหมายเลข 309

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางต่อไปยังอำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี โดยขบวนรถยนต์ เพื่อตรวจความก้าวหน้าในการขุดลอกแม่น้ำน้อย ที่วัดโพธิ์ชนไก่ ตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี


-------------------------------------------------------

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

นราวุธ สักลอ รายงาน

ณัฐวุฒิ ศรีสว่าง/ธวัชชัย คุ้มคลองโยง ถ่ายภาพ