เกี่ยวกับรัฐบาล

รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (1 มิถุนายน 2556) เวลา 8.00 น. นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายอาคม เติมพิทยาไพสิน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวใน รายการยิ่งลักษณ์พบประชาชน ผ่านสถานีวิทยุโทรศัทพ์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

ช่วงที่ 1

นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (พิธีกร) : สวัสดีครับ นี่คือรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนกับผมธีรัตถ์ รัตนเสวี ท่านผู้ชมสามารถที่จะสื่อสารกับรายการได้ผ่านทาง SMS หมายเลข 4221559 ครั้งละ 3 บาท ปัจจุบันนี้ความเสี่ยงของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกนั้นมีการกระทบต่อเศรษฐกิจไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ทางคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณากรอบรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่วางเอาไว้ งบประมาณก็มีความจำเป็นจึงมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) งบประมาณปี 2557 ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นกัน ประเด็นเหล่านี้เป็นอย่างไรกันบ้าง เรามาคุยกับ 3 ท่าน ท่านแรกคุณวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สวัสดีทั้ง 3 ครับ

รมต.นร. วราเทพฯ : สวัสดีครับ

รมว.กค. กิตติรัตน์ฯ : สวัสดีครับ

นายอาคมฯ : สวัสดีครับ

พิธีกร : เริ่มจากคุณอาคมฯ ก่อนว่า ทำไมทางสภาพัฒน์ฯ (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ร่วมกับกระทรวงการคลัง เสนอกรอบการสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจในปี 2556

นายอาคมฯ : ด้วยเหตุที่ว่าเราพยายามวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย และพบว่ามีความเสี่ยงในปีนี้ เพราะดูจากผล GDP ไตรมาสแรก แม้ว่าเราจะมีการเติบโต แต่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น 2. เรื่องของเศรษฐกิจของไทยนั้น ถ้าเทียบกับไตรมาสที่ 4 จะเริ่มเห็นสัญญาณที่ชะลอตัว ก็คิดว่าตรงนี้เพื่อให้ความมั่นใจว่า เป้าหมายนโยบายของรัฐบาลที่อยากจะให้เศรษฐกิจเติบโต เราก็อยากให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ประเด็นคือว่า เสถียรภาพเราดูตรงไหน เราก็ดูตรงที่ 1. เงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้ออยู่ในภาวะที่น่าจะควบคุมได้ 2. เสถียรภาพของค่าเงิน ค่าเงินซึ่งเกิดจากเงินทุนจากประเทศไหลเข้ามาค่อนข้างที่จะมากเกินกว่าปกติ ตรงนี้ก็มีผลทำให้ค่าเงินบาทของเรานั้น แข็งขึ้นเป็นเวลาเกือบ 10 เดือน เพราะฉะนั้นเราก็มีความเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ผู้ประกอบการส่งออก และจะมีผลต่อรายได้จากการส่งออก ซึ่งเราเห็นชัดแล้วว่า 3 เดือนแรกของเรานั้น การส่งออกของเราโตแค่ 4.5% ในขณะที่ปกติควรจะได้ประมาณ 10% ตรงนี้เป็นที่มา

พิธีกร : ในการประชุมในครั้งนั้น ก็มีการพูดถึงมาตรการการเงิน การคลัง มาตรการเฉพาะด้าน ท่านรองนายกฯ มองว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ได้มีการพูดถึงออกมานั้น มีความเหมาะสม และสามารถที่จะรับมือความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง

รมว.กค. กิตติรัตน์ฯ : ในการพิจารณากรอบรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจปี 2556 ที่ทางสภาพัฒน์ฯ ได้เป็นเจ้าภาพในการประสานให้เกิดขึ้น คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาและก็ได้เห็นภาพรวม ซึ่งเป็นภาพรวมทั้งทางด้าน มหภาค ที่ประกอบไปด้วยนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน รวมทั้งแนวทางนโยบายกับมาตรการในการปฏิบัติ ในภาคที่เรียกว่าจุลภาค หรือภาคที่แท้จริง ซึ่งประกอบด้วย การทำงาน 8 ด้านด้วยกัน เช่น ภาคการเกษตร ภาคการอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว และอื่น ๆ ดังนั้น การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่จะต้องสอดประสานกัน ในเชิงมหภาค นโยบายการเงิน นโยบายการคลังที่สอดรับกัน และในเชิงของระหว่างมหาภาคกับจุลภาคที่จะต้องสอดรับกันด้วย เราเห็นจากประเทศต่าง ๆ มากมาย คือนโยบายมหภาคที่ดีสอดประสาน แต่ปรากฏว่าด้านภาคที่แท้จริงทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีความก้าวหน้า เศรษฐกิจก็ไปไม่ได้ หรือเราเห็นบ้างประเทศ ในทางกลับกันคือในภาคที่แท้จริงหรือภาคจุลภาค ทำได้ดี แต่นโยบายทางด้านมหภาคมีความผิดพลาดก็ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไปได้ ดังนั้น การที่เราจะดูทั้งหมดด้วยกันเพื่อให้คณะรัฐมนตรีได้เกิดความมั่นใจว่าแต่ละด้านที่ แต่ละกระทรวงหรือส่วนราชการกำลังทำงาน โดยหน่วยงานตนเอง หรือบูรณาการกับหน่วยงานอื่นที่เป็นภาครัฐ หรือทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน และมีการสอดรับที่ดีก็จะสามารถเป็นกันชนให้กับภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีผันผวนได้

พิธีกร : ท่านอาคมฯ แสดงว่าสิ่งที่มีการพูดถึง ในแง่ของกรอบรักษาเสถียรภาพคือเป็นการดูแลทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่ไปดูค่าเงินอย่างที่หลายคนมอง แต่นี่คือการทำให้เกิดการกระจาย การเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังทุกอุตสาหกรรม ไปยังประชาชนทุกหมู่เหล่าเพื่อทำให้การขยายนั้นเป็นไปได้อย่างยั่งยืน

นายอาคมฯ : ใช่ครับ ที่ท่านรองนายกฯ ได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่ คือในระดับมหภาคก็ต้องทั้งด้านการเงิน การคลัง ทางด้านจุลภาคก็จะต้องดูว่ารายได้หลักของประเทศนั้นมาจากไหน เราต้องไปดูระดับจุลภาค แน่นอนที่สุดในเรื่องภาคการเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นรายได้หลักของประเทศอย่างหนึ่ง 2. เรื่องของท่องเที่ยว ซึ่งท่องเที่ยวนั้น เรายังมีโอกาส และสามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้ เรื่องเกษตรท่องเที่ยวจะทำให้กระจายรายได้ลงไปสู่ประชาชนในชนบท และในต่างจังหวัด แต่นอกจากนั้นก็จะยังมีเรื่องของอุตสาหกรรม เรื่องพลังงาน เรื่องของการที่จะทำให้ประเทศนั้นลดต้นทุน ในเรื่องของธุรกิจได้ เช่น เรื่องของ ICT หรือมือถือ ต่าง ๆ

พิธีกร : ใน Presentation ตัวหนึ่งบอกว่า Stability to Sustain ability คือจะต้องมีเสถียรภาพเพื่อให้เกิดความยั่งยืน มีความหมายว่าอย่างไรบ้าง

