เกี่ยวกับรัฐบาล

รัฐบาลเยือนประเทศศรีลังกา พร้อมชี้แจงกรณีการจ่ายค่าตอบแทนตามผลปฏิบัติการ หรือ P4P

วันนี้ (8 มิถุนายน 2556) เวลา 08.00 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และตัวแทนชาวนาจังหวัดต่าง ๆ กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

ช่วงที่ 1

คุณสายสวรรค์ ขยันยิ่ง (พิธีกร) : สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับเข้าสู่รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน วันนี้ดิฉันสายสวรรค์ ขยันยิ่ง รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ จะมาทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนประชาชน ซักถามในเชิงนโยบายและความคืบหน้าต่าง ๆ ในการดำเนินงานของรัฐบาลชุด นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านผู้ชมสามารถที่จะติดตามรับชมรายการได้เป็นประจำทุกสัปดาห์ พร้อมแสดงความคิดเห็นผ่านทางรายการได้ ทางระบบ SMS 4221559 ครั้งละ 3 บาท เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐบาลรวมถึงคณะนักธุรกิจภาคเอกชนต่าง ๆ ของประเทศไทย เดินทางไปเยือนประเทศศรีลังกา และสาธารณรัฐมัลดิฟส์ คุณธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็มีโอกาสร่วมคณะไปด้วยและได้สัมภาษณ์ท่านนายกรัฐมนตรี ที่มัลดิฟส์ว่าผลจากการเดินทางไปเยือนครั้งนี้คนไทยและประเทศไทยจะมีโอกาสอะไรเพิ่มเติม และมีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นค่ะ

นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (พิธีกร) : ขณะนี้ไทยและมัลดิฟส์ มีการสถาปนาความสัมพันธ์มาถึง 34 ปีด้วยกัน และท่านนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ ไทยคนแรกที่เดินทางมาเยือนที่มัลดีฟส์อย่างเป็นทางการ ท่านนายกฯ สวัสดีครับ

นายกรัฐมนตรี : สวัสดีค่ะ ขออนุญาตเก็บภาพมาฝากพี่น้องประชาชน

พิธีกร : ที่นี่มีทะเลที่สวยงาม ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เดินทางมาเยือนมัลดีฟส์ มัลดีฟส์มีความสัมพันธ์อย่างไรบ้างกับประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี : ในส่วนของมัลดีฟส์ เรามีความสัมพันธ์มา 34 ปี แต่ไม่เคยมาเยือนอย่างเป็นทางการ ถือว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เป็นการมาเยือนอย่างเป็นทางการ ซึ่งมัลดีฟส์มีความสำคัญกับประเทศไทยในหลายมิติ มิติแรกคือเรื่องการท่องเที่ยว เพราะว่าประชาชนไทยชอบเที่ยวที่ประเทศมัลดีฟส์ และทางประเทศมัลดีฟส์ก็ชอบเที่ยวในประเทศไทยเช่นกัน เป็นความสัมพันธ์ในการท่องเที่ยว ส่วนประเทศไทยก็มีบริษัทไทยหลายบริษัทที่มาลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรมที่ประเทศมัลดีฟส์ นอกจากนั้น ประเทศมัลดีฟส์ถือได้ว่าเป็นผู้ค้าที่สำคัญ เพราะได้นำเข้าสินค้าต่าง ๆ จากไทยมาขายที่ประเทศด้วย อย่างเช่น ร้อยละ 66 ที่เป็นรายจ่ายที่ต้องเกิดจากการนำเข้า ขณะเดียวกัน เราเองก็นำเข้า โดยเฉพาะปลาทูน่า ที่ได้ทานกันเป็นอาหารกระป๋องในเมืองไทยส่วนใหญ่นำเข้าจากมัลดีฟส์

พิธีกร : มัลดีฟส์บอกว่าไทยเป็นตลาดส่งออกสำคัญของประเทศเขา โดยเฉพาะธุรกิจประมง ธุรกิจทูน่า เขาส่งไปมาก และอีกหนึ่งประเด็นที่เขาสนใจมาก คืออยากเห็นความร่วมมือระหว่างการค้าร่วมกันที่เพิ่มมูลค่าถึงเท่าตัวภายใน 5 ปี

นายกรัฐมนตรี : ครั้งนี้เราได้ลงนาม MOU ถึง 7 ฉบับ ด้วยกันซึ่งฉบับที่มีความสำคัญ คือในเรื่องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมซึ่งเราจะได้นำเอาเรื่องต่าง ๆ ในการที่จะหารือที่จะเพิ่มการค้า การลงทุน ให้เพิ่มทวีคูณขึ้นในอนาคต ซึ่งวันนี้จะเห็นว่าโอกาสมีมากจะใช้เวทีนี้ในการหารือ เช่น เรื่องแรก คือเรื่องของความร่วมมือในเรื่องการส่งออกอาหาร ซึ่งที่นี่เขามีความต้องการในการนำเข้าอาหารจากประเทศไทยมากขึ้น และโดยเฉพาะต้นทุนต่าง ๆ นั้นแพงซึ่งเราถือว่าเป็นแหล่งอาหาร เราก็สามารถมีทางเลือกให้กับประชาชนมัลดีฟส์ รวมถึงนักท่องเที่ยวด้วย อันที่ 2 คือ เรื่องของประมงจะเป็นความร่วมมือของประมงรวมถึงความร่วมมือกันทางด้าน การศึกษา สาธารณสุข ซึ่งการแพทย์ของประเทศไทยจะนำทางด้านโรงพยาบาลมาลงนาม MOU แล้วก็จะมีความร่วมมือทางด้านการแพทย์ด้วยในอนาคต ซึ่งเราสามารถเป็นศูนย์ในการรับรักษาพยาบาลของคนที่นี่ด้วย

พิธีกร : เห็นว่าทางมัลดีฟส์จะมีความพยายามในการพูดคุยเรื่องของการยกเว้นในการตรวจลงตราหรือการเดินทางไปประเทศไทยเพื่อความสะดวกมากขึ้น เพราะทางมัลดีฟส์มีความเชื่อมั่นในการบริการทางสาธารณสุขของประเทศไทย หลายโรงพยาบาลของประเทศไทยคนมัลดีฟส์รู้จักกันเป็นอย่างดี

นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ รวมทั้งการศึกษาด้วย บางคนก็มาเรียนที่เมืองไทย

พิธีกร : ตรงนี้เองก็เท่ากับว่าคนไทยจะได้ประโยชน์จากที่คนมัลดีฟส์ไปใช้บริการในประเทศไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน เรื่องของ OTOP ทางมัลดีฟส์ชื่นชมรัฐบาลไทยที่สนับสนุนวิสาหกิจชุมชน จะมีการขอความรู้ความร่วมมือที่จะพัฒนาวิสาหกิจชุมชนของมัลดีฟส์ด้วย

นายกรัฐมนตรี : จริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนได้ติดตามการแถลงข่าว จะเห็นว่าทางประธานาธิบดี เขาก็เอาสินค้ามา ที่นี่ก็เอา OTOP มาเหมือนกัน เขาก็สนใจในการขอความร่วมมือในการศึกษาเรื่องของรูแบบที่เรามีการพัฒนาส่งเสริมชุมชนในการทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น OTOP และรวมถึงภาคธุรกิจ SME ด้วย ซึ่งเป็นความร่วมมืออีกหนึ่งอย่างที่ได้ตงลงกัน

พิธีกร : เท่าที่ได้เห็นมา มัลดีฟส์ยังคงต้องการการลงทุนจากต่างชาติรวมถึงนักธุรกิจไทยซึ่งปัจจุบันนี้ มีหลากหลายรีสอร์ทเข้ามาลงทุนแล้วยังคงเปิดรับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีความมั่นใจว่าแม้แต่ภาคศาลฎีกาเองยังมาคุยกับท่านนายกรัฐมนตรีว่าระบบยุติธรรมของมัลดีฟส์ก็จะดูแลการลงทุนของนักธุรกิจอย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรี : มัลดีฟส์เองก็มีการพัฒนามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน ที่เขามีการส่งเสริม ซึ่งจริง ๆ มัลดีฟส์เป็นประเทศที่เป็นเกาะส่วนใหญ่ เขาก็มีเกาะให้ภาคเอกชนได้มาติดต่อรับสัปทานในการสร้างโรงแรม สร้างสิ่งต่าง ๆ รวมไปถึงการลงทุนเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะที่นี่ ถ้าดูจากสิ่งแวดล้อมก็น่าสนใจเพราะเป็นเมืองที่ติดทะเลทั้งหมดและที่สำคัญเขาให้ความรู้กับประชาชนในการที่จะอนุรักษ์ธรรมชาติ สังเกตว่าไม่มีขยะลงไปเลย มองเห็นน้ำทะเลที่ใส มองเห็นปลาได้ด้วย เขาจะอนุรักษ์ในส่วนนี้รวมถึงเขาเริ่มที่จะมีปัญหาในส่วนของน้ำจืด ซึ่งต้องการหาภาคการลงทุนในเรื่องของการส่งเสริมเรื่องของน้ำจืด ว่าจะทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนจากน้ำเค็มมาเป็นน้ำจืด นอกจากนั้นยังมีความร่วมมือเกี่ยวกับเรื่องน้ำที่จะร่วมมือกับประเทศไทยในอนาคต และยังมีอีกหลายเรื่อง การดูแลนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่ง ในเรื่องของความมั่นคงที่เราเห็นพ้องว่าน่าจะมีความร่วมมือกัน ขณะเดียวกัน เราจะได้ดูแลทางด้านแรงงานไทยที่มาทำงานที่นี่ด้วย รวมถึงนักท่องเที่ยวไทยด้วยที่จะได้ดูแลทางด้านความปลอดภัย ไม่ใช่แค่เรื่องวีซ่าอย่างเดียว

