เกี่ยวกับรัฐบาล

วันนี้ (1 มิถุนายน 2556) เวลา 13.20 น.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงมาเล่ สาธารณรัฐมัลดีฟส์ และเดินทางโดยเรือไปยัง Male Official Jetty เพื่อร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และพิธีตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ โดยมีนาย Mohamed Waheed ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ให้การต้อนรับ จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางไปยัง President’s Palace เพื่อร่วมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีมัลดีฟ์ โดยนายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการหารือ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีล่าวแสดงความยินดีและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้เดินทางมาเยือนมัลดีฟส์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันตั้งแต่เมื่อ 34 ปีก่อน โดยการเยือนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนความสัมพันธ์กับมัลดีฟส์ และกระชับความร่วมมือกับประเทศในเอเชียใต้ โดยนายกรัฐมนตรีสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับ รวมถึงการติดต่อระหว่างประชาชนสู่ประชาชน อันจะช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระเทพฯมีกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินเยือนมัลดีฟส์ในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้

ในด้านความสัมพันธ์ ไทยและมัลดีฟส์มีมูลค่าการค้าระหว่างทั้งสองประเทศเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 109.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการลงนามความตกลงด้านความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในวันนี้จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนและพัฒนาความร่วมมือ โดยไทยหวังจะเพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังมัลดีฟส์

ด้านการลงทุน ไทยให้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนไทยเข้ามาลงทุนในมัลดีฟส์ โดยเฉพาะในสาขาการแปรรูปอาหาร (food processing) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริการ (hospitality-related businesses) โดยเฉพาะสปา โรงเรียนสอนทำอาหาร และร้านอาหาร ซึ่งจะมีส่วนช่วยประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของมัลดีฟส์ โดยในขณะนี้มีเอกชนไทยจำนวนมากที่เข้ามาลงทุนในมัลดีฟส์  โดยเฉพาะในด้านโรงแรม และท่องเที่ยว (Anantara Groups, Dusit Thani Plc. และ Centara Hotels and Resorts) ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Pruksa Real Estate PCL.). ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลมัลดีฟส์ที่ได้ให้การสนับสนุนนักลงทุนไทยเป็นอย่างดี

ในด้านการท่องเที่ยว เมื่อปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวชาวมัลดีฟส์เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากกว่า 1 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นกว่าร้อยละ 30 นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย นอกจากนี้ไทยยังถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่สำคัญในเอเชีย นายกรัฐมนตรีจึงได้กล่าวเชิญชวนให้ชาวมัลดีฟส์เดินทางมาไทย หากต้องการการรักษาทางการแพทย์ ในขณะเดียวกัน ไทยและมัลดีฟส์ยังสามารถพัฒนาความร่วมมือในด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และความเชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวอื่น ๆ

ทั้งนี้ความร่วมมือในด้านการพัฒนา (Development cooperation) ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในนโยบายต่างประเทศของไทย โดยไทยต้องการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในด้านการพัฒนาอย่างใกล้ชิดกับมัลดีฟส์ ในด้านที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ และมัลดีฟส์มีความต้องการ ซึ่งไทยได้เสนอ 3 year (2014-2016) Country Programme for the Maldives โดยความร่วมมือจะเน้นด้านเกษตรกรรม สาธารณสุข และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งนี้ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ได้กล่าวชื่นชม OTOP ของไทย และหวังว่าจะได้ความรู้เรื่องการพัฒนา SMEs จากไทย

ในปัจจุบัน มีคนไทยกว่า 700 คนอาศัยอยู่ในมัลดีฟส์ โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการบริการ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลมัลดีฟส์ที่ได้ให้การดูแลคนไทยเป็นอย่างดี

ปัญหาการค้ามนุษย์ ถือเป็นข้อห่วงกังวลที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน โดยใน 2-3 ปีที่ผ่านมา มีรายงานว่ามีกลุ่มผู้หญิงไทยจำนวนหนึ่งถูกลักลอบส่งไปยังมัลดีฟ์ เพื่อการค้ามนุษย์ โดยไทยหวังที่จะให้มีการประสานและทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลมัลดีฟส์เพื่อจัดการปัญหาดังกล่าว

นอกจากนี้ ไทยพร้อมร่วมมือในด้านความมั่นคงกับมัลดีฟส์ เพื่อจัดการปัญหาข้ามชาติต่างๆ เนื่องจากปัญหาข้ามชาติมีความสำคัญและส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่ถือเป็นรายได้หลักของทั้งสองประเทศ โดยทางมัลดีฟส์ ได้ขอความร่วมมือไทยเกี่ยวกับปัญหาด้านโจรสลัด

กระทรวงสาธารณสุขไทยและมัลดีฟส์มีความร่วมมือที่ใกล้ชิดกันมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1988 โดยทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และไทยพร้อมที่จะขยายความร่วมมือกับมัลดีฟส์ในสาขาสาธารณสุข รวมถึงการฝึกอบรมบุคคลากร การแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และสาธารณสุข และการพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัย

ในด้านความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี ถือเป็นหนึ่งในสาขาความร่วมมือที่ไทยหวังจะร่วมพัฒนากับมัลดีฟส์ต่อไป ซึ่งไทยรู้สึกชื่มชมมัลดีฟส์ที่มีบทบาทสำคัญในประเด็นระดับภูมิภาคและระดับโลกหลายประเด็นสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งเหมือนอย่างเช่นมัลดีฟส์ ไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากสและภัยพิบัติ ดังนั้นทั้งสองประเทศจึงควรมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทำงานร่วมกันเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าว โดยการสนับสนุนจากระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ไทยยังให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างในด้านการพัฒนา โดยเชื่อว่าประเทศกําลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็ก (Small Island Developing States: SIDS) ต้องประสบกับความท้าทาย ซึ่งไทยพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วม และเปลี่ยนประสบการณ์ เช่น การเกษตรอย่างยั่งยืน และสาธารณสุข

ไทยเชื่อมั่นว่าการพัฒนาความร่วมมือภายในภูมิภาคเอเชีย เพื่อสร้างพลังที่เข้มแข็งและสร้างสรรค์ อันนำไปสู่  “ความรุ่งโรจน์ของเอเชีย” นั้นมีความสำคัญอย่างมาก ไทยจึงให้การสนับสนุนความร่วมมือองค์การต่างๆในอนุภูมิภาค เช่น อาเซียน และ SAARC ที่มัลดีฟส์มีส่วนสำคัญอย่างมาก และเห็นว่า ทั้งสององค์กรควรรื้อฟื้นความร่วมมือ โดยเริ่มต้นด้วยการประชุมระหว่างทั้งสององค์กรในนิวยอร์ก และมองในประเด็นปัญหาระดับโลก

ในด้านการพัฒนาอาเซียน ทั้งสิบประเทศอาเซียนกำลังเตรียมพร้อมในการสู่ประชาคมอาเซียนในปี ค.ศ. 2015 ซึ่งจะทำให้กลายเป็นประชาคมที่มีตลาดเดียว และมีฐานการผลิตมากกว่า 600 ล้านคน ซึ่งทั้งนี้การเติบโตอย่างต่อเนื่องต้องอาศัยความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค รวมถึงในเอเชียใต้ด้วย โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของอาเซียน คือการขยายความเชื่อมโยงในภูมิภาค ที่ไทยมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์นี้ เนื่องจากประเทศตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ และไทยได้มีการลงทุนกว่า 2 ล้านล้านบาท (66 billion USD) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในด้านการขนส่งผ่านอาเซียนและเอเชียใต้ ได้มีการลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงจากไทยไปลาว และไปยังประเทศจีน และทางทิศใต้ไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ อีกทั้งการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายในเมียนมาร์ทางด้านตะวันออกของมหาสมุทรอินเดียจะเป็นอีกชิ่งทางหนึ่งของอาเซียน เพื่อเป็นประตูไปสู่เอเชียใต้

 

***************************************

กลุ่มวิเทศสัมพันธ์ / สำนักโฆษก