วันนี้ (10มิ.ย.56) 11.10 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 3 มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 3/2556 ซึ่งมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ ว่า นายกรัฐมนตรีได้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบเกี่ยวกับภาพรวมการลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 (นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และพิจิตร) โดยพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญตามแนว east west corridor ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะจุดนี้เป็นจุดที่จะมีการลงทุนตามโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท โดยจะมีการสร้างสถานีรถไฟทั้งที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดนครสวรรค์ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ทั้ง 4 จังหวัดมีการบูรณาการร่วมกันเพื่อรองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ได้
นอกจากนี้ยังเล็งเห็นว่าในพื้นที่ 4 จังหวัดดังกล่าวมีพืชเกษตรที่สำคัญ 3 ชนิด คือ ข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งจะต้องพิจารณาว่า พืชเกษตรทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวจะมีการบริหารจัดการอย่างไร เช่น ควรจะปลูกพืชอะไรให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่สุด เพราะในแต่ละพื้นที่มีโรงงานที่ผลิตและส่งออกที่แตกต่างกันออกไป จึงขอให้มีการเน้นเรื่องการเกษตรแปรรูป
รวมทั้ง นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการพัฒนา cluster ท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 2 เพราะเห็นว่าเป็นพื้นที่ที่มีความน่าสนใจ โดยกระทรวงวัฒนธรรมจะมีการบูรณาการร่วมกันใน 4 แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ประกอบด้วย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร และห้วยขาแข้ง โดยจะเน้นในการพัฒนาการท่องเที่ยว 2 เรื่อง คือ การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ทั้ง 4 แห่งดังกล่าว รวมถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อม และให้จังหวัดดำเนินการผลักดันและติดตามอีกทางหนึ่งด้วย
ส่วนการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำ นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะต้องมีการแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบทั้งในบึงสีไฟและบึงบอระเพ็ด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าภาพในการจัด workshop ตามแผนที่ทางคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ได้มีการวางไว้ให้สอดคล้องกับแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ตลอดจนจัดเป็นแหล่งที่เที่ยวส่งเสริมอาชีพ และมีการจัดระเบียบการใช้พื้นที่ รวมทั้งเน้นย้ำให้กระทรวงมหาดไทยเข้าไปดำเนินการห้ามไม่ให้มีการรุกล้ำพื้นที่ทั้งในส่วนของบึงบอระเพ็ด และบึงสีไฟ
ทั้งนี้จากการที่ นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 (นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และพิจิตร) และได้เดินทางไปยังโรงงานน้ำตาลทิพกำแพงเพชร นั้น เห็นว่าโรงงานน้ำตาลดังกล่าวเป็นโรงงานที่ไม่มีขยะจากวัตถุดิบที่นำมาผลิตน้ำตาล เพราะสามารถนำชานและกากอ้อยไปผลิตพลังงานต่อไปได้ จึงอยากให้มีการศึกษาเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้จะมีโรงงานน้ำตาลและมีการปลูกอ้อยในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว แต่เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่อยู่นอกการปลูกบริเวณของโรงงานฯ ไม่สามารถส่งกลับไปที่โรงงานน้ำตาลได้ เพราะมีปัญหาเรื่องคุณภาพความหวาน นายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าไปบริหารจัดการและดำเนินการที่จะพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรชาวไร่อ้อยในพื้นที่ดังกล่าว
ขณะเดียวกัน จังหวัดกำแพงเพชรยังเป็นจังหวัดที่มีการปลูกมันสำปะหลังเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย และมีโรงงานอะยิโนะโมะโต๊ะ ที่ใช้มันสำปะหลังมากที่สุด แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการซื้อมันสำปะหลังจากพื้นที่นี้ โดยมีการตรวจพบว่าปัจจุบันโรงงานแป้งมัน 8 โรง ที่จังหวัดกำแพงเพชรสู้ราคาที่จังหวัดนครราชสีมาไม่ได้และคุณภาพมันเป็นคนละแบบ นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าไปดูแลในการที่จะบริหารจัดการอย่างไรต่อไป เพื่อยกระดับคุณภาพและสามารถส่งมันสำปะหลังให้กับโรงงานที่ต้องการใช้แป้งมันสำปะหลังได้
พร้อมกันนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกรณีการอภิปรายโครงการรับจำนำข้าวว่า นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยยอมรับว่าขณะนี้เรื่องที่ถูกโจมตีคือเรื่องการขาดทุน 260,000 ล้านบาท ซึ่งได้มีลงพื้นที่ชี้แจงไปที่จังหวัดพิษณุโลกตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่มีที่มาที่ไปและไม่มีหลักการในการคำนวณ ขณะเดียวกันจะต้องรอเอกสารของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีที่จะนำเข้าสู่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ในวันพฤหัสบดีนี้ โดยจะยุติที่ตัวเลขของ กขช. เพื่อจะชี้แจงต่อสาธารณชนต่อไป ซึ่งที่ประชุม ครม. แจ้งว่าตัวเลขที่ กขช. สรุปมาเป็นอย่างไรก็จะเป็นตัวเลขนั้น เรื่องของการขาดทุนจากการรับจำนำข้าว รวมทั้ง ครม. ยังเสนอให้มีบุคคลกลางในการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรับจำนำข้าว เพราะที่ผ่านมาข้อมูลไม่มีการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ นายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รวบรวมทุกข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเรื่องสต็อกข้าว รายได้ การขายข้าว และข้าวคงค้าง เป็นต้น เพื่อให้มีข้อมูลที่มีความเป็นเอกภาพและเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลในเรื่องข้าวต่อไป ทั้งนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ปลัดมหาดไทย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ) ให้ข้อมูลดังกล่าวต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวราเทพ รัตนากร) ซึ่งหวังว่าการบูรณาการข้อมูลเช่นนี้จะทำให้สาธารณชนและประชาชนรับทราบข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน
ขณะที่ในส่วนของเรื่องราคาผลไม้ตกต่ำนั้น นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์หามาตรการที่จะช่วยเหลือ และเร่งรัดให้คณะกรรมการ OTOP โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จัดกิจกรรม OTOP เพื่อช่วยเหลือกิจการค้าขายผลไม้โดยเร็ว ซึ่งการจัดกิจกรรม OTOP ครั้งนี้ เน้นเทศกาลอาหารและผลไม้สดจากทุกจังหวัด โดยนายกรัฐมนตรี ย้ำว่าต้องการเห็นการนำอาหาร เครื่องดื่ม และผลไม้สดมาจาก 77 จังหวัด โดยไม่ซ้ำกัน รวมทั้งต้องการให้มีการรับการสั่งซื้อผลไม้ล่วงหน้า และให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นผู้จัดส่งผลไม้ไปยังประชาชนเพื่อระบายผลไม้ให้กับประชาชนซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
-----------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/รายงาน

