โดยในการเยือนศรีลังกาครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้หารือกับนายมหินทะ ราชปักษา ประธานาธิบดีศรีลังกา ในประเด็นสำคัญต่างๆ กระชับความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน และด้านศาสนาวัฒนธรรม ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย – ศรีลังกา ครั้งที่ 3 เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เกิดผลความคืบหน้าในระดับทวิภาคีเป็นอย่างดี และการเยือนครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความร่วมมือจากในระดับรัฐมนตรี สู่ระดับผู้นำ สานต่อแนวทางให้เกิดขึ้นจริงอย่างรอบด้านและทุกมิติ
มิติด้านการค้าการลงทุน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการกระตุ้นบรรยากาศที่เอื้อการลงทุนระหว่างสองประเทศ เพื่อสร้างโอกาสและแลกเปลี่ยนข้อมูลในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ผ่านโครงการหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก และการท่องเที่ยว ในส่วนของความร่วมมือระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันแนวทางความเชื่อมโยงระหว่างกัน โดยเฉพาะการลดอุปสรรคด้านการเดินทางทางอากาศและการเดินเรือ เพื่อส่งเสริมให้มีความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น และทั้งสองฝ่ายต่างได้ยืนยันความร่วมมือผ่านเวทีระดับภูมิภาค โดยเฉพาะกรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลเพื่อความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) ที่ทั้งไทยและศรีลังการ่วมเป็นสมาชิก
มิติด้านศาสนาและวัฒนธรรม การเดินทางไปยังเมืองแคนดี้ของนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้าร่วมการเฉลิมฉลอง 260 ปี การสถาปนานิกายสยามวงศ์ในศรีลังกา ถือเป็นการกระชับและต่อยอดความสัมพันธ์ไทย-ศรีลังกาจากการมีรากฐานทางพระพุทธศาสนาร่วมกันได้อย่างลึกซึ้ง โดยนายกรัฐมนตรีได้ร่วมพิธีอุปสัมปทา และสักการะพระเขี้ยวแก้ว ณ วัดพระเขี้ยวแก้ว และกราบนมัสการพระมหานยกฝ่ายมัลวัตตะและอัสกิริยะของนิกายสยามวงศ์ เพื่อถวายชฎา บาตรและปัจจัย เพื่อช่วยฟื้นฟูขนบธรรมเนียมทางพระพุทธศาสนาในศรีลังกา ภายหลังธรรมเนียมบางอย่างได้ลดหายไปในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศ
ในโอกาสการเยือนนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมกล่าวสุนทรพจน์ ณ รัฐสภาศรีลังกา ซึ่งนับเป็นผู้นำลำดับที่ 3 ของโลกที่ศรีลังกาให้ความสำคัญและให้เกียรติเชิญต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงความยึดมั่นและศรัทธาต่อศาสนาพุทธ และความเชื่อทางการเมืองและวัฒนธรรมร่วมกันของทั้งสองประเทศ ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมาอย่างยาวนาน และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่มีโอกาสมากล่าวต่อสมาชิกผู้แทนราษฏรที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนของประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความกล้าหาญในการปกป้องประเทศและรักษาไว้ซึ่งคุณค่าประชาธิปไตยมาโดยตลอด นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ทั้งไทยและศรีลังกาต่างก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย แม้ว่ามีความท้าทาย ที่พยายามทำลายความเชื่อในประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยก็ยังคงอยู่ เพราะเป็นความปราถนาของประชาชน .... ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องภายในประเทศของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยลำพัง ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั่วโลกต้องร่วมมือกันในการปกป้องและคุ้มครองประชาชน ซึ่งไทยและศรีลังกามีบทเรียนและประสบการณ์ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมมั่นถึงการสร้างความเชื่อมโยงผ่านการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกของศรีลังกาจะทำให้ศรีลังกาได้ประโยชน์จากการค้ากับทวาย และท่าเรืออื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าไทยและศรีลังกาจะก้าวสู่ศักราชใหม่ของความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคเอเชีย อันเป็นภูมิภาคสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไป
สำหรับการเยือนมัลดีฟส์ นับเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการระดับผู้นำครั้งแรก นับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันตั้งแต่เมื่อ 34 ปีก่อน โดยนายกรัฐมนตรีได้หารือกับนาย Mohamed Waheed ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ เพื่อร่วมกันเปิดช่องทางขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายใน 5 ปี โดยเฉพาะด้านการส่งออกสินค้าของไทยมายังมัลดีฟส์เนื่องจากมัลดีฟส์เป็นประเทศที่พึ่งพาสินค้านำเข้าเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสาขาการแปรรูปอาหาร การสาธารณสุข การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการลงทุนด้านพลังงานชีวมวลโดยนำขยะมาแปรรูป รวมทั้งด้านการท่องเที่ยว ที่นายกรัฐมนตรีพร้อมให้การส่งเสริมการลงทุนในสาขาการท่องเที่ยวของไทยทั้งในธุรกิจโรงแรม สปา และร้านอาหาร นอกจากนี้ ไทยได้เรียนรู้แนวนโยบายการท่องเที่ยวของมัลดีฟส์ ซึ่งเน้นของผู้มีกำลังซื้อ และท่องเที่ยวแบบระยะยาว (Long Stay) ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศที่สามารถนำไปปรับใช้กับไทยได้
นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในด้านการพัฒนาอย่างใกล้ชิด ซึ่งไทยได้เสนอ 3 Year Country Programme for the Maldives (2014-2016) โดยเน้นความร่วมมือด้านเกษตรกรรม สาธารณสุข และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในด้านความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี นอกจากนี้ ไทยพร้อมร่วมมือในด้านความมั่นคงเพื่อจัดการปัญหาข้ามชาติต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาด้านโจรสลัด ในส่วนของปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ทั้งสองประเทศเห็นพ้องให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทำงานร่วมกันเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าว
ด้านการพัฒนาความร่วมมือภายในภูมิภาคเอเชีย เพื่อสร้างพลังที่เข้มแข็งและสร้างสรรค์ อันนำไปสู่ “ความรุ่งโรจน์ของเอเชีย” นั้น ไทยจึงให้การสนับสนุนความร่วมมือองค์การต่างๆในภูมิภาค เช่น อาเซียน และ SAARC ที่มัลดีฟส์มีส่วนสำคัญอย่างมาก และเห็นว่า ทั้งสององค์กรควรรื้อฟื้นความร่วมมือ เนื่องจากการเติบโตของทั้งสองภูมิภาคต้องอาศัยความเชื่อมโยงระหว่างกัน ซึ่งในส่วนของไทยได้เริ่มโครงการลงทุนกว่า 2 ล้านล้านบาท (66 billion USD) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในด้านการขนส่งผ่านอาเซียนและเอเชียใต้
นอกจากนี้ในระหว่างการเยือน บุคคลสำคัญของมัลดีฟส์ได้เข้าเยี่ยมคารวะนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ดังนี้ นาย Abdul Samad Abdullah รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมัลดีฟส์ นาย Anmed Faiz Hussain ประธานศาลฎีกามัลดีฟส์ และนาย Abdullah Shahid ประธานรัฐสภามัลดีฟส์ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการหารือกับประธานาธิบดีมัลดีฟส์ ว่าประสบผลสำเร็จ โดยไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับมัลดีฟส์เป็นอย่างมาก เนื่องจากทั้งสองประเทศถือเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ซึ่งจะได้มีการแลกเปลี่ยนในส่วนที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ และสาขาที่มัลดีฟส์มีความต้องการ นอกจากนี้ ในการหารือกับประธานศาลฎีกามัลดีฟส์ ทางมัลดีฟส์แสดงความประสงค์ที่จะพัฒนาความรู้และแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านระบบยุติธรรมกับไทย และให้การยืนยันว่ากฏหมายของมัลดีฟส์จะให้ความคุ้มครองและอำนวยความสะดวกกับนักลงทุนไทยอย่างทั่วถึง ส่วนการหารือกับประธานรัฐสภา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกระชับความร่วมมือระหว่างรัฐสภา และหวังจะให้มีการแลกเปลี่ยนผู้แทนระหว่างรัฐสภาของสองประเทศ โดยรัฐบาลไทยให้การส่งเสริมและปกป้องประชาธิปไตย โดยการสร้างความเข็มแข็งให้แก่หลักนิติธรรม ซึ่งรัฐสภามีบทบาทอย่างมากในการผ่านกฏหมาย เพื่อปกป้องประชาธิปไตยไทย
****************************
วิเทศสัมพันธ์ สำนักโฆษก