พิธีกร : ขณะเดียวกันเรื่องของโลจิสติกส์ที่เห็นกันว่ามัลดีฟส์เป็นเกาะ เกือบ 2,000 เกาะด้วยกันการเดินทางค่อนข้างจะลำบากเพราะต้องใช้เรือ จะเห็นว่ามีการลงทุนเพิ่มเติมในมัลดีฟส์ซึ่งการลงทุนในแง่โครงสร้างพื้นฐานมัลดีฟส์ก็ยังคงเปิดกว้างเชิญชวนจากต่างชาติมาลงทุนเช่นกัน

นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ ในส่วนของการลงทุนที่เรามีการเชื่อมในเรื่องของท่าเรือระหว่างทวายกับทางแหลมฉบังซึ่งอีกหน่อยทางมหาสมุทรอินเดียก็อาจจะเป็นจุดเชื่อมต่อมาทางมัลดีฟส์ได้ ก็ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่เราจะเชื่อมท่าเรือกับท่าเรือซึ่งในอนาคตจะเป็นประโยชน์ในเรื่องของค่าใช้จ่ายเรื่องการขนส่งในระยะยาวด้วย

พิธีกร : จากนี้ไปบทเรียนที่เราได้จากการที่มามัลดีฟส์ นอกเหนือจากการที่จะเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีในระดับที่สูงแล้วมูลค่าการค้าก็จะเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ การบริหารจัดการเมือง บริหารจัดการเกาะ เราก็สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจการท่องเที่ยวของเราด้วย

นายกรัฐมนตรี : ก่อนหน้านั้นที่พูดถึงประธานศาลฎีกาก็น่าสนใจ เพราะเขาอยากจะมีความร่วมมือกับประเทศไทยในการแลกเปลี่ยนเพราะที่นี่ก็มีการพัฒนาในเรื่องของกฎหมายต่าง ๆ เป็นจำนวนมากและเห็นความสำคัญในเรื่องของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเขาก็มีการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ เพื่อสามารถที่จะเรียกว่าประชาธิปไตยได้เต็มที่ ซึ่งมัลดีฟส์จะมีการเลือกตั้งในเร็ว ๆ นี้ ขณะเดียวกัน ทางประธานศาลฎีกาท่านก็ได้พูดไว้น่าสนใจว่าเขาเองเขากำลังศึกษาข้อกฎหมายที่จะให้การดูแลปกป้องสำหรับนักลงทุน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นประโยชน์มากที่จะทำให้ผู้ที่จะมาลงทุนนั้นมีความมั่นใจและมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุนธุรกิจในประเทศนี้

พิธีกร : ซึ่งท่านนายกฯ พานักธุรกิจไทยจำนวนหนี่งมาด้วย เขาตื่นเต้นกับมัลดีฟส์มากน้อยเท่าใด

นายกรัฐมนตรี : บางท่านก็ลงทุนที่นี้อยู่แล้วและมีนักลงทุนใหม่มาด้วย ก็ตื่นเต้นค่ะ เพราะว่ามีโอกาสต่าง ๆ มาก ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าเรามาเองอาจจะไม่ได้รับการอำนวยความสะดวก แต่ทางนี้ก็ให้การส่งเสริมเป็นอย่างมาก และหวังว่าความร่วมมือนี้ โดยเฉพาะจะมีความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมกับสภาอุตสาหกรรมของทั้ง 2 ประเทศด้วยก็คงถือว่าเป็นการเพิ่มช่องทางติดต่อซึ่งกันและกัน

พิธีกร : ช่วงนี้ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีมากครับ สวัสดีครับ ท่านผู้ชมรับทราบแล้วนะครับว่าทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนต่างประเทศนั้น ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มมูลค่าการค้า การลงทุน โดยถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนอีกด้วย

ช่วงที่ 2

คุณสายสวรรค์ ขยันยิ่ง (พิธีกร) : ที่ผ่านมาท่านผู้ชชมคงจะได้เห็นความเคลื่อนไหว ในเรื่องของการแสดงคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ต่อนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขประการหนึ่ง นั่งก็คือหลักการจ่ายค่าตอบแทนตามผลปฏิบัติการ หรือภาษาอังกฤษว่า P4P Pay for Performance เรื่องนี้อยู่ในกระแสข่าวมาอย่างต่อเนื่อง และมีกลุ่มต่าง ๆ ทั้งในกระทรวงสาธารณสุขเอง นักวิชาการ และผู้ที่สนจาย ต่างก็ได้แสดงท่าทีและมีความคิดเห็นที่หลากหลาย วันนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงสาธารณสุข หลังจากที่ทางรัฐบาลได้เป็นตัวกลางได้เชิญกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงกลุ่มแพทย์ โดยเฉพาะกลุ่มแพทย์ชนบทที่มีท่าทีที่คัดคานต่อนโยบายนี้ เข้ามาปรึกษาหารือกันที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา เราไปฟังกันว่าหลักการนโยบายนี้เป็นอย่างไร และผลการประชุมที่ได้ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านก่อให้เกิดผลสรุปอย่างไรบ้าง และคนไทยทุกคนจะได้อะไรจากการขับเคลื่อนนโยบายนี้ และตอนนี้ดิฉันอยู่กับท่านประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข และอีกท่านหนึ่งคือนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สวัสดีค่ะทั้งสองท่าน P4P Pay for Performance หลักการจ่ายค่าตอบแทนตามการปฏิบัติงาน ระยะหลังมามีข่าวมามากเหลือเกินแล้วก็มีทั้งความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายและได้ข้อสรุปไปเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมาหลังจากการประชุมหารือร่วมกันกับทางกระทรวงสาธารณสุข และกลุ่มแพทย์ชนบท แต่ว่าประชาชนที่อาจจะไม่ได้ติดตามตั้งแต่ต้นรวมไปถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในวิชาชีพแพทย์ หรือสาธารณสุขอาจจะยังตามไม่ทัน อยากเรียนถามท่านรัฐมนตรี หลักการของการดูแลแพทย์ในชนบทรวมถึงเรื่องของการจ่ายค่าตอบแทนตามการปฏิบัติงานมีที่มาอย่างไร

รัฐมนตรีสาธารณสุข : คืออย่างนี้ว่ามีที่มามีวัตถุประสงค์อยู่สองอย่าง คืออย่างแรกเราก็เข้าใจว่าการที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เราจะรั้งให้อยู่ในภาครัฐและก็อยู่ในพื้นที่ชนบทต่าง ๆ ก็ต้องมีส่วนหนึ่งก็คือมาตรการทางการเงินก็คือการจ่ายค่าตอบแทนที่ทำให้มันไม่แตกต่างกับภาคเอกชน และก็จะต้องสูงกว่าในเขตที่เป็นเขตเมืองหรือเขตปกติได้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เรายอมรับเรื่องนี้ ส่วนที่สองเองพอเรามีมาตรการในเรื่องอื่นก็คือนโยบายรัฐบาลอยากจะมาปรับปรุงประสิทธิภาพของการทำงานของการใช้เงินเพราะว่าเราก็ไม่อยากให้มีปัญหาทางงบประมาณต่อไป เราอยากให้เงินภาษีของรัฐลงไปอย่างมีประสิทธิภาพมาตรการอย่างหนึ่งก็คือเรื่องด้านกำลังคน เพราะขณะนี้งบประมาณกำลังคนของเราใช้ประมาณร้อยละ 50 ของงบประมาณด้านสุขภาพของเรา ซึ่งกินงบประมาณถึง 15%ของงบประมาณประเทศแล้ว ที่นี้แทนที่เราจะไปเพิ่มคนเราเอาเงินที่จะเพิ่มคนไปจ่ายเป็นเรื่องประสิทธิภาพมันก็จะได้ หัวใจของการทำเรื่องประสิทธิภาพก็คือการงานตามตัวชี้วัด วัดผล ประเมินผลและปรับปรุง P4P เป็นแค่ตัวรีเซนท์ทีฟมาให้คนทำงานวัดผล ประเมินผล และ P4P ที่เราลงไปก็จะเป็นการทำผสมผสานระหว่างคอนเซ็ปต์เดิมที่ว่าจะต้องมีค่าตอบแทนเพื่อรั้งให้บุคลากรเหล่านี้อยู่แล้วก็มีตัวแรงจูงให้ทำงานมากขึ้นแล้วเราก็ขยายคำจำกัดความเดิมอีกว่าค่าตอบแทนเดิมเราให้ไปวัตถุประสงค์มันก็ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าจะต้องลงไปมีการวัดผล ประเมินผล และไปทำเพื่ออะไรของใหม่นี้เราก็บอกเลยว่าเป็นการจ่ายตามภาระงานซึ่งอิงกับคุณภาพงาน ปริมาณงานแล้วก็ตัวเนื้อหาวัตถุอีกเช่นการไปทำในเรื่องของการบริการคนไข้ในเรื่องของการดูแลสุขภาพหรือในงานบริหารจัดการต่าง ๆ การไปประชุมวิชาการ ส่วนช่วยในการบริการทางการแพทย์ต่าง ๆ พอเราเอามาผสมผสานก็เลยเกิดเป็นตัวนี้ว่า P4P เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบเท่านั้น

พิธีกร : ค่ะ มีประเด็นที่ ถ้าประชาชนติดตามข่าวแล้วก็ไม่ได้ลงรายละเอียด ก็จะเห็นในมุมที่ต่างจากความตั้งใจที่ออกนโยบายนี้มาของทางกระทรวงสาธารณสุข เช่น จะทำให้แพทย์หมดแรงจูงใจในการไปอยู่ในท้องที่ห่างไกลหรือเปล่า เพราะว่าเน้นเรื่องของปริมาณงานมากกว่าเน้นเรื่องของคุณภาพรึเปล่า เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีฯ บอกว่ามันอิงทั้งหมด แต่ว่าอยากให้ท่านปลัดฯ ช่วยเสริมนิดหนึ่ง ว่าการอิงทั้งหมดสรุปแล้วใครได้อะไร กลุ่มแพทย์หมดแรงจูงใจจริงหรือเปล่า การอิง การปฏิบัติงาน ปริมาณงานรึเปล่า เพราะว่าที่ผ่านมาเวลาที่มีข่าวก็จะบอกว่า เวลาทำงานจะต้องมาเสียเวลามานั่งเช็คว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง แทนที่จะไปดูกันที่ผลลัพธ์ว่ารักษาได้ดีหรือเปล่า ให้บริการคนไข้ได้ดีหรือเปล่า ท่านปลัดฯ อยากจะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ยังไงบ้าง

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข : ผมขอเลยไปถึงเรื่องมาตรการที่จะทำให้บุคลากรทางการแพทย์ และทางสาธารสุขอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมาตรการทางการเงินจะเป็นหนึ่งในมาตรการหลาย ๆ มาตรการ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงได้วางแนวในการที่จะทำให้บุคลากรอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เช่น ในเรื่องของวิชาชีพแพทย์ เรามีโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบทโครงการหนึ่งแพทย์หนึ่งอำเภอ และในกลุ่มของแพทย์เองแพทย์ที่ไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เช่น แพทย์ไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีโอกาสเรียนต่อได้ไวกว่าแพทย์ที่อยู่ในพื้นที่ปกติ ดังนั้นมาตรการที่เราใช้สำหรับที่จะตรึงให้อัตรากำลังให้บุคลากรทางการแพทย์อยู่ในพื้นที่ห่างไกลมีอยู่หลายมาตรการ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีมาตรการทางการเงินด้วย และมาตรการทางการเงินก็จะมีสองส่วน เดิมเรามีส่วนเดียว คือ เรื่องของการจ่ายค่าตอบแทนตามพื้นที่เรียกว่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย แต่ในส่วนที่ผ่านมาในระยะเวลาตั้งแต่ประมาณ 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องของคนที่ทำงานมากถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็ควรจะได้ค่าตอบแทนที่มากขึ้นด้วย ดังนั้นก็เลยเป็นการเพิ่มเติมด้วยการจ่ายตามผลการปฏิบัติงานเพิ่มเติมไปด้วย ก็จะเป็นอย่างหลักการที่ท่านรัฐมนตรีฯ พูดถึง มีเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายสำหรับพื้นที่ที่อยู่ยากกับการจ่ายตามผลการปฏิบัติงาน ซึ่งการจ่ายตามผลปฏิบัติงานก็จะมีทั้งปริมาณและคุณภาพ รวมถึงเรื่องของด้านที่จะเกี่ยวกับชุมชน และอื่น ๆ ด้วย อันนี้คงเป็นกรอบใหญ่ ทีนี้ในรายละเอียดในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเอง เรามีข้าราชการอยู่ถึงประมาณ 180,000 มีลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้าง อยู่ประมาณ 140,000 บาท ดังนั้นการที่จะใช้เรื่องของเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายที่จะมาเป็นการจูงใจให้อยู่ชนบทกระทรวงก็คงต้องมองให้ไปถึงอาชีพอื่นด้วย ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่เราต้องพูดจากัน ระหว่างวิชาชีพจะทำอย่างไรไม่ให้เหลื่อมล้ำ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาไปด้วยกัน ดังนั้นในทางปฏิบัติขณะนี้ในเรื่องของเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเราก็ได้มีการทบทวน แล้วก็มีการออกหลักเกณฑ์ใหม่ในเรื่องของการจ่ายค่าตอบตามผลการปฏิบัติงานซึ่งขณะนี้ก็เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2556

พิธีกร : ค่ะ ก็คือเริ่มใช้มาแล้ว แล้วก็เท่าที่มีเสียงตอบรับจากบุคคล บุคลากร ในวงการแพทย์สาธารณสุข มีสักกี่เปอร์เซ็นต์คะ ที่รู้สึกว่าเขายังไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือเรามาไม่ถูกทาง พอจะมีเสียงที่จะสะท้อนแล้วก็เล่าสู่ประชาชนฟังได้หรือไม่

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข : พอเราเริ่มมีการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงานบุคคลากรในสาขาวิชาชีพอื่นซึ่งไม่เคยได้รับเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย หรืออาจจะได้น้อยกว่าวิชาชีพอื่นก็เริ่มมีความพึงพอใจ ที่เห็นว่าทางกระทรวงฯ ได้เห็นคุณค่า แล้วก็ได้เห็นว่าคนที่ทำงานหนักควรจะได้รับค่าตอบแทนตามปริมาณงาน ก็จะมีคนส่วนใหญ่ที่เห็นด้วย ก็อาจจะมีบางส่วนที่อาจจะไม่เข้าใจ หรือว่าอาจจะเป็นการสร้างภาระงาน ทำให้เกิดการที่จะไปล่าแต้ม ซึ่งจริง ๆตรงนี้ในการปฏิบัติงานปกติ ทุกคนก็ต้องมีการเก็บรวบรวมผลงานอยู่แล้วเนื่องจากจะต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อขึ้นเงินเดือน ดังนั้นการที่บอกว่ามีภาระ ขณะนี้เราก็ได้พยายามที่จะปรับวิธีการที่จะเก็บข้อมูลช่วยกันทำให้การเก็บข้อมูลไม่เป็นปัญหา ต่อผู้ปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้นในเรื่องของการเก็บข้อมูลขณะนี้เราก็แก้ปัญหากันอยู่

พิธีกร : ใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยเพิ่มเติมใช้ระบบสนับสนุนอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ท่านรัฐมนตรีฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข : คือจริง ๆ เรามีเป็นงานปกติอยู่แล้ว งานการตรวจรักษา ยกตัวอย่าง เวลาคนไข้มามันก็คีย์เข้าไปในคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ก็บันทึกอะไรกันทั้งหมดอยู่แล้ว จริง ๆ ไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยากอะไรเลย เพราะคุณหมอก็ทำการตรวจรักษา หรือทำหน้าที่อะไร ทุกอย่างมันบันทึกในระบบของมันอยู่แล้ว แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ที่เขาเป็นทีม ที่เขามาเก็บรวบรวมข้อมูลตรงนี้ ในขั้นตอนต่าง ๆ ที่ทำไม่ได้ กระทรวงสาธารณสุขก็จะจัดทีมเข้าไปอบรมดูแลขั้นตอน หรือว่าให้เคยชิน อะไรที่เริ่มต้น ก็เหมือนเราเรียนหนังสือเล่มหนึ่งไม่อยากเปิดแต่ถ้าเปิดหน้าแรกมันก็จะทำได้เป็นเรื่องไม่ยาก เพียงแต่ว่าบางทีให้ไปดูว่าชีวิตบางทีกลุ่มแพทย์กลุ่มพยาบาลหรือทุกวิชาชีพท่านก็ทำงานหนักพอจะมาวัดผลประเมินผลจะเสียเวลาอะไรหรือเปล่า แต่หลายที่ทำไปแล้วนี้ดีขึ้นมีทัศนคติที่ดีขึ้นเข้าในสโคบงานมากขึ้นมีขวัญกำลังใจมากขึ้น อันนี้คือผลที่ออกมาแต่ว่าต้องทำดูก่อน

พิธีกร : ขออนุญาติสรุปว่าการที่นโยบายนี้ออกมาอย่างที่มีวัตถุประสงค์ออกมาจากรัฐบาลชัดเจนโดยกระทรวงสาธารณสุขบอกว่าลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความแตกต่างกัน แต่ว่าไม่คิดที่จะดึงผู้ที่มีรายได้สูงลงมาแต่หาวิธีฉุดผู้ที่มีรายได้น้อยขึ้นไป อันนี้ยังคงยืนยันว่าให้ทุกคนเข้าใจในภาพรวมแบบนี้

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข : ครับ

พิธีกร : แปลว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่มีรายได้สูงอยู่ในขณะนี้เขาจะได้รับการประกันความมั่นใจว่า เขาไม่ได้ถูกปรับลดจากนโยบายใหม่ใด ๆ เลย

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข : ภาพโดยรวมนี้มีค่าตอบแทนที่มีผล 2 ด้าน ด้านเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย กับการจ่ายตามผลการปฏิบัติงาน

พิธีกร : แต่ว่าในข้อห่วงใยของคนที่จะชูประเด็นเรื่องของการที่เราจะขาดแพทย์ไปถิ่นทุรกันดาร ในพื้นที่เสี่ยงหรือทำงานยากข้อนี้คือรัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้กระทบ นอกจากนี้ยังจะมีการเพิ่มค่าตอบแทนมากขึ้นการที่ทำงานในถิ่นทุรกันดารหรือพื้นที่เสี่ยงอยู่แล้ว เขาก็ไม่ถูกตัดสิทธิ์ตรงนั้น ขณะเดียวกันก็มีผลการปฏิบัติงานและจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ท่านปลัดฯ

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข : ในส่วนของการจ่ายค่าตอบตามผลการปฏิบัติงานอันนั้นทุกโรงพยาบาลที่ทำจะได้เพิ่มขึ้นแน่นอน แต่ถ้าโรงพยาบาลใดตอนนี้ที่อาจว่ายังไม่ทำตรงนั้นก็จะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ในเชิงนโยบายก็คือทุกโรงพยาบาลต้องใช้การประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อมาประเมินผลจะเป็นส่วนที่จะเพิ่มขึ้นมา

พิธีกร : ทั้งหมดเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องก็มีตัวชี้วัดชัดเจนตามแบบที่ทางกระทรวงได้กำหนดไปตรงนี้เขาก็ไม่ได้เสียสิทธิ์ ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ ไม่ได้รายได้ลดลงถูกหรือไม่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข : ไม่ได้ลดลง โดยความตั้งใจรัฐบาลไม่ได้จะไปลดตรงนี้เพราะเราเห็นวัตุถประสงค์มันชัดเจน มีการทำค่าตอบแทนพื้นที่ที่เป็นพื้นที่พิเศษเฉพาะพวกนี้ที่เราไม่เรียกว่าเป็นพื้นที่ทุรกันดารเหมือนเดิม เพราะว่าบางที่มีความเฉพาะตัวอย่างเช่น 3 จังหวัดภาคใต้ ไปเรียกทุรกันดารมันไม่ใช่ คนเหล่านี้ก็ยังได้ส่วนนี้อยู่แต่ว่าเมื่อท่านมีผลการปฏิบัติงานที่ตามการประเมินแล้วได้ตัว P4P ตรงนี้มาบวกขึ้นไปอีก รัฐบาลมั่นใจแต่ในบางกลุ่มนะครับพออยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่เป็นไปตามความตั้งใจคำจำกัดความ เช่นท่านไปอยู่ในเขตเมือง จะไปเอาเงินในเขตชนบททำไม่ได้ไม่ใช่ชนบทเปนเขตปกติก็ต้องมีการปรับลดบ้างแต่ในระบบ P4P จะเป็นตัวเข้ามาเสริมรายได้ให้กลับเข้ามาน อันนี้เป็นสิ่งที่เราทำผสมผสานกัน

พิธีกร : ค่ะ เรียกว่าตรงไหนที่ผิดวัตถุประสงค์ไปตรงไหนที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเต็มร้อยตรงนั้นอาจจะมีการปรับเพื่อความเหมาะสม ขณะที่พอทำงานด้วยผลการปฎิบัติงานที่เข้มข้นขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นผู้รับบริการพึงพอใจมากขึ้นอันนี้ก็จะมี P4P เข้ามาทดแทน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข : ครับ บริบทของแต่ละที่ก็จะเปลี่ยนไปพอเปลี่ยนไปจากโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กเป็นขนาดใหญ่เป็นเมืองเขตปกติ บทบาทหน้าที่ก็เปลี่ยนไปใช่ไหมครับ วัตถุประสงค์ของการให้เงินอย่างที่ผมบอกเขตชนบท เขตเมืองก็เปลี่ยนกันแล้วจะให้เงินจ้างอยู่ในเขตเมืองก็ไม่ใช่ แต่มันมี P4P มาแล้วก็มาปลุกประสิทธิภาพซึ่งจะเอาเข้าไปช่วยในเรื่องผลประโยชน์ของประชาชน เพราะว่าประสิทธิภาพผมอยากจะเน้นว่ามันไม่ใช่เรื่องการประหยัดเงินเรื่องอะไรคุณภาพที่จะได้ เช่น การรอคิว รออะไรต่าง ๆ ก็จะน้อยลง รอคิวผ่าตัดก็น้อยลงอย่างนี้เป็นผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้การเข้าไปดูแลสุขภาพที่เมื่อก่อนอาจจะไม่ได้เป็นงานที่มีตัวกระตุ้น recentive ก็เข้าไปดูสุขภาพประชาชนก็ได้ตัวค่าตอบแทนตรงนี้มาอีก บุคลกรก็มีกำลังใจทำงานมากขึ้น การมีกำลังใจมากขึ้นชัดเจนมากขึ้น คุณภาพการบริการต้องดีขึ้นอยู่แล้ว

พิธีกร : เมื่อการประชุมหารือเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมาที่ทำเนียบรัฐบาลโดยทั้ง 2 ท่านเองรวมไปถึงคณะผู้บริหารของกระทรวงก็มีท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีร่วมประสานอยู่ด้วย กับทางกลุ่มแพทย์ชนบท ซึ่งก็ออกมามีความเคลื่อนไหวชัดเจนตั้งแต่ต้นในเรื่องที่ไม่เห็นด้วยในหลาย ๆ ประการของทางระบบจ่ายค่าตอบแทนแบบใหม่ ท่าทีในการหารือกันรวมถึงข้อสรุปที่ได้จนกระทั่งนำมาสู่การขับเคลื่อนต่อไปพอจะเล่าให้ฟังได้ไหมท่านปลัดฯ วันนั้นเป็นยังไงบ้าง รัฐมนตรีอาจจะเสริมได้นะคะ วันนั้นเป็นยังไงบ้างคะ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข : วันนั้นก็ทำความเข้าใจกันชัดเจนว่าเรามีวัตถุประสงค์ตรงกันมั้ยที่จะทำเพื่อประชาชนพอเข้าใจตรงนี้มันก็คุยทุกอย่างได้ง่ายขึ้นเรามีความตั้งใจดีทั้ง 2 ฝ่าย แล้วเราเห็นด้วยว่าทั้ง 2 เรื่อง เรื่องแรกคือว่า P4P เป็นส่วนหนึ่งของการที่จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งเราก็เข้าใจกันดีว่ารัฐบาลไม่ได้มีนโยบายจะไปตัดเงินตอบแทนให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์อยู่ในภาครัฐ หรืออยู่ในภาคชนบทพอเข้าใจตรงนี้มันทำงานง่ายขึ้นเราก็เห็นว่าต้องทำ P4P ด้วยกันก็สรุปว่าตอนนี้ P4P ที่เราเริ่มกันมาก็จะเริ่มต่อไปไม่มีใครหยุดเดินหน้าต่อไปทั้งหมด แต่ว่าในการทำบางครั้งอาจจะมีโรงพยาบาลที่ทำไปแล้วมีปัญหาอะไรบ้างเราก็มีการเข้าไปดูแลว่าเกิดปัญหาอะไร เราก็จะเข้าไปเยียวยาชดเชยสิ่งที่มันเสียหายขึ้นไปว่าเกิดอะไรขึ้นมา เช่น รายได้ หรืออะไร บางกลุ่มเองก็อาจจะอยากจะทำแต่ความไม่พร้อมทั้ง 2 ฝ่ายเราต้องเข้าไปดูแลให้บุคคลากรนั้นมีความพร้อมเข้าใจถึงข้อมูลชัดเจนส่วนนี้เองถ้ามีปัญหา ผลกระทบจากรายได้ที่ต่างไปเราก็เข้าไปดูแลอีก อันนี้ก็ชัดเจนพอเข้าใจอย่างนี้มันก็เดินหน้าได้ว่ามาตราการระยะสั้นชันเจน และเราก็บอกว่าอย่างน้อยที่สุดกลุ่มที่เดินหน้าก็เดินไป แต่กลุ่มที่ยังไม่พร้อมต้องทำอย่างช้าที่สุด 1 ตุลาคม 2556 และมี Milestone Chart เพื่อแก้ปัญหาอีก เราก็ดูว่าบริบทของโรงพยาบาลจะมีความต่างกัน มีภาระหน้าที่ น้ำหนักไม่เท่ากัน หรือขั้นตอนที่ผู้ที่ไม่เข้าใจมาเราก็จะรับไว้ปรับปรุง เราก็ตั้งเป็นคณะทำงานขึ้นมาว่าจะมาปรับปรุงในเรื่องนี้อยู่ว่า ถ้ามีตรงไหนที่ต้องปรับปรุงรายละเอียดปลีกย่อย เพื่อให้มันเดินหน้าได้ง่าย คล่องตัวถูกกับพื้นที่ก็ทำกันไป แต่จะมีกฎเกณฑ์กลางเพื่อให้เห็นว่าระบบมันเดินไป นี่เราเห็นชัดเจนว่าผู้ที่เข้ามาพอเข้าใจตรงนี้ เขาก็บอกว่าเข้ามาเพราะปัญหาขัดข้องจริง ๆ อยากทำ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรบ้าง ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์หรือเห็นว่ามันอาจจะมีปัญหา ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นก็เลยชัดเจน เพราะไม่ได้เข้ามาขัดขืนหรือต่อต้าน ไม่เอาอะไรกัน ในการสื่อไม่ค่อยชัดเจน ในเรื่องของการแสดงออก มันก็เลยออกมาอย่างนั้น เท่านั้น

พิธีกร : การตั้งคณะทำงานโครงสร้างออกมาเป็นอย่างไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง มีทั้งกลุ่มที่ กลุ่มแพทย์ชนบทอยู่ด้วยหรือไม่ กลุ่มอื่น ๆ อย่างไรบ้าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข : คือผมอยากให้เข้าใจว่า การทำงานเป็นการทำงานร่วมกัน ไม่ได้มีการมาตั้งกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ อันนี้เราไม่มีกลุ่มในกระทรวงสาธารณสุข เพียงแต่ว่าเราเอาผู้ที่ได้ส่วนได้เสียมาช่วยกันทำ เช่น กลุ่มโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบลาทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน กลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ เช่น พยาบาล เทคนิคการแพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ และก็คงมีเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่จะเข้ามาดูระเบียบ เช่น กรมบัญชีกลางอะไรต่าง ๆ เราถือว่าเป็นการทำงานอย่างมีส่วนได้เสียกันมากกว่าเป็นทีม ไม่ได้มาแบ่งกลุ่มว่ากลุ่มนี้ กลุ่มนั้น

พิธีกร : จะประกอบไปด้วยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนได้ส่วนเสียกับระบบนี้ทั้งหมด ที่นี้อย่างที่รัฐมนตรีบอกว่า กำหนดหรือเงื่อนเวลาที่ตอนนี้ว่า ใครพร้อมก็เริ่มทยอยทำไปก่อน ใช่หรือไม่ และก็ท้ายที่สุด จะต้องไม่เกินเดือนตุลาคมนี้ แล้วเราจะประเมินเมื่อไร หลังจากที่ตุลาคมนี้ ถ้าเกิดทุกคนเข้าสู่ระบบทางเดินนี้กันหมดแล้ว

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข : ในทางปฏิบัติทุกจังหวัดขณะนี้ ท่านผู้ตรวจราชการ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดได้ลงไปทำความเข้าใจ แล้วก็มีหลายโรงพยาบาล หลายจังหวัด ที่ทำความเข้าใจแล้ว ก็เดินหน้า ทั้งในส่วนที่เก็บผลงานและเตรียมพร้อมที่จะจ่ายเงิน อย่างเช่น ในเดือนพฤษภาคม ก็มีหลายโรงพยาบาลที่จ่ายเงิน อย่างเมื่อเช้านี้ บางจังหวัด ก็ได้รายงานตรงกับผมว่า ขณะนี้พร้อมที่จะจ่ายแล้ว เพราฉะนั้นจะมีจังหวัดบางส่วนที่เดินหน้าไปแล้ว ซึ่งอันนั้นเราก็คงจะตามดูและกระตุ้นให้สมบูรณ์มากขึ้น

พิธีกร : มากหรือยังค่ะท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข สักกี่จังหวัด

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข : เท่าที่ดูตัวเลขอาจจะยัง เนื่องจากเวลาที่ผ่านมา มีความสับสนในเรื่องการสื่อสารอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นก็คงมีจำนวนหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าอยู่ประมาณ 20% – 30%

พิธีกร : แล้วที่เริ่ม ๆ 20% – 30% อยู่ในพื้นที่ที่เป็นประเด็นที่อ่อนไหวมาก อย่างเช่น พื้นที่เสี่ยง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือท้องถิ่นห่างไกลตรงนี้มีบ้างหรือเปล่าคะ

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข : ก็มีทั้งในส่วนที่เป็นชนบทธรรมดา พื้นที่ชายแดน มีหลายพื้นที่ ทีนี้ในส่วนที่ กลุ่มที่ยังเพิ่งจะเริ่มต้น กระทรวงก็คงจะมีทีมที่เป็นพี่เลี้ยง ซึ่งก็ทำหน้าที่เรื่องนี้มาประมาณ 2 เดือนแล้ว แต่เนื่องจากในเบื้องต้นอย่างที่รัฐมนตรีเรียนว่ายังไม่อยากเปิดหนังสือ ก็เลยยังไม่ได้สื่อกันมากนัก ตอนนี้หลังจากเมื่อวานนี้ตกลงว่าเรื่องนี้ต้องเดินหน้าแล้ว ผมก็คิดว่าในส่วนข้าราชการประจำ ผมก็คงจะให้พี่เลี้ยงที่จะเข้าไปสนับสนุนได้เข้าไปอย่างเต็มกำลังเพื่อที่จะทำให้ทุกโรงพยาบาลได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง ทีนี้ส่วนของคณะทำงาน ต้องเรียนอย่างนี้ว่า คืออาชีพที่มีอยู่ในโรงพยาบาลของเรามีมากพอสมควร เรามีโรงพยาบาลขนาดใหญ่อยู่ 100 โรง มีโรงพยาบาลชุมชนอยู่ประมาณ 730 โรง เรามีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่สถานีอนามัยเดิมประมาณเกือบ 10,000 แห่ง ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นความแตกต่างของลักษณะงาน ซึ่งก็จะตามมาด้วยความแตกต่างของค่าตอบแทน แล้วก็มีวิชาชีพที่แตกต่างอยู่ถึงเกือบประมาณ 30 สายงาน เพราะฉะนั้นมันจะต้องผสมผสานความต้องการเพื่อที่จะไม่ให้เกิดความแตกต่างวิชาชีพและของทุกระดับด้วย ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นความยากในการที่จะหากติกาแต่ก็คงจะต้องทำไปเพื่อให้ทุกคนอยู่ได้ และก็เห็นว่าทุกคนอยู่กันอย่างมีศักดิ์ศรีและมีความสุข

พิธีกร : นอกจากเรื่องของระบบค่าตอบแทน ซึ่งท่านได้เรียนตั้งแต่ต้นต่อท่านผู้ชมไปแล้วว่าเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการทั้งหมดเท่านั้น ที่ดูแลเรื่องของวิชาชีพนี้ ยกระดับคุณภาพแล้วก็การให้บริการแก่ประชาชนเล่าเรื่องอื่น ๆ ประกอบด้วยหรือไม่ว่าทั้งหมดนี้ประชาชนจะได้อะไรจากระบบการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าตอบแทนและอื่น ๆ ด้วย อย่างที่ท่านปลัดฯได้เล่าให้ฟัง เมื่อตอนต้น อย่างเช่น หนึ่งแพทย์หนึ่งอำเภอ หรือว่ากฎเกณฑ์อะไรต่าง ๆ ที่เอื้อให้คนเข้าสู่วิชาแพทย์ และก็เอื้อให้คนที่จบแพทย์คืนถิ่นฐานบ้านช่องอะไรต่าง ๆ มากขึ้นคะ ทั้งหมดคนไทยจะได้อะไร

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข : คือผมคิดว่าโดยนโยบายและสิ่งที่เป็นปัญหาคือขาดแคลนของบุคลากรทางด้านการแพทย์ ซึ่งรัฐมนตรีก็ให้นโยบายแล้วก็เราได้ศึกษาการขาดแคลนรวมทั้งนอกเหนือจากความขาดแคลนแล้วก็เรื่องกระจายด้วย ดังนั้นเรื่องกำลังคนจะเป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขขณะนี้กำลังกลับมา เพื่อจะดูแผนพัฒนากำลังคนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในส่วนของสายแพทย์ ทันตแพทย์ ซึ่งถือว่าเป็นสายขาดแคลนจริง ๆ ก็มีโครงการเฉพาะอย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว โครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท โครงการหนึ่งแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งแพทย์ ขณะนี้มีคนที่อยู่ในมหาลัยและกำลังจะจบมาจากนี้ไปจะประมาณปีละ 2,500 คน โดยเฉพาะแพทย์ ซึ่งก็เรียนยืนยันกับประชาชนว่าความขาดแคลนจะน้อยลงเรื่อย ๆ และถ้าเราได้มีมาตรการเสริมก็จะทำให้กลุ่มแพทย์เหล่านี้อยู่ในชนบทนานขึ้นแต่อย่างไรก็ตามในข้อเท็จจริงธรรมชาติของแพทย์ก็มักที่จะต้องเรียนต่อในการเป็นแพทย์เฉพาะทางซึ่งตรงนั้นเราก็มีแนวที่จะทำให้ไม่เกิดการดึงบุคคลากรจากชนบทเข้าสู่ในเมืองมากนักพร้อมทั้งมีมาตรการอื่น ๆ เสริม

พิธีกร : ในภาพรวมท่านรัฐมนตรีฯ มีอะไรที่จะเสริมไหม ระบบสุขภาพของคนไทย ระบบการดูแลการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขคนไทยจะได้อะไรเพิ่มเติมมากขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข : สิ่งที่เราย้ำต้องให้คนไทยรับคุณภาพการรักษาที่ดีขึ้นอย่างที่ท่านปลัดฯได้กรุณาบอกไว้ว่ามาโรงพยาบาลต้องเจอหมอ และเราจะยกมาตรฐานขึ้นไปอีกอย่างเช่นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ไปเรียนเฉพาะทางแล้วก็ไปหาอัตราบรรจุในชุมชนมากขึ้น และท่านจะได้พบแพทย์เฉพาะทางมากขึ้นนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งการที่เราเข้ามาปรับปรุงในเรื่องต่าง ๆ โดยเน้นเรื่องคุณภาพ อย่างเช่นเราทำเรื่องเขตบริการเราต้องการให้คนเข้าถึงบริการเพราะการเป็นเขตบริการนี่ประชาชนจะเข้าถึงบริการผ่าตัดเร็วขึ้นเพราะมีการแชร์ทรัพยากรมีอะไรต่าง ๆ แล้วไม่ต้องมานั่งรอคิวผ่าตัดกันอยู่ที่โรงพยาบาลนี้สามารถไปโรงพยาบาลนั้นได้อย่างนี่ประชาชนจะได้ในเรื่องนี้ไม่ต้องมานั่งรอคิวกันการลงทุนรัฐบาลก็ไปลงทุนสร้างศูนย์อะไรต่าง ๆ ที่ไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อนประชาชนก็มาในศูนย์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นเร็วขึ้น เพราะฉะนั้น จะเอาเงินไปกระจายมันก็เกิดขึ้นเร็วขึ้นอย่างนี้ ทรัพยากรบุคคลพอแบ่งกันใช้ขาดบุคลากรก็จะทำการส่งไปใช้ช่วยกันบ้างประชาชนก็มาหาหมอเจอหมอ อันนี้จะชัดเจนเราอยากให้เป็นอย่างนั้น และประชาชนก็จะได้เรื่องคุณภาพ คุณภาพการส่งเสริมป้องกันโรคก็เน้นลงไปอีกเพราะเป็นโรคปีแรกที่เราเข้าทำตัวชี้วัดที่ชัดเจนแล้วว่าต้องมีการส่งเสริมสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงจนกำหนดเป้าหมายการทำงานให้กระทรวงสาธารณสุขเลยว่าต้องมีสุขภาพดีอย่างไร

พิธีกร : วิสัยทัศน์ในระยะยาวระบบสาธารณสุขบ้านเราโดยเฉพาะเรื่องของวิชาชีพแพทย์วงการแพทย์ไปจะไปถึงไหน มันเทียบกับประเทศเอาอย่างแรกที่เราจะต้องก้าวเข้าสู่ AEC เราอยู่ในอันดับไหนในวิสัยทัศน์ รัฐมนตรีว่าการ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข : คือเราแยกว่าประเทศไทยเรามีชื่อเสียงทางการแพทย์มาตลอดว่าเรามีภาพพจน์ในเรื่องนี้มากต่างชาติมารักษาเราแยะแต่โดยมากที่มาคือภาคเอกชน แต่จริง ๆ ชื่อเสียงเรามาจากโรงเรียนแพทย์ แต่ในสาธารณสุขของเราหน้าที่ของผมก็ต้องทำให้ประชาชนคนไทยรักการรักษาแทคโนโลยีที่ทันสมัยเทียบเท่ากับการที่ไม่ถูกทิ้งให้เราล้าหลัง ต้องมีการเข้าถึงบริการที่ดีมีคุณภาพอันนี้อย่างที่เรามอง โดยเรากำหนดไว้ชัดเลยว่าใน 10 ปี คนไทยที่เกิดใน 10 ปีข้างหน้าจะต้องมีอายุเฉลี่ยถึง 80 ปี แปลว่าต้อง 80 ปีอย่างมีคุณภาพด้วยไม่ใช่เจ็บบ่อย ๆ อยู่ตอนนั้น อันนี้คือวิสัยทัศน์ที่รัฐบาลอยากจะสร้างสุขภาพที่ดีให้คนไทยอย่างจับต้องวัดได้คือ ต้องมีอายุถึงขนาดนั้นอย่างมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

พิธีกร : ท่านปลัดฯ มีเรื่องเสริม ปิดท้าย

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข : ผมจากการที่เป็นผู้ปฏิบัติในส่วนนโยบายรัฐบาลที่อยากจะเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน สิ่งที่เราจัดก็คือระบบบริการ จากเดิมที่การพัฒนา จะเป็นแต่ละโรงพยาบาล มีทิศทางพัฒนาของตัวเอง ขณะนี้เราก็จัดเป็นกลุ่ม เป็นเขต อย่างที่ท่านรัฐมนตรีให้นโยบายว่าจะต้องใช้ทรัพยากรร่วมกัน ดังนั้น เราแบ่งสถานบริการของเราออกเป็น 12 เขต ขณะนี้เป้าหมายที่เราวางไว้คือ 12 เขต จะต้องให้บริการที่มีคุณภาพ และขีดความสามารถไม่แตกต่างกัน เช่น ผ่าตัดหัวใจได้ ทุกเขตจะต้องมีโรงพยาบาลที่สามารถผ่าตัดหัวใจได้ อย่างนี้เป็นต้น เขตใดยังไม่มีเราก็จะทุ่มทรัพยากรไปที่นั่น ดังนั้นการที่จะมองเป็นเขตบริการร่วมกัน จะทำให้ไม่มีการแย่งชิงทรัพยากรกันภายในจังหวัด ภายในเขต เช่น โรงพยาบาลใดถูกกำหนดให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะชั้นสูงด้านหัวใจ โรงพยาบาลข้างเคียงก็จะไปเป็นด้านอื่น ซึ่งจะไม่ซ้ำซ้อนกัน อันนี้ก็จะเป็นการพัฒนาคุณภาพบริการ และก็มีประสิทธิภาพในการที่จะใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ

พิธีกร : วันนี้ต้องขอบพระคุณทั้งสองท่านเป็นอย่างสูงหวังว่าประชาชนที่รับชมรายการของเราในตอนนี้ ก็คงจะมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการพัฒนาวงการแพทย์และสาธารณสุขเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่หลายคนก็ยังคงสงสัย วันนี้น่าจะไขข้อข้องใจกันไปได้ แล้วก็ติดตามความคืบหน้ากันต่อไปถึงเรื่องของการจ่ายค่าตอบแทน ตามระบบปฎิบัติงาน หรือว่า P4P ซึ่งเป็นข่าวมาในระยะนี้ ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีค่ะ ขอบพระคุณท่านปลัดฯ มากค่ะ

ช่วงที่ 3

นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (พิธีกร) : วันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมาเป็นวันข้าวและชาวนาไทย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนา โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการสำคัญที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนั้นดีขึ้น วันนี้เรามีตัวแทนชาวนาบางส่วนมาอยู่กับเราที่นี่ สวัสดีทุกท่านครับ เรียนถามพี่ถวิลฯ มาจากจังหวัดกำแพงเพชร ว่าปัจจุบันนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาเป็นอย่างไรบ้าง

ตัวแทนชาวนาจังหวัดกำแพงเพชร : ปัจจุบันนี้ชีวิตของชาวนาก็รู้สึกดีขึ้นที่ทางรัฐบาลมีโครงการรับจำนำข้าว แต่บางสิ่งบางอย่างต้องมีการแก้ไข เช่น บางทีจำนำไปแล้ว ขั้นตอนต่าง ๆ ออกช้ามาก เรื่องใบประทวน เพราะเกษตรกรบางทีเงินออกช้า ต้นทุนที่จะต้องนำไปลงทุนต่อ คือต้องไปกู้ยืมเพราะเงินออกช้า บางคน 4-5 เดือน บางคนถึง 7 เดือน ปัญหาคือพอเงินออกแทนที่จะได้มาเต็มจำนวนก็ต้องนำเงินตรงนี้ไปใช้หนี้ดอกเบี้ย 30,000 -40,000 บาท แทนที่จะมาเป็นต้นทุน ฉะนั้นอยากจะฝากรัฐบาลให้ช่วยดูแลเรื่องขั้นตอนต่าง ๆ

พิธีกร : นี่คือขั้นตอนแสดงว่าที่ผ่านมาโครงการรับจำนำข้าวที่ 15,000 บาท ความชื้นอาจจะทำให้เราได้ไม่ถึงจำนวนนั้นก็จริง แต่เมื่อเทียบกับอดีตชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาไทยเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเทียบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมากับการที่รัฐบาลนำเอาโครงการรับจำนำข้าวมาใช้ในช่วง 2 ปีที่แล้ว

ตัวแทนชาวนาจังหวัดกำแพงเพชร : เปลี่ยนแปลงมาก ทุกบ้านมีรถขี่ มีความสุขกันทุกคน

พิธีกร : จังหวัดชัยนาทเป็นอย่างไรบ้าง

ตัวแทนชาวนาจังหวัดชัยนาท : ที่จังหวัดชัยนาทก็แบบเดียวกับจังหวัดกำแพงเพชร ความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ปัญหาเดียวกัน เราแก้ไม่ตกปัญหานี้คือ เรื่องขั้นตอนการรับจำนำกว่าจะผ่านกว่าจะได้ใบประทวนและนำไปขึ้นกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ต้องใช้เวลา 2-3 เดือน และเกษตรกรที่ไม่มีทุนมาทำของตัวเอง ซื้อปุ๋ย ซื้อยา มาจากร้านค้า เพราะร้านค้าดอกเบี้ยขึ้นทุกวัน กว่าจะได้เงินรวมทั้งข้าวอยู่ในแปลงนา 4 เดือนกว่า แล้วกว่าจะได้เงินอีก 2-3 เดือน เป็น 5-6 เดือน พอได้เงินมาแทนที่จะได้มาลงทุนใหม่ต้องเอาไปใช้หนี้เสียค่าดอกเบี้ยเงินก็หมด และก็ต้องกู้มาใหม่อีก เพราะฉะนั้นชาวนาจะไม่มีการหมดหนี้ ถ้าระบบเป็นแบบนี้

พิธีกร : แสดงว่าอยากจะเห็นการปรับปรุง กระบวนการ ขั้นตอนให้ดีขึ้นกว่านี้ แต่ว่าแนวคิดของการรับนำจำข้าวนั้นดีอยู่แล้ว

ตัวแทนชาวนาจังหวัดชัยนาท : แต่ขั้นตอนในการทำเรื่องเอกสารให้เร็วกว่านี้ ถ้าสมมุติชาวนาเกี่ยวข้าว ไม่เกิน 1 เดือน ได้รับตังจะดีมาก แต่แบบนี้นานมาก 2-3 เดือน

พิธีกร : อยากให้เล่าชีวิตความเป็นอยู่แต่ละที่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไรบ้าง ตั้งแต่มีโครงการรับจำนำข้าว ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา

ตัวแทนชาวนาจังหวัดอ่างทอง : รู้สึกว่าดีมาก เพราะโครงการรับจำนำข้าวช่วยให้เกษตรกรที่ เมื่อก่อนเราขายข้าวกันราคาไม่ถึง 10,000 บาท ประมาณ 7,000-8,000 บาท แต่รัฐบาลรับจำนำอยู่ที่ 15,000 บาท ตอนที่เราไปขายเรื่องของความชื้นเราเกี่ยวสดได้ประมาณ 11,000-14,000 บาท ถือว่าดีมาก และอยากจะฝากรัฐบาลคือตอนแรก ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าจำนำได้ทุกเมล็ด แต่ช่วงหลังมาตั้งกติกาที่เกิน 500,000 บาท และมาตรวจสอบกันทำให้เกษตรกรล่าช้า ของจังหวัดอ่างทอง ตอนนี้ร้อยรายที่ต้องผ่านกระบวนการ 9 ขั้นตอน ที่มาตรวจสอบย้อนหลัง จริง ๆ ผ่านกระบวนการมาแล้ว ผ่านการประชาคม ผ่านการขึ้นทะเบียนมาแล้ว ทุกอย่างถูกต้องหมดแล้ว การรับรองของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ถูกต้องหมด แต่มาตั้งกติกาเกิน 500,000 บาท ทำให้ล่าช้า เกษตรกรก็เดือดร้อน ถ้าหากเป็นไปได้คือจำนำได้ทุกเมล็ด โครงการรับจำนำข้าวขอให้มีต่อไป เพราะว่าเป็นขวัญและกำลังใจของชาวนาทั้งประเทศที่พูดว่ามีผู้สวมสิทธิ์ ผมว่าไม่จริง อาจจะเป็นการสร้างข่าวลือ หรืออาจจะเป็นบางที่ อันนี้ก็ขอฝากไว้ที่ได้พูดว่าสวมสิทธิ์ของจังหวัดอ่างทอง หรือของภาคกลางผมคิดว่าเป็นศูนย์

พิธีกร : ของจังหวัดอยุธยาเป็นอย่างไรบ้าง ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาที่นั่น

ตัวแทนชาวนาจังหวัดอยุธยา : คงจะเหมือน ๆ กับภาคกลางทั่ว ๆ ไป ที่กล่าวไปแล้ว แต่ที่เป็นห่วงมากที่สุดคือเรื่องสุขภาพเกษตรกรมากที่สุด ตอนนี้เกษตรกรมีเงินมากพอมีเงินมากก็ซื้อของอำนวยความสะดวกเข้ามาใส่ตัวเรา แต่ไม่นึกถึงสุขภาพ เช่น อยากได้ปริมาณข้าวมากก็ใช้เคมีกันมาก ตอนนี้ก็รณรงค์กันอยู่ เรามักจะพบเห็นได้ว่าตามโรงพยาบาลนั้นคนป่วยมากขึ้น เพราะเวลาเรามีเงินแล้วใช้จ่ายฟุ่มเฟือย อาหารฟาสต์ฟู๊ดก็เข้ามาตามท้องถิ่นมากมาย เราก็มีกำลังจ่าย แต่ก็มีทั้งผลลบและผลบวกเข้ามาในชุมชน

พิธีกร : ถึงแม้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่อยากจะเห็นเกษตรกรให้มีสุขภาพดีขึ้น จังหวัดลพบุรีอยากจะเห็นเกษตรกรให้ความสำคัญกับการปลูกพืชที่เน้นเรื่องของชีวภาพ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ด้วยได้หรือไม่

ตัวแทนชาวนาจังหวัดลพบุรี : อันนี้ผมให้คำปรึกษาชาวบ้านก็ช่วยเหลือ โดยไม่คิดเงินบรรยายให้ฟรี อยากให้ทำเหมือนคณะของผม ถึงไม่ได้ 100% สัก 50% ก็ยังดี เพราะว่าเราไม่คิดค่าตอบแทนที่เราจะบรรยายอยู่แล้ว และชาวนาจังหวัดลพบุรีมีความสุขกับตรงนี้มาก และอยากอวยพรให้รัฐบาลชุดนี้ได้เป็นรัฐบาลต่อ ๆ ไป อยากให้โครงการนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ต่อไปผมกังวลว่าปี 2558 เกษตรกรบางราย อาจจะอยู่ได้ยาก เพราะว่าบางคนไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลงทุนสูง ใช้แต่สารเคมีฆ่าแม่นางธรณีตลอดไม่เคยเติมความดีให้ พวกผมมีแต่บำรุงดินไถกลบตอซัง ปลูกพืชสด หมุนเวียน ผมทำแม้กระทั่งสวน รายได้อยู่ได้ไม่ต้องกู้เงินก็อยู่ได้

พิธีกร : กระบวนการทุกอย่างรัฐบาลมีโครงการรับจำนำข้าวมาแล้ว เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่เกษตรกรเองต้องมีความรับผิดชอบต่อผืนดินที่ตนทำนาให้มากขึ้น คือการใส่ใจผู้ที่มาซื้อสินค้าไม่ใช่เอาแต่ใส่สารเคมี แต่เราต้องดูด้วยว่าผู้ที่มาซื้อสินค้าได้รับผลประโยชน์อย่างไรจากสินค้าด้วย

ตัวแทนชาวนาจังหวัดลพบุรี : แต่ก่อนพ่อแม่ได้ทำกินในพื้นดินนี้อยู่แล้ว เมื่อทำนาข้าวในที่ดินทำให้ดินป่วยเมื่อปลูกพืช พืชก็ป่วย เมื่อพืชป่วยคนที่ได้รับประทานก็ต้องป่วย เพราะฉะนั้นไม่อยากให้คนป่วยจะต้องบำรุงดินไม่ให้ดินป่วยพืชถึงจะไม่ป่วย

พิธีกร : ทางจังหวัดพิษณุโลก ถ้า 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีโครงการที่จะทำนาปลูกข้าวแบบนี้เลย คิดอย่างไรครับ

ตัวแทนชาวนาจังหวัดพิษณุโลก : เป็นหนี้เป็นสินขึ้น แต่พูดถึงโครงการรับจำนำข้าวทำให้ชีวิตชาวนาดีขึ้น และได้ส่งลูกเรียนต่อมีการศึกษาที่สูงขึ้น มีชีวิตเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ขอให้พี่น้องชาวนาไทยช่วยกันลดต้นทุนและรู้จักประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น แม้ว่าปีนี้อาจจะทำได้ไม่ดีแต่ดูต่อไปจะดีขึ้นทุกๆ ปี ขอบคุณสำหรับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้ด้วย

พิธีกร : จังหวัดสุพรรณบุรีอยากจะเห็นรัฐบาลเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวอีกนานแค่ไหนครับ

ตัวแทนชาวนาจังหวัดสุพรรณบุรี : ให้ทำอย่างนี้ไปตลอด แต่ขอว่าไม่ให้ลงกรอบลึกมากจนเกินไป เช่น ช่วงการทำนากำหนดไว้ปีละ 2 ครั้ง แต่ถ้ากำหนดพื้นที่ซึ่งบางพื้นที่ไม่สามารถทำได้หรือทำไม่ทัน เมื่อทำไม่ทันหรือไม่ได้ช่วงทำก็หมดสิทธิ์ไปจึงไม่สามารถเข้ากรอบของช่วงแรกได้ ก็ต้องเลื่อนไปช่วงที่สอง พอเลื่อนไปช่วงที่สองทำให้เสียสิทธิ์ช่วงแรก เพราะน้ำในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน บางพื้นที่น้ำลดลงเร็วก็ทำได้ทันกรอบ บางพื้นที่น้ำลดลงช้าก็ไม่สามารถทำตามกรอบได้ แต่ยอมรับว่าระบบนี้ดี เพราะถ้าเกษตรกรลดต้นทุนจะยิ่งทำให้ได้กำไรมากขึ้นและในกรณีที่ทำแบบทั่วไปไม่ลดต้นทุนจะทำให้ยังมีเงินเหลือเนื่องจากข้าวมีราคาแพง

พิธีกร : คำว่าลดต้นทุน เรียนถามคุณถวิลฯ ที่บอกว่าอยากให้มีการลดต้นทุนเกษตรกร มีการดำเนินการอย่างไรเพื่อลดต้นทุน ไม่ใช่แค่เฝ้ารอจากโครงการรับจำนำข้าว แต่ได้มีการปรับปรุงตนเองอย่างไรบ้างครับ

ตัวแทนชาวนาจังหวัดกำแพงเพชร : การลดต้นทุนนี้ ต้องทำให้การทำนาที่ได้มาเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง การทำนานี้จะมี 3 แม่ การดูแลมี 3 ขั้นตอน และอื่น ๆ จะมีอยู่ 7 ข้อ แต่ที่พูดวันนี้ไม่ได้อยู่ในเชิงลึก คำว่า 3 แม่ แม่ที่ 1 ที่สำคัญที่สุดนั่นคือแม่พันธุ์จากโครงการข้าวรับรองตรงตามสายพันธุ์ต้านทานต่อโรค และเป็นที่ต้องการของตลาด แม่ที่ 2 ที่สำคัญคือ ถ้าได้ผลประโยชน์จากแม่สิ่งที่คืนให้แม่ก็เผาแม่เลย ผิดจากกลุ่มพวกเรา เมื่อได้ผลประโยชน์จากท้องไร่ท้องนาจากแม่พระนางธรณี เราก็คืนความอุดมสมบูรณ์กลับโดยไม่ทำลายธรรมชาติ การทำการเกษตรต้องทำการเกษตรแบบยั่งยืน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนแม่ที่สำคัญที่สุดอีกอันหนึ่ง ฝากถึงรัฐบาลชุดนี้คือเรื่องน้ำ เขาบอกว่า 2 แม่จะดีเลิศประเสริฐขนาดไหนถ้าไม่มีแม่ที่ 3 คือแม่พระคงคา ซึ่งบางสถานที่แห้งแล้งน้ำไม่ทั่วถึง เกษตรกรทำกินลำบาก ฝากรัฐบาลช่วยดูแลพื้นที่ที่น้ำไม่เพียงของเกษตรกรไทย จะเหลื่อมล้ำกันตรงนี้น่าเป็นห่วงมาก และความรู้ต่าง ๆ ด้านการลดต้นทุนพวกเรารู้ เกษตรกรท่านใดสนใจข้อมูลการลดต้นทุนพวกเรายินดีให้ความรู้

พิธีกร : ยินดีแบ่งปันไม่ใช่เป็นสิ่งที่เก็บไว้แต่เพียงผู้เดียว

ตัวแทนชาวนาจังหวัดกำแพงเพชร : เหมือนอาจารย์บางท่านที่เรายกระดับซึ่งท่านจะมีแนวคิดอยู่ว่าถ้ามีความรู้แล้ว ถ้าไม่แบ่งปันให้กับผู้อื่นเมื่อเราตายความรู้ก็ตายตามเรา แต่ถ้าเราปล่อยความรู้นี้ให้ผู้อื่น เช่น เกษตรกรไทยได้รับ เขาได้ความรู้ถึงพวกเราตายไปแต่ความรู้เราไม่ได้สูญหาย เหมือนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน สามารถนำความรู้จาก 100 เปอร์เซนต์ อาจจะดึงความรู้มาเพียงแค่ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ทำให้มีความสุขแล้วถ้าหากว่าทำได้

พิธีกร : วันนี้ขอบพระคุณทั้ง 7 ชาวนาปราดเปรื่อง ขอบพระคุณมากครับ ท่านผู้ชมได้เห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวนั้นเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรชาวไทยเป็นอย่างมาก เพราะว่าทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้ว่าปัจจุบันนี้อาจจะมีข้อติดขัดทางเทคนิคต่าง ๆ บ้าง ซึ่งรัฐบาลจะพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไข เพื่อให้ขบวนการนั้นสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น แต้ท้ายที่สุดแล้วเกษตรกรชาวนาจะต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาตนเอง ลดต้นทุนการผลิต เพื่อทำให้การเพาะปลูกข้าวสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวท่านได้อย่างยั่งยืน

คุณสายสวรรค์ ขยันยิ่ง (พิธีกร) : และนั่นก็คือเสียงสะท้อนของกลุ่มชาวนาที่มีโอกาสเข้าพบนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ฟังอีกหนึ่งมุมมองของกลุ่มชาวนาที่มีต่อนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้ และทั้งหมดนี้คือรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนประจำสัปดาห์นี้ ดิฉันสายสวรรค์ ขยันยิ่ง ลาไปก่อน สวัสดีค่ะ

……………………………..

 

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก