www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
ตึกไทยคู่ฟ้า

ตึกไทยคู่ฟ้า

 

ตึกไทยคู่ฟ้าเป็นตึกใหญ่ ที่มีความงามด้านสถาปัตยกรรมและมัณฑนศิลป์ที่เป็นเอกหลังหนึ่งของอาคารในประเทศไทย นับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันมีค่ายิ่ง สมควรจะอนุรักษ์ไว้ให้อยู่ในสภาพเดิมทุกประการ

 

รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบเวนีเชี่ยนโกธิค (Venetian Gothic) จะเห็นได้จากเครื่องประดับ โค้งประตู หน้าต่าง กำแพงภายนอกและภายใน โดม หัวเสา ขอบระเบียงเชิงหลังคา ซึ่งมีแบบอย่างจากวังคาโดโรที่นครเวนิส ในสมัย ค.ศ. 1309-1424 อาจจะเป็นด้วยว่าที่ตั้งของอาคารนี้มีคลองล้อมรอบถึง 4 ด้าน คล้ายกับเวนิส (ปัจจุบันนี้เห็นคลองเพียง 3 ด้าน เพราะด้านเหนือ ถมทำเป็นถนนพิษณุโลก) สถาปนิกจึงได้นำลักษณะสถาปัตยกรรมเวนีเชี่ยนโกธิค มาใช้กับอาคารหลังนี้ ซึ่งนับว่ามีความเหมาะสม เป็นอย่างยิ่ง

 

ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อเป็นของรัฐบาลในตอนแรกนั้น ตัวตึกยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ตามที่นายช่างได้ออกแบบไว้ แต่ก็มีประโยชน์ ใช้สอยได้มากพอสมควร ขอนำรายละเอียดเกี่ยวกับการก่อสร้างมาชี้แจงให้ทราบบ้างดังนี้

 

รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบเวนีเชี่ยนโกธิค (Venetian Gothic) จะเห็นได้จากเครื่องประดับ โค้งประตู หน้าต่าง กำแพงภายนอกและภายใน โดม หัวเสา ขอบระเบียงเชิงหลังคา ซึ่งมีแบบอย่างจากวังคาโดโรที่นครเวนิส ในสมัย ค.ศ. 1309-1424 อาจจะเป็นด้วยว่าที่ตั้งของอาคารนี้มีคลองล้อมรอบถึง 4 ด้าน คล้ายกับเวนิส (ปัจจุบันนี้เห็นคลองเพียง 3 ด้าน เพราะด้านเหนือ ถมทำเป็นถนนพิษณุโลก) สถาปนิกจึงได้นำลักษณะสถาปัตยกรรมเวนีเชี่ยนโกธิค มาใช้กับอาคารหลังนี้ ซึ่งนับว่ามีความเหมาะสม เป็นอย่างยิ่ง

 

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ขึ้นที่พระราชวังดุสิตใน พ.ศ. 2451 นั้น มีนายช่างต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิตาเลียนร่วมด้วยหลายคน ที่สำคัญก็มี นายคาร์โล อัลเลกรี นายเอ โจวันนี กอลโลเป็นวิศวกร นายอันนิบาเล ริก็อตตี นายแอร์โคเล มันแฟรดี (หรือเอกฤทธิ์ หมั่นเฟ้นดี) นายมาริโอ ตามาญโย เป็นสถาปนิก นายคาร์โล ริโกลี และนายวิตโตริโอ โนรี เป็นมัณฑนากร แต่การก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ไม่ทันสำเร็จก็สิ้นรัชกาล ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจนสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2458 และในระยะ ที่สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ให้ พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ สร้างบ้านนรสิงห์ขึ้นด้วย โดยให้ช่างชาวอิตาเลียนชุดที่สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมนั้นเองเป็นผู้ออกแบบ และ เป็นผู้สร้าง แต่การสร้างยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ โดยเฉพาะตึกไกรสร (ตึกไทยคู่ฟ้า) เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ สวรรคต นายช่างชาวอิตาเลียนกลับประเทศหมดจนถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีและย้ายสำนักนายกรัฐมนตรี มาอยู่ที่นี่ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น จึงได้มอบให้ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี (นามเดิม Corrado Feroci) ชาวนครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี รับราชการอยู่กรมศิลปากร นำนักเรียนโรงเรียนศิลปากร แผนกช่าง (ภายหลัง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สนับสนุน ให้ยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร มีศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นคณบดีคนแรก) มาดำเนินการปรับปรุงต่อเติมและตกแต่ง ต่อจนสำเร็จเรียบร้อยดังเช่นที่เห็นในปัจจุบัน ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เข้ามารับราชการที่กรมศิลปากร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ที่ได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาลประเทศอิตาลีจากจำนวนช่างทั้งหมด 200 คน ทั้งนี้เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการช่างปั้นฝีมือยอดเยี่ยมมาสร้างงานประติมากรรมในประเทศไทย ผลงานของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอันมากปัจจุบันผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมอันยอดเยี่ยม ของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี มีให้เห็นอยู่ทั่วประเทศไทย

ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี

 

ตึกไทยคู่ฟ้าสมัยที่ยังเป็นบ้านนรสิงห์แม้จะยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ ท่านเจ้าของบ้านก็ได้ใช้บางส่วนของตึกเป็นที่พักอาศัย ชั่วครั้งชั่วคราว และจัดงานอันมีเกียรติ เช่น งานเลี้ยงรับรองฯ งานฉลองต่าง ๆ งานเกี่ยวกับวันสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณชั้นล่างตรง หน้าบันไดขึ้นสู่ชั้นสอง เคยใช้เป็นที่แสดงละคร เช่น เรื่องวิวาห์พระสมุทร ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น โดยใช้ผนังด้านหลังของบันไดเป็นฉาก ไปในตัวด้วย หากมีผู้แสดงและผู้ชมเป็นจำนวนมากก็ใช้สนามหญ้าเป็นสถานที่จัดงานร่วมด้วยได้เล่าเรื่องของตึกไทยคู่ฟ้าเกี่ยวกับการก่อสร้างมาพอควรแล้ว จะขอนำท่านชมตึกไทยคู่ฟ้าทั้งภายนอกและภายในต่อไป

 

 

ทรวดทรงภายนอกด้านหน้าของตึกไทยคู่ฟ้าโดยส่วนรวม เป็นตึก 2 ชั้น แต่ตรงมุมด้านทิศใต้ได้สร้างตอนบนเพิ่มขึ้น เสมือนเป็นตึก 3 ชั้น โดยที่ชั้น 3 ช่องต่าง ๆ ไม่มีบานหน้าต่างติดและไม่มีหลังคา ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดสมดุลกับมุมอาคารทางทิศเหนือ ซึ่งทำเป็นห้องหลังคาโดม สูงพ้นระดับทั่วไปของอาคารตามทฤษฎีการออกแบบสถาปัตยกรรมในสมัยนั้น

 

 

ด้านทิศตะวันตกมีบันไดขึ้นจากภายนอกอาคารและส่วนที่ต่อเติมขึ้นภายหลังยื่นมาภายนอกอาคาร วัสดุที่ใช้ภายนอกอาคารโดยทั่วไปเป็นหินล้างพิเศษให้เกิดรูพรุนเล็ก ๆ ที่กำแพง และบัวปูนต่าง ๆ ผนังภายนอกบางส่วน ได้ทาสีคล้ายสีกำแพงหินอ่อนสีกุหลาบของวังคาโดโร ที่นครเวนิส ดูกลมกลืนและงามประณีตเป็นอย่างยิ่ง แผนผังพื้นอาคารเป็นรูปเกือกม้าโดยมีห้องต่าง ๆ อยู่ตรง 2 ปีกต่อเชื่อมด้วยห้องบันไดใหญ่ตรงกลางภายใต้เพดาน โดมแบบวัสดุที่ใช้ภายนอกอาคารโดยทั่วไปเป็นหินล้างพิเศษให้เกิดรูพรุนเล็ก ๆ ที่กำแพง และบัวปูนต่าง ๆ ผนังภายนอกบางส่วน ได้ทาสีคล้ายสีกำแพงหินอ่อนสีกุหลาบของวังคาโดโร ที่นครเวนิส ดูกลมกลืนและงามประณีตเป็นอย่างยิ่ง

 

 

ชั้นล่างอาคารยกสูงจากระดับพื้นดิน 1.75 เมตร ตรงกลางด้านหน้ามีซุ้มยื่นออกมากันแดดฝนคลุมพื้นที่จอดรถ ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของถนนล้อมรอบสนามวงกลมข้างหน้า โดยส่วนที่โอบมาถึงตรงซุ้มสูงขึ้นจากระดับพื้นดินประมาณ 1.25 เมตร (หมายความว่า เมื่อลงจากรถแล้วต้องเดินขึ้นบันไดตึกอีก 50 ซม. หรือ 3 ชั้น) จากพื้นซุ้มที่จอดรถ มีบันไดลงมาสู่สนามหญ้าวงกลม 7 ขั้น นอกจากจะมีประโยชน์ใช้สอยแล้ว ยังเพิ่มความสง่างามให้กับ อาคาร ทั้งได้ใช้เป็นที่ขึ้นลงในงานพิธีต่าง ๆ โดยไม่ต้องเดินอ้อม

 

 

ยอดตึกมีขอบระเบียงเชิงหลังคาทำเป็นลวดลายโดยติดตราสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ได้นำแบบอย่างมาจากขอบระเบียง ของวังคาโดโรที่นครเวนิส

 

 

ซุ้มประตูหน้าต่างชั้นล่างเป็นโค้งปูนปั้น ลวดลายโกธิค ส่วนชั้นบนเป็นเสากลมมีลวดลายโกธิคที่วิจิตรพิสดารกว่า ลวดลาย เหล่านี้ถอดแบบมาจากซุ้มประตูหน้าต่างของวังคาโดโรเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปประตูหน้าต่างด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ชั้นล่างเป็นแบบโค้งแหลมบนหัวเสาบน มีลูกกรงดอกเหลี่ยมตอนล่าง ส่วนชั้นบนเป็นแบบโค้งแหลม บนหัวเสากลม เหนือโค้งเป็นช่องแสงลายดอกไม้อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม มีลูกกรงเป็นเสาเล็ก ๆ รับคานเล็ก อยู่ตอนล่างโดยตลอด

 

 

เพื่อไม่ให้อาคารดูเรียบจนเกินไปสถาปนิกได้เน้นส่วนด้านหน้าด้วยมุขต่าง ๆ ตรงมุมและบางส่วนของอาคาร เช่น มุมตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นห้องกลมยื่นออกมาจากผนัง หน้าต่างส่วนล่างและส่วนบนยังคงลักษณะของหน้าต่างทั่วไป เป็นแต่ว่าได้เพิ่มลวดลายมากขึ้น คือระหว่างหน้าต่างชั้นล่างเพิ่มลูกฟักปูนปั้น ระหว่างหน้าต่างชั้นบนเพิ่มกลุ่มเสาบัวลวดลาย กรอบบัว ลวดลายตกแต่งเหนือช่อง และบัวปลายแหลม ตอนส่วนยอดหลังคาห้องกลมนี้เป็นโดมคอนกรีตปิดโมเสกสีทอง ตรงกลางทางเข้า ได้ยกขอบระเบียงเชิงหลังคาให้สูงขึ้น เพิ่มหน้าต่างที่มีระเบียงยื่นออกมาข้างละช่อง ตรงสองข้างของ หน้าต่างใหญ่มีซุ้มที่จอดรถยื่นออกมา ประกอบด้วยโค้งกลมและโค้งแหลมเน้นทางเข้า

 

มุมตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นหอคอยสี่เหลี่ยมยื่นออกมาเล็กน้อยจากผนังส่วนอื่น มีความสูงเท่ากับอาคาร 3 ชั้น ที่ชั้น 3 ไม่มี บานหน้าต่างและไม่มีหลังคาคลุม เข้าใจว่า เพื่อให้เกิดสมดุลกับห้องโดมทางมุมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามทฤษฎีศิลปะแบบโกธิค โดยไม่มีประโยชน์ใช้สอย ติดกับหอคอย 3 ชั้นนี้ มีหอแปดเหลี่ยมเล็กรับเสาธง สูงพ้นขึ้นมาจากยอดส่วนบนของหอแปดเหลี่ยม เป็นบัว ปูนปั้นเรียวขึ้นรับเสาธงอย่างงดงาม

 

มุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือแทนที่จะปล่อยให้เป็นมุมฉาก เช่นตึกทั่วไป สถาปนิกได้ลบมุม ทำให้เกิดเป็นช่องหน้าต่าง 1 ช่องตรงมุมแทนและเกิดเป็นหลังคามุขย่อยเกาะกับผนังทแยงมุมขึ้น สร้างความแปลกตาที่เหมาะเจาะลงตัวเป็นอย่างดี

 

 

ด้านทิศตะวันตก สร้างเป็นห้องบันไดเวียนเล็ก ผนังภายนอก 8 เหลี่ยมหลังคาโดมป้าน ส่วนล่างมีประตูทางเข้าแสดงให้เห็น ว่าเป็นทางบริการของอาคาร คือ เข้าจากระดับพื้นดินหน้าต่างตอนบนเป็นแบบโค้งแหลมมีเสาเกลียวประดับ 2 ด้าน และช่องแสงลายดอกไม้ตอนบนหน้าต่างปลายอาคารด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ได้รับการออกแบบให้ผนังกำแพงเอียงขนานกับกำแพงโค้ง ภายในของห้องสีงาช้าง (คือ ผนังแต่ละผนังเป็นส่วนหนึ่งของรูปสิบสองเหลี่ยมด้านเท่า)

 

ด้านทิศใต้ มีห้องโถงทางเข้าเล็ก ลักษณะเดียวกับห้องบันไดเวียนเล็กทางทิศตะวันตก คือ มีหลังคาโดมป้าน และหน้าต่าง ชั้นบนพร้อมกับเครื่องประดับมีลักษณะเช่นเดียวกัน เพียงแต่ทางเข้าชั้นล่างต้องขึ้นบันไดจากภายนอก มุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือแทนที่จะปล่อยให้เป็นมุมฉาก เช่นตึกทั่วไป สถาปนิกได้ลบมุม ทำให้เกิดเป็นช่องหน้าต่าง 1 ช่องตรงมุมแทนและเกิดเป็นหลังคามุขย่อยเกาะกับผนังทแยงมุมขึ้น สร้างความแปลกตาที่เหมาะเจาะลงตัวเป็นอย่างดี

 

หลังคาของตึกไทยคู่ฟ้าเป็นหลังคาคลุมและมุงด้วยกระเบื้องสี่เหลี่ยมหน้าวัวสีอิฐ ตามขอบระเบียงทำเป็นลายปูนปั้นรูปตรา สำนักนายกรัฐมนตรีสูงต่ำสลับกัน ซึ่งเป็นลักษณะโดยเฉพาะของสถาปัตยกรรมเวนีเชี่ยนโกธิค อย่างไรก็ตาม ตรงระเบียงหลังคาด้าน หน้าของตึก มีแท่นประดิษฐานรูปปั้นพระพรหม หน้าตักประมาณ 24 นิ้ว มีกำแพงเตี้ย ๆ แบบคลาสสิคบังฐานอยู่ข้างหน้า รูปปั้นพระพรหม องค์นี้ลักษณะ 4 พระพักตร์ 4 พระกร จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็นผู้ริเริ่มให้จัดสร้างขึ้นโดยกรมศิลปากร เป็นผู้ปั้น และหล่อเป็นโลหะสัมฤทธิ์ แต่ได้อัญเชิญประดิษฐานบนแท่นในสมัยจอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2507 ต่อมาสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รับงบประมาณปรับปรุงตึกไทยคู่ฟ้า และได้จัดสร้างซุ้มทิศใหม่ให้สูงขึ้นและ สง่างามขึ้นกว่าเดิม การทำพิธีมีขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 เวลา 9.09 นาฬิกา

 

 

ก่อนที่จะเข้าชมภายในตึกไทยคู่ฟ้า มีข้อที่น่าสังเกตอยู่ข้อหนึ่งเกี่ยวกับสิ่งตกแต่งภายนอกรอบตึก กล่าวคือ เมื่อเดินดูรอบ ๆ แล้ว จะเห็นสิ่งหนึ่งคือ ปูนปั้นเป็นรูป "หัวไก่" แค่คอบ้าง ครึ่งตัวบ้าง ประดับอยู่ตามใต้กรอบหน้าต่างเหมือนกับเป็นเครื่องหนุนคาน หน้าต่างทุกบาน และตามปลายรางน้ำที่ระบายน้ำฝนจากหลังคาลงสู่พื้นชั้นล่างทุกราง แม้ปลายคานรับระเบียงก็ประดับด้วยหัวไก่เช่นเดียวกัน เรื่องนี้ มีบางท่านให้ความเห็นว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม สั่งให้ทำเป็นหัวไก่ เมื่อมีการปรับปรุงตึกไทยคู่ฟ้า เพราะท่านเกิดปีระกา แต่มีหลาย ท่านซึ่งเคยอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านนรสิงห์ยืนยันว่า เดิมก็เป็นรูปหัวไก่ไม่ใช่ของทำใหม่ เพราะคุณหญิงประจวบฯ ภริยาของท่านเจ้าของบ้าน เกิดปีระกา

 

 

ชั้นล่างของตึกพื้นเป็นหินอ่อนทั้งหมด ตรงกลางเป็นห้องโถงกว้างมีบันไดหินอ่อนเวียนขึ้น 2 ข้าง เมื่อเดินไปทางซ้ายมือจะพบตู้สมัยโบราณตั้งเครื่องเคลือบลายครามสมัยโบราณ งามล้ำค่า ผ่านตู้นี้เข้าไปจะมีห้องพักแขกของนายกรัฐมนตรี เรียกชื่อว่า "ห้องโดมสีทอง" สำหรับใช้เป็นห้องพักแขกก่อนที่จะเข้าห้องรับรอง สีงาช้างซึ่งอยู่ด้านหน้าทางขวามือของห้องนี้ เพดานห้องโดมสีทองเป็นรูปโค้ง เขียนลวดลายหลากสี ห้องนี้เป็นชั้นล่างของหอคอยทิศใต้ ของตึกไทยคู่ฟ้าดังกล่าวมาแล้ว

 

ส่วนห้องรับแขกเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีนั้น เรียกชื่อว่า "ห้องรับรองสีงาช้าง" ห้องนี้มีความกว้างยาวแบ่งออกเป็น สองช่วง ช่วงแรกใช้เป็นที่รับแขกและลงนามสำหรับอาคันตุกะและผู้นำสำคัญทางการเมือง ส่วนทางผนังด้านเหนือมีภาพเขียนรูปสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชชนช้างกับพระมหาอุปราชาที่ดอนเจดีย์ ถัดต่อจากช่วงนี้เข้าไปมีพระบรมรูปเขียนสีน้ำมันของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ประทับยืนพระหัตถ์ทรงพระแสงดาบ อยู่ในกรอบไม้แกะสลักปิดทองคำเปลว งดงามมากติดอยู่กับผนังด้านตรงหน้ามองเห็นได้ชัด ผู้วาดภาพนี้คือนางปราณี นิ่มเสมอ ข้าราชการและศิลปินมีชื่อเสียงแห่งกรมศิลปากร ที่ผนังด้านข้างของห้องนี้ ด้านใต้มีภาพเขียนสีแบบจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปเกี่ยวกับค่ายบางระจัน ส่วนผนังด้านเหนือเป็นรูปเมืองสมัย โบราณที่มีกำแพงปราการประตูหอรบ ห้องนี้นอกจากรับแขกของนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังใช้เป็นสถานที่จัดพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่บุคคลสำคัญชาวต่างประเทศด้วย ทางขวามือของตึกชั้นล่างเป็น "ห้องรับรองสีม่วง" และมีส่วนที่เป็นโดมเขียนลายงดงาม ห้องทั้งสองนี้ใช้รับรองแขกของ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถัดจากห้องสีม่วงไปทางทิศตะวันตก เป็นห้องประชุมใหญ่ เรียกว่า "ห้องสีเขียว" ห้องประชุมดังกล่าวนี้ เดิมเป็นห้องจัด เลี้ยงแขกเมือง ปัจจุบันใช้เป็นห้องประชุมคณะกรรมการที่มี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ถัดจากห้องสีเขียวเป็นห้องระเบียงชั้นล่าง ซึ่งมีบันไดเวียนขึ้นไปยังหลังคาดังกล่าวแล้ว และมีบันไดเล็ก ๆ ออกจาก ตึกไทยคู่ฟ้าไปสู่ภายนอก

 

ส่วนชั้นบน เมื่อขึ้นจากบันไดหินอ่อนมีทางแยกขึ้นสองข้าง ห้องขวามือเป็นห้องทำงานของนายกรัฐมนตรีและคณะ ห้องซ้ายมือ เป็นห้องอาหารนายกรัฐมนตรี และอีกส่วนหนึ่งเป็นห้องทำงานของข้าราชการการเมือง ลักษณะของสถาปัตยกรรมและศิลปะการตกแต่ง ทั่วไปนับว่าสง่างามแบบโกธิคเช่นเดียวกับบริเวณชั้นล่าง และที่หัวเสาหินอ่อนทุกต้น ผนังทุกด้านใช้ลวดลายขอบคิ้ว ลวดบัว พร้อมทั้ง ประติมากรรมประดับตกแต่งอย่างงดงาม ลวดลายของฝ้าเพดานแต่ละห้องมีรูปแบบและสีสันไม่ซ้ำกัน และสียังคงสดใสจนถึงปัจจุบัน ซึ่งควรจะอนุรักษ์คุณค่าเดิมไว้ ทั้งรูปแบบและลวดลายเพื่อคงความเป็นเอกลักษณ์ของการตกแต่ง ลักษณะอาคารโดยเฉพาะ การปรับปรุง ต่อเติม และการตกแต่งสถานที่ตึกไทยคู่ฟ้าดังกล่าวได้จัดทำขึ้นเมื่อครั้งที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็น นายกรัฐมนตรี โดยมอบหมายและสั่งการให้กรมศิลปากรส่งผู้เชี่ยวชาญทางศิลปกรรม คือ ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี และคณะฯ รับผิดชอบดำเนินการดังกล่าวไว้ข้างต้น นั้น ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้นำคณะศิษย์ โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง รุ่นแรก ๆ คณะหนึ่ง เท่าที่พอหาชื่อได้ ได้แก่ นายสนิท ดิษฐพันธุ์ นายประสงค์ ปัทมานุช นายสละ ทรรภดิษ นายประชิด วามานนท์ นายสุชาติ กุญชร ณ อยุธยา นายเอิบ ยุวะพุกกะ นายประดิษฐ์ ยุวะพุกกะ นายเลื่อน พุกกะพงศ์ และสายสักกะ จารุจินดา เข้าดำเนินการโดยอาศัยหลักวิชาการทางด้าน ศิลปะ ประติมากรรม และจิตรกรรมเข้าประกอบการดำเนินงานจนเป็นผลสำเร็จ และเป็นที่ยอมรับและยกย่องกันทั่วไปว่าเป็นผลงาน สถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมแห่งหนึ่งของประเทศไทย