นายอาคมฯ : ความหมายคือว่า โดยปกติเศรษฐกิจของเรา ประเทศของเรา พื้นฐานทางเศรษฐกิจนั้นยังดีอยู่เพียงแต่ว่าเราจะใช้ศักยภาพอันนั้นให้เต็มที่ได้อย่างไร ซึ่งในทางวิชาการนั้น เรามีการคำนวณตัวเลขไว้ว่าอัตราการเติบโตของประเทศน่าจะอยู่ประมาณ 5-6% ถือว่าเต็มศักยภาพ แต่เอาแบบสมดุลประมาณกลาง ๆ 5% ก็ถือว่าเป็นเป้าหมาย แต่เป้าหมายตรงนี้คือเป็นการเติบโตทางด้านรายได้ แต่ถ้าหากเงินเฟ้อหรือเงินบาทไม่มีเสถียรภาพก็ไม่ได้เป็นผลดี มีการแต่การเติบโต แต่ขายของไม่ได้กำไร เพราะฉะนั้นก็ต้องดูทั้ง 2 ด้าน

พิธีกร : การดูแลเสถียรภาพ ท่านวราเทพฯ ครับ ถ้าผมดูจากตรงนี้เหมือนกับว่าทุกภาคส่วนได้มีส่วนใช่หรือไม่ มีนโยบายจากภาครัฐออกมา ทั้งกระทรวงการคลัง แบงค์ชาติ และกระทรวงต่าง ๆ ก็มีส่วนบูรณาการกันเพื่อที่จะเดินหน้าไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้วางเอาไว้ มีความสำคัญอย่างไรบ้าง ที่ต้องมีการสอดประสานกันเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น

รมต.นร. วราเทพฯ : อย่างที่ท่านรองนายกฯ ได้เรียน ผมมองว่าครั้งนี้ เราสามารถทำให้เกิดภาพที่ชัดเจนคือมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะมาดูในเรื่องของการปฏิบัติ ในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือภาพที่ทำให้เกิดผลผลิตที่แท้จริงที่ทำให้เกิดรายได้ ที่ทำให้เกิดกิจกรรม นอกเหนือจากภาคการคลังและภาคการเงินแล้ว กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและอาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงจะได้เห็นภาพรวม ในเรื่องของกรอบที่รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบสามารถที่จะเดินไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถที่จะมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้กำหนดว่าทุกกระทรวงจะต้องมีระยะเวลาในการดำเนินงานตามกรอบ ฉะนั้นมีความจำเป็นว่ากรอบนี้เมื่อผ่านคณะรัฐมนตรีไปแล้ว ทุกส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปปฏิบัติให้ได้ผล

พิธีกร : มาตรการที่ได้มีการเสนอมามีทั้งมาตรการเงิน มาตรการคลัง มาตรการเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นส่วนของมาตรการด้านการเงิน มีการเชิญผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เข้ามาในที่ประชุม เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาด้วย ท่านผู้ว่าแบงค์ชาติเห็นอย่างไรบ้างกับมาตรการที่ทางสภาพัฒน์ฯ ได้มีการเสนอไป

นายอาคมฯ : 1. ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านเห็นด้วยของกรอบการทำงาน เราวาดภาพให้เห็นทั้ง 3 ด้าน ไม่ใช่พูดเฉพาะเรื่องการเงิน เรื่องของแบค์ชาติเพียงอย่างเดียว แต่เราพูดรอบที่ 2 ด้วยเรื่องการคลัง เราพูดเรื่องที่ 3 เรื่องของการหารายได้ ท่านก็เห็นด้วยหมด ถ้าดูเฉพาะเรื่องการเงินมีทั้งหมด 7 ข้อ จริง ๆ 5 ข้อแรกเป็นสิ่งที่ความจริงเราได้มีการหารือกันทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ฯ และทางกระทรวงการคลัง ไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากที่หารือ มาตรการก็คงจะเน้นไปในเรื่องตั้งแต่อ่อนที่สุด ไปจนถึงเข้มที่สุด เรื่องที่สำคัญคือเรื่องของการเข้าไปดำเนินการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนในตลาด ความหมายง่าย ๆ คือ แบงค์ชาติต้องดูว่าเงินเข้ามามากแค่ไหน ถ้าเข้ามามากจะรับซื้อหรือว่าจะปล่อยออกไปอย่างไร 2. ที่พูดกันมากก็คงจะเป็นเรื่องนโยบายดอกเบี้ย ซึ่งวันนี้ก็ชัดแล้วว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมา 0.25% ด้วย 2 เหตุผลคือ เรื่องเศรษฐกิจนั้นมีการเติบโตที่ไม่เต็มศักยภาพ ความเสี่ยงในเรื่องของเศรษฐกิจโลกล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็ปรับอัตราการเติบโตของประเทศจีนลงไปอีก เพราะฉะนั้นมีความเสี่ยงตรงนี้ 3. เงินทุนยังไหลเข้ามาเพราะฉะนั้นด่านแรกคือต้องสกัดไว้ก่อนการปรับลดอัตราดอกเบื้อเพื่อให้ส่วนต่างน้อยลง ส่วนที่ท่านได้บอกว่าสามารถดำเนินการได้เลยก็จะมีเรื่องของการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจจะเป็นมาตรการ ในเรื่องของ Soft Loan หรือสินเชื่อดอกเบี้ย คือการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านตรงนี้หรือใช้เงินบาทของเราเป็นสกุลหลักในการแลกเปลี่ยนการค้าขายบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ท่านก็เห็นด้วย

พิธีกร : คือเป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ขณะเดียวกันทางกระทรวงคลังก็มีมาตรการที่จะต้องดำเนินการด้วยหรือไม่

รมว.กค. กิตติรัตน์ฯ : ส่วนที่เรียกว่ามาตรการนโยบายการคลังคือ การบริหารรายรับรายจ่ายของประเทศ ซึ่งผมจะขออนุญาตพูดในเรื่องของการบริหารายรับ ในขณะเดียวกันทางด้านรายจ่ายอาจขอให้ท่านรัฐมนตรีวราเทพฯ ได้กรุณาเล่าให้ฟัง เพราะท่านกำกับดูแลสำนักงบประมาณโดยตรง รวมทั้งกระบวนในการที่จะดำเนินการให้การที่จะสามารถจ่ายเพื่อการลงทุนต่าง ๆ ได้ก็อยู่ในขั้นตอนของรัฐสภา ซึ่งท่านได้ช่วยประสานงานอย่างดี ในส่วนของกระทรวงการคลังด้านรายรับ ในงบประมาณประจำปีที่ได้มีการพิจารณาในชั้นอนุมัติหลักการ คือเราเสนอที่จะมีรายได้สุทธิ 2.275 ล้านล้านบาท ในส่วนนี้เรามั่นใจว่าสามารถทำให้มีรายรับเป็นจำนวนนั้นได้ แม้ว่ายอดจะเพิ่มขึ้นจาก 2.1 ล้านล้านบาทไป 175,000 ล้านบาท เพราะว่าเศรษฐกิจที่มีการขยายตัว การที่จะสามารถขยายฐานภาษีในอัตราภาษีต่าง ๆ ที่เราได้ปรับลดไป รายรับอื่นที่มาจากการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจ ในส่วนนี้เป้าหมาย 2.275 ล้านล้านบาท เรามั่นใจว่าสามารถทำได้ในปีงบประมาณ 2557 และเมื่อรวมกับนโยบายการคลัง ซึ่งเราเห็นว่าการขาดดุลในขณะนี้ยังมีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่เราสามารถที่จะลดการขาดดุลลงได้เรื่อย ๆ จากปีงบประมาณแรกที่รัฐบาลนี้เข้ามา เราจำเป็นต้องใช้การขาดดุล 400,000 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับก่อนหน้านั้น หลังจากนั้นเราปรับลดลงมาเป็น 300,000 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณที่เรากำลังทำงานอยู่ขณะนี้ อาจจะสิ้น 30 กันยายน 2556 และในปี 2557 ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2556 เราวางแผนว่าจะขาดดุลการคลังลงเหลือเพียง 250,000 ล้านบาท จะทำให้เกิดเป้าหมายในงบประมาณรายจ่ายที่ 2.525 ล้านล้านบาท ที่ผมได้กราบเรียนว่าอยู่ในกำกับที่ท่านรัฐมนตรีวราเทพฯ ได้ช่วยประสานงานให้มีการดำเนินการ และอีกส่วนหนึ่งคือเรื่องที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เห็นว่ามีความจำเป็นแล้วทุกฝ่ายเห็นตรงกัน เรื่องบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ 350,000 ล้านบาท ไปอีกกฎหมายหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนในระบบคมนาคมขนส่งของประเทศจำนวน 2 ล้านล้านบาท สำหรับกรอบระยะเวลาที่ยาวนานถึง 7 ปี ตรงนี้อยู่ในชั้นที่กำลังดำเนินการในขั้นตอนตามกฎหมายอยู่

พิธีกร : คือดูแลเรื่องของการพลักดันเงินเหล่านี้ให้สู่การใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งการจัดทำงบประมาณในปีนี้ ได้มีการบูรณาการอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะทำให้การใช้งบประมาณต่าง ๆ หรือหน่วยงานต่าง ๆ นั้น สามารถใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

รมต.นร. วราเทพฯ : ในปีนี้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีโอกาสเสนองบประมาณที่ค่อนข้างจะมีเวลาเตรียมการพอสมควร เพราะเนื่องจากปีแรกเราเข้ามาหลังจากการเลือกตั้ง เข้ามาต่องบประมาณของรัฐบาลเดิม ปีที่ 2 เข้ามาเจอปัญหาอุทกภัย ปีนี้ก็มีการเตรียมการ ในเรื่องของการจัดทำงบประมาณไว้ล่วงหน้า ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายในเรื่องของการจัดทำงบประมาณเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ชัดเจน คือมีการกำหนดที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ประเทศ ท่านได้มีการประชุมร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ หัวหน้าส่วนราชการไปประชุม Workshop กันมา กำหนดแนวนโยบายที่เรียกว่า Country Strategy หรือยุทธศาสตร์ประเทศ เพื่อเป็นกรอบในเรื่องของการจัดทำงบประมาณในปี 2557

พิธีกร : ที่ 8 ข้อใช่หรือไม่

รมต.นร. วราเทพฯ : จะมีในเรื่องของโครงสร้างเกี่ยวข้องกับในเรื่องของยุทธศาสตร์ที่กำหนดเป้าหมายไว้ว่า เราจะมีในเรื่องของการที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ที่สูงกว่ารายได้ปานกลาง เพื่อให้หลุดพ้นจากรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง แนวคิดที่ 2 เรื่องของการที่จะทำในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ 3. คือเรื่องของการที่จะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นั้นคือกรอบยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Country Strategy ให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ไปบูรณาการเพื่อจัดทำงบประมาณบวกเข้ากับเรื่องที่เราต้องเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 2 กรอบนี้มาผนวกกันเพื่อที่จะไปจัดทำงบประมาณในปี 2557 ผนวกกับเรื่องของภารกิจของรัฐบาลเรื่องนโยบายเร่งด่วน นโยบายสำคัญของรัฐบาลต่าง ๆ ก็ทำให้การบูรณาการงบประมาณในปี 2557 จะเห็นชัดเจนว่ารัฐบาลมีเป้าหมาย มีการกำหนดแผนและยุทธศาสตร์ ในเรื่องที่จะต้องทำต่อเนื่องจาก 2 ปีงบประมาณที่ผ่าน และเป็นเรื่องใหม่ ผมเชื่อมั่นว่าเมื่องบประมาณปี 2557 ได้ออกใช้เป็นกฎหมายแล้ว 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไป เราจะเห็นผลเรื่องของการที่เม็ดเงินจากรัฐบาลที่เรียกว่างบประมาณรายจ่ายกระจายไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ และไปอย่างมียุทธศาสตร์ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

พิธีกร : เป็นการต่อยอดจากนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือจะมียุทธศาสตร์เพิ่มเติมที่ทำให้พี่น้องประชาชนมีความอยู่ดีกินดี และประเทศชาติขับเคลื่อนไปข้างหน้า

รมต.นร. วราเทพฯ : ขอเรียนว่าบางนโยบายที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ได้ทำสำเร็จไปบางส่วนในปีแรกเช่น เรื่องกองทุนหมู่บ้าน ประกาศว่าจะมีการเพิ่มเงิน 1 ล้านบาท แต่ปีนี้ไม่มี ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะหยุด ยังมีกระบวนการขับเคลื่อนของกิจกรรมนั้นต่อเนื่องและดูในเรื่องการบริหารจัดการ แต่มีกิจกรรมใหม่ รัฐบาลได้มีนโยบายเพิ่มเติมเพื่อทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ ที่ต้องการใช้งบประมาณ เช่น เรื่องของชุมชนได้มีการจัดตั้งกองทุนบทบาทสตรีเพิ่มเติม กองทุนตั้งตัวได้ ล่าสุดในปีนี้ยังมีเรื่องกองทุนพัฒนาเมือง พี่น้องในชุมชนที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เทศบาลนครใหญ่ ๆ เมื่อก่อนมีโครงการ SML แต่วันนี้ได้เพิ่มกองทุนพัฒนาเมือง เพื่อสร้างส่วนที่ขาด มีโอกาสได้รับงบประมาณและได้มีการจัดกิจกรรม ซึ่งเกิดรายได้และความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายขึ้น ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พิธีกร : ท่าน รองฯ กิตติรัตน์ ครับ ข้อท้วงติงจากการอภิปรายในรัฐสภา จะมีการนำมาปรับอะไรบ้างหรือไม่

รมว.กค. กิตติรัตน์ฯ : ครับแน่นอน ในโอกาสที่ได้อภิปรายในชั้นรับหลักการที่สภาผู้แทนราษฎร ทั้งสมาชิกฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่มีข้อท้วงติงได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งจากขั้นตอนนี้ จะเข้าสู่ขั้นกรรมาธิการงบประมาณ ประกอบไปด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรค ในการดำเนินการนี้ได้มีการนำเอาความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ได้มีการอภิปรายกัน ถือว่าเป็นข้อมูลที่กรรมาธิการแต่ละท่านสามารถค้นหาเพิ่มเติม ผมเรียนว่าเจตนารมณ์ในการใช้จ่ายของประเทศให้มีประสิทธิภาพและมีความซื่อตรงโปร่งใสไม่มีการทุจริตประพฤติมิชอบจากงบประมาณนี้เป็นความตั้งใจของทุกฝ่าย ดังนั้นการดำเนินการเพื่อจะให้มีข้อยุติในส่วน ต่าง ๆ ก่อนที่จะนำกลับมาในวาระที่ 2 หรือ 3 ของสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องการทำงานที่เข้มแข็ง ซึ่งที่จริงการดำเนินการต้องผ่านวุฒิสภาด้วย แต่สมาชิกวุฒิสภา ก็ได้มีความสนใจซึ่งไม่ได้รอจนทุกอย่างเสร็จสิ้นลงในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งท่านจะมาติดตามเพื่อทำงานควบคู่ไปด้วย ผมคิดว่าเป็นงบประมาณที่มีการกลั่นกรองเป็นอย่างดี

พิธีกร : ท่านวรเทพฯ ครับ ในแง่ของการตรวจสอบให้กระบวนการทุกอย่างมีความโปร่งใส รัฐบาลมีการดำเนินการอย่างไรเพื่อตรวจสอบ รวมถึงให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมครับ

รมต.นร. วราเทพฯ : มี 2 ขั้นตอนครับ ขั้นตอนแรกคือ ขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณการตรวจสอบจะตรวจสอบเรื่องความจำเป็น ความคุ้มค่า ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของส่วนราชการว่าตรงตามเป้าหมายหรือตรงตามวัตถุประสงค์ ตรงตามนโยบาย ตรงตามความจำเป็นหรือไม่ นั่นคือชั้นที่จะตรวจสอบโดยสภาผู้แทนราษฎร ส่วนขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนการตรวจสอบการใช้งบประมาณหรือการจัดซื้อจัดจ้าง และการประมูล ตรงนี้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตามไปตรวจสอบได้ ชั้นของคณะกรรมาธิการสามัญ คณะต่าง ๆ ในสภาผู้แทนราษฎรหรือแม้แต่วุฒิสภาก็มีคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในเรื่องการติดตามงบประมาณแต่ภาคส่วนต่าง ๆ ติดตามได้อยู่แล้ว เพราะการประมูลงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลจะต้องปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนที่กำหนดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างหรือเรื่องการประกาศให้มีความโปร่งใสตามขั้นตอน พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนสามารถดำเนินการติดตามในเรื่องการใช้งบประมาณของส่วนราชการต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี ได้มีความประสงค์ให้จำนวนงบประมาณที่ได้อนุมัติจากรัฐสภาถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เรื่องที่ 1 คือต้องมีประสิทธิภาพ เรื่องที่ 2 จะต้องมีความโปร่งใส ความโปร่งใสในที่นี้คือการปฏิบัติตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในกรอบและระเบียบของกฎหมาย

พิธีกร : ขณะเดียวกันท่านกิตติรัตน์ฯ ครับจะเห็นว่ามีความพยายามในการลดการขาดทุนงบประมาณมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าว่าจะทำงบสมดุลในปี 2560 มีความสำคัญอย่างไรครับ

รมว.กค. กิตติรัตน์ฯ : ความจริงเราเดินมาด้วยดีทีเดียวในช่วงก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามา เคยขาดดุลงบประมาณถึงปีละ 4 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับขนาด GDP ของประเทศในเวลานั้น การขาดดุลเกินร้อยละ 3 เกือบจะร้อยละ 4 แต่ในปีปัจจุบันที่ทำงานอยู่ได้มีการลดการขาดดุลลงมาเหลือ 3 แสนล้านบาท และงบประมาณปี 2557 ที่กำลังดำเนินการขาดดุลลงไปเหลือ 2 แสน 5 เพราะฉะนั้นในเชิงของปริมาณจะลดลง และถ้าหากเป็นสัดส่วนเมื่อเทียบกับขนาดของ GDP เมื่อโตขึ้นในปี 2547 การขาดดุลงบประมาณจะลดลงไปร้อยละ 2 GDP และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กัน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากบอกว่า ไม่จำเป็นต้องลงไปถึงขนาดสมดุล แต่ขอให้การขาดดุลนั้นมีแนวโน้มลดลงอย่างที่ได้ทำ แต่เชื่อว่าความตั้งใจขณะนี้เราสามารถดำเนินการได้ ถ้าจำเป็นต้องลงทุนอะไรอย่างชัดเจนไม่ใช่นำไปแทนที่งบประมาณ แต่การลงทุนชัดเจนเช่น การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ซึ่งควรจะลดลงแต่กลับไม่ และเรื่องของระบบคมนาคมขนส่งต่าง ๆ ที่ควรดำเนินการและมีความต่อเนื่อง ได้ดำเนินการออกเป็นกฎหมายให้ชัดเจนให้เป็นที่ประจักษ์กับประชาชนว่าลงทุนโครงการลักษณะใด ฉะนั้นเชื่อว่าสามารถมีงบประมาณสมดุลได้ในระยะเวลาที่มีความตั้งใจเอาไว้เป็นเรื่องที่ทำได้

พิธีกร : ถ้าดูเฉพาะวินัยการเงินการคลังรวมถึงอาการหนี้สาธารณะที่หลายคนเป็นห่วงเป็นอย่างไรบ้างครับ

รมต.นร. วราเทพฯ : ขณะนี้หนี้สาธารณะอยู่ในระดับเพียงประมาณร้อยละ 44 ของ GDP มีกรอบวินัยการคลังซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนด ขณะนี้กรอบอยู่ที่ร้อยละ 60 ฉะนั้นก็ถือว่าห่างจากกรอบนี้มาก ความจริงก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามา เคยมีกรอบวินัยการคลังอยู่ที่ร้อยละ 50 แต่ได้มีการปรับขึ้นเป็นร้อยละ 60 ก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามา ผมเองไม่ได้มีความตั้งใจจะไปปรับขึ้นปรับลงโดยไม่จำเป็น แต่แนวที่จะดำเนินการทั้งในการกู้เงินเพื่อชดเชยการดุลงบประมาณหรือการกู้เงินเพื่อมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญจะพยายามควบคุมให้ไม่เกินร้อยละ 50 แม้ว่ากรอบที่เป็นทางการนี้จะอยู่ที่ 60 ก็ตาม

พิธีกร : เมื่อดูเรื่องของงบประมาณในปี 2557 ที่จะลงไปแล้ว จะเป็นส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพที่เราคุยกันมาได้อย่างไรบ้างครับ

นายอาคมฯ : ผมคิดว่าตรงงบประมาณปี 2557 จะเป็นการจัดงบประมาณต่อเนื่องจากปี 2556 ในเวลาเดียวกันก็มีงบประมาณอีกส่วนหนึ่งในเรื่องของการแก้ไขเรื่องน้ำกับเรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ประเด็นที่สำคัญคือความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตรงนี้เองเมื่อทาง IMD ได้ประกาศเรื่องความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเราก็กลับมาจุดเดิมตอนน้ำท่วมหล่นลงไปจาก 27 เป็น 30 และก็ขึ้นมา 27 คิดว่าโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือ เรื่องของต้นทุนการทำธุรกิจ หรือ ต้นทุน Logistic ก็จะลดลงไป ทำให้มีความได้เปรียบมากขึ้น อีกส่วนก็คือ การบริหารงานของรัฐบาล จะมีเรื่องของนโยบายการคลังและวินัยการคลังก็ดูเหมือนกันว่าประเทศต่าง ๆ มีวินัยการใช้จ่ายอย่างไร ซึ่งถ้าหากจำกัดในเรื่องของเปอร์เซอร์ในการขาดดุลตรงนี้ให้เข้าไปสู่สมดุลได้ ก็แสดงว่าไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมากนัก ก็จะทำให้ความแข็งแกร่งทางด้านฐานะการคลังมีมากขึ้นไปอีก

พิธีกร : ท่านวราเทพฯ ครับ มีการตั้งข้อสังเกตุว่า ตอนนี้จะทำงบประมาณปี 2557 2.5 ล้านล้าน ก่อนหน้านี้มีเรื่องของ พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้าน อีกเช่นกันทำไมตัวเลขมากมายเหลือเกิน

รมต.นร. วราเทพฯ : ถ้าพูดถึงตัวเลขนำมารวมกันแล้วก็เป็นตัวเลขที่สูง พูดถึงว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปตามภารกิจและเป็นไปตามยุทธศาสตร์ จะทำให้เข้าใจมากขึ้น เรียนอย่างนี้ 2.525 ล้าน สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่บางฝ่ายมองว่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ท่านรองนายกฯ เคยพูดในสภาผู้แทนราษฎร แน่นอนที่สุดว่าปีงบประมาณต้องสูงขึ้นกว่าทุกปี เพราะฉะนั้นจะไม่มีปีใดสูงกว่าปีปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องปกติที่งบประมาณปีนี้มีความจำเป็นที่ต้องไปใช้จ่ายตามภารกิจในการทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของรัฐบาล ส่วนเรื่องของ 2 ล้านล้าน จริงแล้วผมอยากใช้คำว่า ไทยแลนด์ 2020 แต่อย่างไรก็ตามเราเรียกว่า 2 ล้านล้าน ก็ 2 ล้านล้าน โครงการไทยแลนด์ 2020 นี้เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ที่จะทำในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่ามีความจำเป็นต้องทำ เพราะประเทศไทยช้ากว่าที่ผ่านมาเราเสียหายในเรื่องของการสิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิงการขนส่งทางถนน ความเสียหายที่เกิดอุบัติเหตุทางถนน ทุกคนมองเห็นตรงกันหมดว่าต้องมีเรื่องโครงสร้างพื้นฐานแต่วิธีการเท่านั้นที่เห็นต่างกัน มีวิธีการที่ทำได้ 2 วิธีคือ นำมาใส่ในงบประมาณปกติค่อย ๆ ใส่ไปทีละโครงการ 2 โครงการหรือ 3 โครงการหรือจะ 10 โครงการก็ตาม แต่ความต่อเนื่องจะไม่มีเลย ความต่อเนื่องหมายความว่าจะเห็นได้ว่างบประมาณประจำปีจะมีปฎิทินถ้าสมมุติวันใดมีการเลือกตั้งหรือว่ามีโครงการใดสะดุดขึ้นมาก็ต้องรอ ไม่สามารถเห็นภาพรวม ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความคิดว่าให้แยกออกมาเป็น พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินให้มีการบริหารจัดการในเรื่องของโครงการให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือให้มีแผนการลงทุนที่ชัดเจนให้เกิดความเชื่อมั่นของเอกชนที่จะต้องลงทุนไปพร้อมกับรัฐบาลว่า โครงการไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนมากี่รัฐบาลก็ตามเมื่อมีกฎหมายก็ต้องเดินต่อ ตัวเม็ดเงินนี้หลายฝ่ายมองว่าเป็นการกู้มากอง อยากเรียนว่าถ้าอ่านจากกฎหมายจะเห็นชัดเจนว่าได้มีการอธิบายเกี่ยวกับการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินพิมพ์เป็นกรอบ กระทรวงการคลังจะนำไปกู้เงินได้ก็ต่อเมื่อมีหน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอโครงการผ่านความเห็นชอบของกระบวนการตรวจสอบ คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้วจึงจะเกิดการกู้เงินมากองอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อพูดอย่างนี้แล้วจะเห็นภาพว่าไม่ได้เป็นตัวเลขมากมายที่น่าเป็นห่วงว่าเราจะมีเงินงบประมาณหรือรัฐบาลจะใช้เงินเปลืองหรือใช้เงินไม่มีประสิทธิภาพ ก็แยกกันว่าถ้าเป็นงบประมาณปกติรัฐบาลจะใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความโปร่งใส ในเรื่องของโครงการที่เป็นการลงทุนที่มีจำนวนเงินถึง 2 ล้านล้าน จะมีแผนและขั้นตอนดำเนินการและก็ไม่ได้ใช้ในปีเดียว จะมีระยะเวลากว่าจะใช้เงินประมาณ 7 ปี ทั้งหมดอยากจะพูดสุดท้ายว่าการกู้เงินก็ดี การใช้เม็ดเงินมาก ๆ ก็ดีไม่ได้หายไปในปีที่ 7 ทรัพย์สินที่จะอยู่กับประเทศไทยอีกนับ 100 ปี หรือว่าจะเป็นทางรถไฟรางคู่ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูง หรือถนนสี่เลนก็จะเกิดรายได้ขึ้นมาจากการที่ได้ลงทุนไป

พิธีกร : แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตุมาว่า โครงการ 2 ล้านล้าน ที่จะเดินหน้าไปตรงนั้นไม่มีรายละเอียดโครงการจริงหรือไม่อย่างไรครับ

รมต.นร. วราเทพฯ : อยากจะเรียนให้ทราบเรื่องเอกสารมีการเปรียบเทียบว่าโครงการเม็ดเงิน 2 ล้านล้าน นี้ มีเอกสารคือ พ.ร.บ. ประมาณ 20 มาตรา นำมาเปรียบเทียบกับงบประมาณปกติประจำปีว่ามีประมาณหนึ่งลัง เงินใกล้เคียงกันแต่ทำไมเอกสารแตกต่างกัน ขออธิบายอย่างนี้ว่าการเสนองบประมาณปกติ 20 กระทรวงและมีหน่วยงานอิสระ มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องมีรายละเอียดว่าจะนำมาใช้อะไร รายละเอียดบอกจะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร ต้องสรุปอยู่ในลังนั้นหมดเลย แต่พอใน 2 ล้านล้าน เราทำในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น หมายความว่ามีโครงการประมาณ 100 กว่าโครงการ ก็นำ 100 โครงการมาใส่เข้าไป แต่อย่างไรก็ตามเอกสารไม่ใช่ว่าเป็นเอกสารที่ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม วันนี้ในชั้นกรรมาธิการฝ่ายค้านได้ใช้สิทธิในการซักถามทุกรายละเอียดของโครงการ และขอเอกสารบัญชีเรื่องของการจ้างที่ปรึกษา รายละเอียดต่อหน่วย ส่วนราชการที่มีรายละเอียดแล้วก็พร้อมที่จะส่งเอกสารให้ทั้งหมด มีบางโครงการเท่านั้นที่ต้องรอระหว่างการศึกษา เราก็บอกว่าโครงการนี้เป็นเรื่องของการตั้งวงเงินไว้ เมื่อมีผลการศึกษาเรียบร้อย เราก็นำเอกสารมาให้ ดังนั้นจะไม่มีการปิดกั้นหรือปิดบังในเรื่องของเอกสารหรือรายละเอียดใด ๆ ทั้งสิ้น

พิธีกร : จากนี้ไปในแง่ของเรื่องเวลาเป็นอย่างไรบ้างครับ ทั้ง พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน ก็วาระ 1 ไปแล้ว ตัวงบประมาณก็ผ่านไปแล้วเช่นกัน จากนี้ไปจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรครับ

รมต.นร. วราเทพฯ : ถ้าเป็นปฏิทินงบประมาณประจำปี ทุกอย่างต้องแล้วเสร็จเพื่อประกาศใช้ให้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ผมเชื่อว่าจะผ่านไปได้ด้วยความเรียบร้อยก็จะมีเม็ดเงินงบประมาณประจำปี 2557 ประมาณ 2,525,000 ล้านบาท เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม ส่วนใน พ.ร.บ. เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้าน ขึ้นอยู่กับเมื่อเราเปิดสภาฯ สมัยสามัญ ประมาณเดือนสิงหาคม จะกลับมาสู่การพิจารณาในชั้นวาระที่ 2 และวาระที่ 3 และไปสู่วุฒิสภาฯ ซึ่งดูแล้วระยะเวลาน่าจะใกล้เคียงกัน ถ้าสามารถทำได้เสร็จสมบูรณ์ไม่มีปัญหาอุปสรรคอะไร ประมาณตุลาคมก็คงได้เริ่มต้นโครงการ โครงสร้างพื้นฐาน โดยเม็ดเงิน 2 ล้านล้าน นี้จะเริ่มทยอยออกมา

พิธีกร : ท่านรองฯ กิตติรัตน์ ครับท้ายที่สุดแล้วพองบประมาณเดินหน้าในปี 2557 ที่จะออกไปและเกิดการเริ่มลงทุนครั้งใหญ่ คาดว่าน่าจะเริ่มในช่วงปลายปีนี้ จะไปเปลี่ยนโฉมหรือทำให้เศรษฐกิจไทยจากนี้ไปเดินหน้าต่อไปอย่างไรบ้างครับ

รมว.กค.กิตติรัตน์ฯ : ครับ เป็นพาร์ทใหญ่ คือก่อนหน้านั้นเราได้ขยายตัวเศรษฐกิจด้วยการผลักดันการส่งออกในยุคที่ค่าเงินบาทอ่อน และช่วยสนับสนุนการส่งออก เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาเราได้ชี้ว่าสมดุลตรงนี้ จะไปพึ่งการส่งออกตอนเรื่องเงินไม่ได้ง่าย ๆ แล้ว เพราะว่าประเทศผู้ซื้อที่เคยเป็นลูกค้าสำคัญไม่ได้เข้มแข็งเหมือนเดิม ฉะนั้นจึงปรับสมดุลทางเศรษฐกิจมาเป็นการพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น และในส่วนที่จะเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งจะมีได้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้นควบคู่ไปกับรายได้ที่ดีขึ้น ส่วนในช่วงถัดไปการปรับสมดุลเพิ่มเติมคือว่า การลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจากที่ท่านวราเทพฯ ได้เรียน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่นำงบประมาณรายจ่ายมาโปรยให้ใคร แต่ว่าจะเป็นการลงทุนในทรัพย์สินที่จะอยู่คู่กับประเทศไปอีกหลายศตวรรษ และนี้คือส่วนที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคตอันใกล้หรือไม่ไกลจนเกินไปนัก ทาง IMD อาจจะปรับอันดับความสามารถในการแข่งขันของเราขยับขึ้นจากอันดับที่เป็นอยู่ในขณะนี้ได้อีกหลายอันดับ ดังนั้นระยะเวลาที่ต่อเนื่องกันไปจนถึงปี 2020 โครงสร้างพื้นฐานจะดีขึ้นโดยลำดับและเม็ดเงินที่ลงไปนั้นจะสามารถทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพได้ดี พอกลับไปอีกครั้งเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมโดยทั้งหมดประเทศลูกค้ารายสำคัญเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่งเราจะกลับไปส่งออกให้มากขึ้น เพราะว่าเราพร้อมมากขึ้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ฉะนั้นการมองระยะยาวไปเป็นทศวรรษเลยทีเดียว

พิธีกร : วันนี้ผมขอขอบคุณทั้ง 3 ท่านมากครับ ท่านผู้ชมได้รับทราบแล้วนะครับว่า รัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในการที่จะดูแลในเรื่องของกรอบ ดูแลเศรษฐกิจในปี 2556 ที่ได้มีการอนุมัติผ่าน ครม. ไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นอกจากนี้ในเรื่องของงบประมาณต่าง ๆ นั้นจะถูกจัดสรรนำมาใช้ในการที่จะผลักดันให้ประเทศนั้น มีการเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้เศรษฐกิจของไทยเดินหน้าต่อไปด้วยดี

ช่วงที่ 2

พิธีกร : เรื่องสาธารณสุขเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะดูแลให้ประชาชนคนไทยนั้นมีสุขภาพที่ดี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่างบประมาณด้านสาธารณสุขนั้นเป็นงบประมาณที่มีมูลค่า มีจำนวนที่เพิ่มสูงมากขึ้นรัฐบาลจึงมีความประสงค์ที่จะมีการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพสูงที่สุดเป็นอย่างไรกันบ้าง ไปสอบถามจากนายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สวัสดีครับ

รมว.สธ : สวัสดีครับ

พิธีกร : เรียนถามคุณหมอว่าปัจจุบันนี้งบประมาณด้านสาธารณสุขของไทยเป็นอย่างไรบ้าง

รมว.สธ : งบประมาณสาธารณสุขของประเทศไทยในภาพรวมรัฐบาลคิดเป็นอัตราส่วน ประมาณร้อยละ 15 ของของงบประมาณของประเทศ หรือที่เป็น GDPประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์

พิธีกร : ถือว่าเป็นงบประมาณที่สูงหรือไม่ ซึ่งถ้าเปรียบกับโดยทั่วไป

รมว.สธ : เป็นปริมาณที่ค่อนข้างสูง เพราะว่า จากประสบการณ์และจากที่รับรู้กันมาเป็นสัดส่วนร้อยละ 18 – 19 ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่นในกลุ่มอังกฤษ อเมริกา ต่าง ๆ ก็เกิดปัญหาทางด้านงบประมาณเกิดขึ้นมา เพราะว่าสิ่งที่เราได้เห็นในปีนี้ว่างบประมาณในประเทศด้านการลงทุนน้อยลงจากของเดิมปีที่แล้วร้อยละ 18.7 เหลือร้อยละ 17.5 การที่งบประมาณด้านสุขภาพเราโตขึ้นใน 10 ปีที่ผ่านมา โตขึ้นเกือบ 50 – 60 % คิดเป็นร้อยละ 50 ถ้าเติบโตขึ้นก็จะเกิดปัญหาว่าจะทำให้สัดส่วนของเงินลงทุนเราเกิดปัญหา

พิธีกร : พองบประมาณสูงขึ้น 15 % ของ GDP รัฐบาลไม่มีเป้าประสงค์ที่จะไปตัดงบลดลงแต่จะเห็นว่าจะมีความพยายามที่จะบริหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นใช่หรือไม่

รมว.สธ : คืองบประมาณร้อยละ 15 ของงบประมาณรายจ่ายของประเทศ ไม่ใช่ GDP รัฐบาลไม่ได้มีเป้าประสงค์จะไปลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ แต่ต้องการให้มีประสิทธิภาพ เพราะ จะได้เห็นว่าถ้าในต่อไปรัฐบาลจะเพิ่มงบประมาณลงไปจะได้ชัดเจนในเรื่องนี้ว่าเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริงไม่ได้สูญเสียจากการขาดประสิทธิภาพของระบบ เพราะขณะนี้เราอยู่ในร้อยละ 15

พิธีกร : ซึ่งตรงนี้สิ่งที่ทางกระทรวงสาธารณสุขมีการผลักดัน มีการดำเนินการอย่างไรบ้างอาจจะไปกระทบต่อการใช้ชีวิตหรือความเป็นอยู่ของบุคลากรด้านสาธารณสุขหรือไม่

รมว.สธ : สิ่งที่รัฐบาลเข้าไปทำและดูแลในเรื่องของระบบ โดยเฉพาะระบบบริหารจัดการ เพราะที่ผ่านมาระบบการบริหารจัดการของโรงพยาบาล สาธารณสุขจะบริหารกันเอง ซึ่งถ้าพูดถึงการบริหารจัดการแล้วถ้าปล่อยให้บริหารแบบนี้การใช้ทรัพยากรอาจจะไม่คุ้มเพราะไม่ได้ขนาดที่พอเหมาะหรือไม่ได้มีการเข้าไปบริหารบุคลากรต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ตามที่เราเห็นว่าตัวบุคลากรสาธารณสุขในขณะนี้เรามีกว่า 350,000 คน เฉพาะกระทรวงสาธารณสุขอย่างเดียว ถ้าไม่บริหารอย่างเหมาะสมจะมีการโตอย่างรวดเร็วและจะกินงบประมาณมากขึ้นเราก็เข้าไปจัดการให้มีการปรับปรุงระบบบริการใหม่ขึ้นมารวมกลุ่มกัน เพื่อจุดประสงค์ว่าให้ได้ประสิทธิภาพ เพราะคำว่าประสิทธิภาพที่เราหวังคือประสิทธิภาพทางด้านการเงินและคุณภาพทางด้านการบริการประชาชนด้วยว่า เมื่อเราเข้าไปทำอย่างนั้นแล้วการลงทุนต่าง ๆ ต้องไม่ซ้ำซ้อนกันประชาชนได้รับประโยชน์ เมื่อลงทุนและไม่ซ้ำซ้อนแล้วมีเงินมาทำอะไรให้ดีขึ้น มากขึ้นทำเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

พิธีกร : แต่ว่าตรงนั้นจะไปกระทบต่อรายได้ของบุคลากรทางการแพทย์หรือไม่ ในช่วงที่ผ่านมาเห็นการเรียกร้องต่าง ๆ

รมว.สธ : คือในด้านรัฐบาลยืนยันว่าไม่มีจุดประสงค์ที่จะไปลดรายได้ต่าง ๆ แต่คิดว่าวัตถุประสงคือย่างหนึ่งที่เข้าไปทำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอย่างในกรณีต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงระบบการจ่ายเงินให้บุคลากรทางการแพทย์และหวังว่าเมื่อเข้าไปแล้วเขาจะได้ประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะจากเดิมเป็นเรื่องของการจ่ายให้โดยวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน ถ้าจะให้เงินเพิ่มขึ้นต้องได้ทั้งประสิทธิภาพในการทำงานและคุณภาพในการรักษาผู้ป่วย

พิธีกร : คุณภาพด้านการให้บริการกับประชาชนจะเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ถ้าไปปรับปรุงประสิทธิภาพแล้ว เพราะประชาชนต้องคาดหวังว่าการบริการจากภาครัฐอยากจะเห็นการบริการที่ดีมากขึ้นกว่านี้

รมว.สธ : แน่นอนครับ เพราะว่าเมื่อใดที่ใช้ทรัพยากรร่วมกันจะลดความแออัดลงไปได้ อย่างเช่นโรงพยาบาลใหญ่ ๆ แทนที่โรงพยาบาลจะต้องดูแลคนไข้ ซึ่งจะมาแออัดด้วยโรคธรรมดาก็สามารถเฉลี่ยอยู่ที่โรงพยาบาลขนาดเล็กได้ อาจจะมีการนำไปผ่าตัด ในกรณีการผ่าตัดธรรมดา ผ่าตัดไส้ติ่ง ซึ่งปกติต้องไปแออัดที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ รอคิวจนไส้ติ่งแตก เพราะว่าห้องผ่าตัดไม่พร้อม ตรงนี้ประชาชนจะได้คุณภาพการบริการที่ดีขึ้น

พิธีกร : มีการตั้งต้นหรือไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมอย่างไรเมื่อใด

รมว.สธ : อยากจะเริ่มต้นในปีงบประมาณหน้านี้ หวังผลต่อเนื่องกันไปเพราะว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการมากที่สุดคือ สร้างความมั่นคงและยั่งยืนถาวรให้ระบบหลักประกันสุขภาพของประชาชน

พิธีกร : แต่ว่าในแง่ของระบบประกันสุขภาพต้องยอมรับว่าต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ งบประมาณมีการศึกษาจากทางสภาพัฒน์ฯ ออกมาอาจจะไม่เพียงพอ อาจจะเป็นว่าในบางส่วนมีการร่วมใจหรือ Co – payment ตรงนี้เป็นจริงอย่างไรบ้าง

รมว.สธ : ที่สภาพัฒน์ฯ ได้เสนอมาคือสภาพัฒน์ฯ มีความห่วงใยถึงผลระยะยาว ต่อไปสภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปมากจะมีผู้สูงอายุในสัดส่วนมากขึ้น ซึ่งมีการศึกษาแล้วว่าในระยะเวลาไม่นานประมาณ 20 ปี ประเทศไทยจะมีผู้สูงร้อยละถึง 25 ถ้าเทียบโครงสร้างประชากรเหมือนเดิม โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรค่าใช้จ่ายระบบสุขภาพของรัฐบาลอาจจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุเฉพาะสภาพัฒน์ฯ มีความห่วงใยก็อยากจะให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคงต้องพิจารณาดูว่าจะมีวิธีหลาย ๆ อย่างหรือไม่ ที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้

พิธีกร : ยังไม่มีการดำเนินการในเร็ว ๆ นี้ใช่หรือไม่

รมว.สธ : ในเรื่อง Co – payment หรือร่วมจ่ายยังไม่มีการพิจารณาในเร็ว ๆ นี้ เพราะยังไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล เพราะสิ่งที่รัฐบาลมองเห็นแล้วว่าการร่วมจ่ายถึงแม้วัตถุประสงค์จะมาช่วยค่าใช้จ่ายบางอย่างในการรักษาหรือเป็นการลดจำนวนคนที่มาใช้บริการที่ไม่จำเป็น ซึ่งรัฐบาลเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาตรงนั้น เนื่องจากระบบงบประมาณปัจจุบันนี้ยังสามารถรับรองการดูแลผู้ป่วยได้ การที่จะไปลดผู้ป่วยหรือประชาชนที่มาใช้บริการโดยไม่จำเป็นถือว่าเป็นการตัดสิทธิประชาชนมากกว่า ผมเชื่อว่าเมื่อเข้าไปรักษาคงไม่ใช่มาโดยไม่จำเป็น เพียงแต่เราต้องหาทางออกที่เหมาะสมให้ ไม่ใช่ไปตั้งว่าเพราะท่านมาหาหมอในกรณีของท่านเราไปถือความว่าไม่จำเป็น เหมือนไปตั้งกำแพงไม่ให้ได้รับการบริการ รัฐบาลต้องหาทางออกที่เหมาะสมให้ประชาชนก่อน แต่ในขณะนี้เรายังไม่มีความคิดในเรื่องการร่วมจ่าย

พิธีกร : ในแง่ของการวางแผนเพื่อจะรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รัฐบาลมีการเตรียมความพร้อมอย่างไรเพราะอีกในไม่ช้าจะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น งบประมาณที่จะมาดูแลอาจจะไม่เพียงพอ

รมว.สธ : แบ่งเป็น 2 อย่าง โดยทั่วไปรัฐบาลได้เข้าไปปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบตามที่ได้เรียนให้ทราบ เช่นการใช้ทรัพยากรร่วมกันหรือบริหารงานร่วมกัน เฉพาะในเรื่องยาถ้ามีการจัดซื้อยาร่วมกันโดยโรงพยาบาลมาร่วมกันจะเกิดอำนาจต่อรองมากขึ้น เราประหยัดยาได้เกือบหมื่นล้านบาทต่อปี ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพและชัดเจนว่า ถ้าระบบมีประสิทธิภาพแล้วจะสามารถรองรับค่าใช้จ่ายที่อาจจะเพิ่มขึ้นมากได้

พิธีกร : เรื่องของการจัดซื้อยาก็มีการตั้งข้อสังเกตจะเอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตยาต่างชาติบางรายหรือไม่

รมว.สธ : ทางกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายที่ชัดเจนว่า 1. เราจะใช้ยาทั่วไปไม่ใช่ยาผูกขาด 2. เราชัดเจนว่าจะซื้อผ่านองค์กรเภสัช เพราะฉะนั้นการที่จะไปเอื้อบริษัทยาโดยเฉพาะคงเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามโครงสร้างประเทศไทยขนาดนี้เรานำเข้ายาถึงร้อยละ 75 ของยาภายในประเทศ สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขหรือและองค์การเภสัชจะต้องทำคือพร้อมจะสร้างความมั่นคงของประเทศอย่างไรในเรื่องยา เพราะว่าเรายังใช้ระบบแค่อย่างเดียว อาจจะทำให้ผู้ผลิตยาในประเทศต้องสูญหายไป แล้วเราต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลผู้ผลิตยาต่างชาติมากขึ้น ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทางรัฐบาลกำลังพยายามแก้ปัญหา ส่วนที่ 2 ตามที่ได้เรียนถามว่าในสังคมผู้สูงอายุ รัฐบาลกำลังตั้งระบบจัดหารูปแบบของการดูแลผู้สูงอายุ เพราะว่าจากประสบการณ์ของนายกรัฐมนตรีได้ฟังการบรรยายจากกระทรวงสาธารณสุขของประเทศญี่ปุ่น พบว่ากระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นได้มีการตั้งการดูแลในอดีตโดยมีเรื่องการรักษาพยาบาลเป็นหลัก ปัญหาคือตั้งโรงพยาบาลเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพองบประมาณก็สูงขึ้น ขณะนี้ทางประเทศไทยก็มาดูว่าจะทำอย่างไรให้มีการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านได้ ในระดับชุมชนถ้าเกิดการเจ็บป่วยจริง ๆ ถึงส่งมาทางโรงพยาบาล เพราะไม่เช่นนั้นการสร้างโรงพยาบาลเท่าไหร่คงไม่เพียงพอ คงเป็นเรื่องของทำอย่างไรถึงจะให้ครอบครัวอบอุ่นให้ลูกหลานได้ดูแลผู้สูงอายุ

พิธีกร : เป็นคำถามที่ต้องมีการเริ่มแล้วเพื่อที่จะรองรับสังคมที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น ส่วนงบประมาณเรื่องผู้สูงอายุจะมีการจัดสรรอย่างไร หรือจะมีระบบอย่างไรหรือไม่ ในอนาคตนั้นพร้อมที่จะดูแลผู้สูงอายุ ไม่ให้งบบานปลายมากเกินไป

รมว.สธ : กำลังจัดสรรในหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น ในญี่ปุ่นมีการให้ประชาชนอายุ 40 เริ่มมีการเก็บเงินออมเพื่อเอาไว้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาวตั้งแต่ อายุ 40 เพื่อจะไปใช้ในตอนอายุมาก ทางประเทศไทยมีทางออกอยู่หลายทางที่กำลังดู เช่น รองนายกฯ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้กรุณาบอกว่ามี พรบ.ประกันสังคมเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งให้ผู้ประกอบอาชีพมีอิสระสามารถใช้เงินออมต่อเดือนตรงนี้ได้ ดูแลตนเองได้ กำลังเลือกรูปแบบกันอยู่

พิธีกร : กลับมาในเรื่องของการปฏิรูป หรือว่าเพิ่มประสิทธิภาพของกระทรวงสาธารณสุขไทย มีความเป็นห่วงว่าจะมีการแปรรูปองค์การเภสัชกรรมหรือไม่

รมว.สธ : ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะกระทรวงสาธารณสุขหรือรัฐบาลเรายึดชัดเจนว่าองค์การเภสัชเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะทำให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถซื้อยาได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลประโยชน์ตกเป็นของคนไทย เรียกว่าเป็นไปไม่ได้ว่าจะมีการแปรรูปองค์การเภสัชกรรม

พิธีกร : ย้ำนะครับว่าไม่มีการแปรรูป บทบาทขององค์การเภสัชกรรมต่อจากนี้ไปต้องมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง ถ้ามองในแง่เพิ่มประสิทธิภาพ

รมว.สธ : คือองค์การเภสัชขอย้ำว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการแปรรูป แต่เรามีการปรับปรุงบทบาทให้ชัดเจนว่า หน้าที่แรกคือสร้างความมั่นคงของระบบยา เช่น สิ่งใดที่จำเป็นของประเทศที่ต้องมียาในความมั่นคง เช่น ยาปฏิชีวนะ น้ำเกลือ วัคซีน คำว่ามีคือสามารถผลิตได้หรือเอกชนในประเทศสามารถผลิตได้เพื่อความมั่นคง ตรงนี้ต้องมีสต๊อกไว้พอเหมาะ อันที่ 2 เป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขและประเทศที่จะขายยาในราคาที่เหมาะสมมาช่วยในประเทศไทย เพื่อให้เราได้ราคายาที่เหมาะสมและมีคุณภาพ

พิธีกร : วันนี้ขอบคุณรัฐมนตรีมากครับ ท่านผู้ชมรับทราบแล้วนะครับว่ารัฐบาลนั้นมีความตั้งใจในการที่จะพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ ไม่มีการตัดลดสิทธิประโยชน์ใด ๆ นอกจากนี้สิ่งที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทุกภาคส่วน ให้มีการใช้งบประมาณในส่วนที่ถูกต้องเหมาะสม ท้ายที่สุดสิ่งสำคัญคือว่า ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นจะตกอยู่กับการดูแลประชาชนที่มีคุณภาพมากขึ้น จะไม่มีการร่วมจ่าย จะไม่มีการตัดสิทธิ์ต่าง ๆ เรื่องยาแต่อย่างไร ทั้งหมดคือรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน วันนี้ผม

ธีรัตถ์ รัตนเสวี สวัสดีครับ

-----------------------------------

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก