เศรษฐกิจไทยในระยะ ๑ ปีข้างหน้ากำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจหลักของโลกที่อ่อนตัวลง และมีการดำเนินมาตรการการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีเงินทุนไหลมาสู่ภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นการแข็งค่ามากกว่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค รวมทั้งค่าเงินมีความผันผวนซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นเพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพและขยายตัวได้อย่างน้อยร้อยละ ๕ จึงจำเป็นต้องมีกรอบการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
๑. ความเสี่ยงในเศรษฐกิจโลก
๑.๑ สงครามค่าเงินและการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการเฉพาะกิจของประเทศมหาอำนาจในโลก (Quantitative Easing and Currency Wars)ประเทศอุตสาหกรรมหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นได้ดำเนินนโยบายการเงินแบบพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศตนเองโดยสหรัฐฯ ประกาศว่าจะใช้นโยบายขยายปริมาณเงินเดือนละ ๘.๕ หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราการว่างงานลดลงเป็นร้อยละ ๖.๕ ในขณะที่ญี่ปุ่นประกาศว่าจะใช้นโยบายขยายปริมาณเงินเดือนละ ๗หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. จนกว่าอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ ๒ เป็นต้นมาตรการดังกล่าว จะก่อให้เกิดสภาพคล่องส่วนเกินสะสมในระดับสูงในระบบเศรษฐกิจโลกและคาดว่าจะยังคงสร้างแรงกดดันต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง
การขยายปริมาณเงินของญี่ปุ่นต่อเดือน (๗หมื่นล้านดอลลาร์สรอ.) มีขนาดใกล้เคียงกับการขยายปริมาณเงินต่อเดือนของสหรัฐฯ (๘.๕หมื่นล้านดอลลาร์สรอ.) เมื่อรวมกับสภาพคล่องที่เกิดจากมาตรการขยายปริมาณเงินที่ยังสะสมอยู่ในระบบเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้าคาดว่าจะทำให้มีสภาพคล่องส่วนเกินสะสมในระบบการเงินโลกที่เกิดจากมาตรการขยายปริมาณเงินของสหรัฐฯญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรณสิ้นปี๒๕๕๖มีขนาดประมาณ๕.๘๖ล้านล้านดอลลาร์สรอ. ซึ่งมีปริมาณสูงกว่าสภาพคล่องส่วนเกินสะสมจำนวน ๑.๘๕ล้านล้านดอลลาร์สรอ. ในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ (Hamburger Crisis) ในปี ๒๕๔๙โดยในครั้งนั้นมาตรการขยายปริมาณเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ส่งผลกระทบต่อการแข็งค่าของเงินบาท จนกระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องออกมาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น(The Reserve Requirement on Short-term Capital Inflows) เพื่อควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้นเป็นการชั่วคราว เพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินบาทและลดผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจ
๑.๒ เศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๖ ยังฟื้นตัวอย่างล่าช้ากองทุนการเงินระหว่างประเทศปรับลดการประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกจากร้อยละ ๓.๕ เป็นร้อยละ ๓.๓ โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้นแต่ยังต่ำกว่าการคาดการณ์ ภาคเศรษฐกิจจริงของกลุ่มประเทศยูโรโซนยังอยู่ในช่วงหดตัวและยังไม่มีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นที่ชัดเจน เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์และต่ำกว่าการขยายตัวในไตรมาสที่ ๔/๒๕๕๕ เช่นเดียวกับเศรษฐกิจอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่ขยายตัวในอัตราชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าภาวะเศรษฐกิจโลกจึงส่งผลกระทบต่อคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทยทั้งอาเซียน สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป รวมถึงตลาดใหม่ เช่น อินเดีย
ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม๒๕๕๖ประเทศต่างๆทยอยลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องเช่นธนาคารกลางอินเดียปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ๐.๒๕เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเสี่ยงจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงเป็นประวัติการณ์ธนาคารกลางยุโรปปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง
ร้อยละ๐.๒๕เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังคงอ่อนแอธนาคารกลางออสเตรเลียปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ๐.๒๕เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ออสเตรเลียและรองรับความเสี่ยงจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกธนาคารกลางเกาหลีใต้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ๐.๒๕ต่อปีเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและลดผลกระทบจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของญี่ปุ่นธนาคารกลางเวียดนามปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกร้อยละ๑ต่อปีเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว
๒. เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบในขณะที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
๒.๑ เศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยมีหนี้สาธารณะ อัตราเงินเฟ้อ การว่างงาน และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบการเงินอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ และทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยงของสถาบันการเงินอยู่ในระดับสูงและมั่นคงการผลิตและบริการในบางสาขายังขยายตัวดี เช่น การท่องเที่ยว การลงทุนและบริการโทรคมนาคม เป็นต้น
๒.๒ อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของหลายประเทศทั่วโลกส่ง
ผลให้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าสุทธิในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่องและเงินบาทแข็งค่าขึ้น การส่งออกได้รับผลกระทบ และเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว
ในไตรมาสแรก มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าสุทธิ ๔.๗๘ พันล้านดอลลาร์ สรอ. ซึ่งเป็นการไหลเข้าสุทธิต่อเนื่องจาก ๑๑.๕๔ พันล้านดอลลาร์ สรอ. ในปี ๒๕๕๕การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตราสารภาครัฐและพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย จำนวน๔.๗๓ พันล้านดอลลาร์ สรอ. ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับการไหลเข้าในปี ๒๕๕๕จำนวน ๑.๔๗ พันล้านดอลลาร์ สรอ. และอีกส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งบรรยากาศดังกล่าวส่งผลให้มีการเก็งกำไรของนักลงทุนในประเทศด้วยและดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด ณ สิ้นปี ๒๕๕๕ ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี ๒๕๕๖โดยปิดตลาด ณ สิ้นเดือนเมษายนที่ ๑,๕๙๗.๙ จุด ซึ่งไม่ได้มาจากการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพหรือศักยภาพของธุรกิจตามเหตุการณ์ปกติ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สรอ. เฉลี่ยในไตรมาสแรกของปี๒๕๕๖เท่ากับ๒๙.๘บาทต่อดอลลาร์สรอ. แข็งค่าขึ้นร้อยละ๒.๙และร้อยละ๓.๙เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อนและดัชนีค่าเงินบาทเฉลี่ยกับประเทศคู่ค้าแข็งค่าขึ้นถึงร้อยละ๖.๙และร้อยละ๗.๔เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเวลาเดียวกันของปี๒๕๕๕ตามลำดับซึ่งแสดงถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทซึ่งแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้ความสามารถทางการแข่งขันในการส่งออกลดลงใน
ไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๖การส่งออกสินค้ามีมูลค่า ๕๖,๑๘๑ ล้านดอลลาร์สรอ. ขยายตัวร้อยละ๔.๕ สถานการณ์ดังกล่าวส่งสัญญาณว่าการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย
ที่กำหนดไว้ร้อยละ ๙.๐นอกจากนั้นรายได้จากการส่งออกสินค้าในรูปเงินบาทในไตรมาสแรกขยายตัวเพียงร้อยละ ๐.๕
การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยร้อยละ ๖.๕ ในปี ๒๕๕๕ เป็นการขยายตัวจากฐานที่ต่ำของภาวะมหาอุทกภัยในปี ๒๕๕๔ จึงยังไม่ได้สะท้อนถึงการขยายตัวที่สูงตามศักยภาพ ดังนั้นการแข็งค่าของเงินบาทเช่นสถานการณ์ปัจจุบันและภาวะเศรษฐกิจโลกจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๖ ขยายตัวร้อยละ ๕.๓ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และหดตัวร้อยละ ๒.๒ จากไตรมาสที่ ๔ ของปี ๒๕๕๕ ซึ่งแสดงสัญญาณการชะลอตัวอย่างชัดเจน
จากรายงานผลกระทบของเงินบาทที่แข็งค่าต่อภาคเศรษฐกิจจริงซึ่งหน่วยงานต่างๆ รายงานตามมติคณะรัฐมนตรีพบว่า ภาคการส่งออกที่มีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลักได้รับผลกระทบโดยตรง โดยจากการประมาณการ ภาคอุตสาหกรรมมีรายได้จากการส่งออกลดลงประมาณ ๗๙,๖๖๐
ล้านบาท ในช่วง ๔เดือนแรก และภาคเกษตรมีรายได้ลดลง ๗,๖๙๔ล้านบาท ในช่วง ๓เดือนแรก ในขณะที่สาขาการท่องเที่ยวในประเทศได้รับผลกระทบจากการที่คนไทยเลือกเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐ คาดว่าในช่วง ๔ เดือนแรก จะส่งผลกระทบให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าลดลง ๔,๕๗๐ล้านบาท และอากรขาเข้าลดลง ๑,๒๖๖ล้านบาท
๒.๓ ในช่วงต่อไปมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดใน๕ ด้าน ได้แก่
(๑) ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้ช้ากว่าความคาดหวังและมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจอีก
(๒) การแก้ปัญหาด้วยการพิมพ์เงินของประเทศมหาอำนาจทำให้สงครามอัตราแลกเปลี่ยนยังคงดำเนินต่อไปและส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าประเทศไทย
(๓) ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นและผันผวนส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ
(๔) แรงขับเคลื่อนจากมาตรการสร้างรายได้-ลดรายจ่าย-ขยายโอกาส ในปีแรกมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่การเบิกจ่ายงบลงทุนโครงการขนาดใหญ่อาจจะมีความล่าช้ากว่ากำหนดการ
(๕) การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ต้องดูแลให้สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยระมัดระวังไม่ให้เป็นการเก็งกำไรจนเกิดฟองสบู่ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ
ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกำหนดกรอบการรักษาเสถียรภาพของประเทศ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมพร้อมหากต้องมีมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระยะ ๖-๑๒ เดือนข้างหน้า ในขณะเดียวกันก็ขอให้ช่วยกันผลักดันยุทธศาสตร์ประเทศไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามกำหนดเวลาที่ได้วางไว้
๓. กรอบการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจปี ๒๕๕๖
กรอบการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๖ซึ่งจะต้องประสานการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการ ได้แก่
๓.๑ การสร้างความเชื่อมั่นและเสถียรภาพระยะสั้น โดย
(๑) ดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนมิให้แข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งและประเทศคู่ค้าจนกระทบต่อศักยภาพของเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
(๒) ดูแลการดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงินให้มีความสอดคล้องกัน
เพื่อโอกาสในการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เต็มศักยภาพและมีเสถียรภาพ โดยการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานกลางที่มีบทบาทหลักด้านการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง (กค.)สำนักงบประมาณ (สงป.)สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
(๓) สร้างความเชื่อมั่นในต่างประเทศโดยผ่านการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและการเยือนต่างประเทศของคณะผู้แทนของประเทศ
๓.๒ การรักษาศักยภาพการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวได้ร้อยละ ๕
อย่างต่อเนื่อง โดย
(๑) สร้างฐานการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ ด้วยการเพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย และสร้างโอกาสให้กับประชาชน ทั้งการขยายฐานรายได้เก่าและสร้างรายได้ใหม่เพื่อส่งเสริมการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น
(๒) สนับสนุนการสร้างรายได้จากต่างประเทศด้านการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนในภาคธุรกิจที่เหมาะสมในต่างประเทศ
(๓) ดำเนินนโยบายการคลังที่มีวินัย ขยายฐานภาษีและเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ของภาครัฐ ลดการขาดดุลงบประมาณให้เข้าสู่สภาวะสมดุลในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยจัดให้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว ด้วยการควบคุมหนี้สาธารณะให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่กำหนด
(๔) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพื่อการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวตามแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย
๔. การดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ
รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารมีหน้าที่สำคัญในการกำกับดูแลเศรษฐกิจในภาพรวมโดยดำเนินนโยบายและมาตรการผ่านกลไกหลักที่สำคัญ ได้แก่ (๑) นโยบายการเงิน มีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานหลัก (๒) นโยบายการคลัง มีกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลัก และ (๓) การดำเนินการมาตรการเฉพาะด้าน มีหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบ
ในการดำเนินการตามกรอบการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจตามข้อ ๓ให้บรรลุวัตถุประสงค์
ในการสร้างความเชื่อมั่นและเสถียรภาพระยะสั้น รวมทั้งรักษาศักยภาพการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวได้ร้อยละ ๕อย่างต่อเนื่อง จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากหน่วยงานรับผิดชอบหลักและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรการสำคัญประกอบด้วยมาตรการสนับสนุน ด้านการเงินและการคลังซึ่งเป็นมาตรการซึ่งมีผลเป็นการทั่วไป และมาตรการเฉพาะด้านซึ่งจะมีความเจาะจงถึงกลุ่มเป้าหมายหรือสาขาการผลิตและบริการเฉพาะด้าน ได้แก่
๔.๑ มาตรการทางด้านการเงินโดยประสานงานกับ ธปท. ในการดำเนินมาตรการสำคัญ
ซึ่งประกอบด้วย๗มาตรการ ได้แก่
(๑) ดำเนินการซื้อขายเงินตราต่างประเทศในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าความสามารถในการปรับตัวของภาคการผลิตและบริการ หรือมีความผันผวนรุนแรงจนเป็นปัญหาในการกำหนดราคาการส่งออกสินค้าและบริการ ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพและศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้การดำเนินการอยู่ในความรับผิดชอบของ ธปท. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
(๒) ดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ย ให้มีความแตกต่างของดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยพิจารณาปัจจัยรอบด้านทั้งการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราเงินเฟ้อ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ การจ้างงาน และภาวะฟองสบู่ของการลงทุน ซึ่งการดำเนินการอยู่ในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและความรับผิดชอบของ กนง.
(๓) ใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (Macro Prudential Measures) เพื่อดูแลเสถียรภาพของสถาบันการเงินและของเศรษฐกิจโดยรวมเพื่อไม่ให้มีการลงทุนที่เก็งกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนจนเกินความพอดีจนเกิดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ
(๔) พิจารณาใช้มาตรการจำกัดเงินทุนไหลเข้าอย่างระมัดระวังเมื่อมีความจำเป็น
โดยมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบก่อนการดำเนินการ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล
อย่างใกล้ชิด
(๕) บริหารจัดการเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์โดยเพิ่มประเภทสินทรัพย์ที่ ธปท. สามารถลงทุนได้
(๖) ช่วยเหลือภาคธุรกิจให้สามารถลดผลกระทบของความผันผวนของค่าเงินบาท โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
(๖.๑) สนับสนุนการทำ Forwardรวมถึงการสร้างความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ในการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และการเพิ่มเครื่องมือสำหรับการค้ำประกันสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า
(๖.๒) อนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถนำรายได้จากต่างประเทศฝากเข้าบัญชี
เงินฝากเงินตราสกุลต่างประเทศ ซึ่งเปิดไว้กับธนาคารพาณิชย์ในประเทศได้เท่ากับรายได้จากต่างประเทศโดยไม่จำกัดระยะเวลา รวมทั้งขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการลดค่าธรรมเนียมในการฝากถอนบัญชีเงินฝากเงินตราสกุลต่างประเทศเป็นการชั่วคราว
(๗) สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเช่น การใช้เวที ASEAN+๓ให้เกิดความร่วมมือดูแลอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาคให้ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นต้น
๔.๒ มาตรการด้านการคลังโดยมี กค. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักซึ่งประกอบด้วย
๖มาตรการ ได้แก่
(๑) กำกับดูแลการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันได้มีการกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลในภาพรวมไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๔.๐ ของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๖ (๒.๔ ล้านล้านบาท) และเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนของรัฐบาล
ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนพร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีงบลงทุนจำนวนมาก เช่น บมจ. ปตท. บมจ. การบินไทย
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นต้น
(๒) ดำเนินการโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในครึ่งหลังของปี ๒๕๕๖ ดังนี้ (๑) การลงทุนในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนไม่ต่ำกว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท (จากกรอบวงเงินลงทุนรวม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท) และ (๒) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท (จากกรอบวงเงินลงทุนรวม๒ ล้านล้านบาท)
(๓) กำหนดให้รัฐวิสาหกิจชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศเพื่อลดภาระหนี้ต่างประเทศ และช่วยให้มีเงินทุนไหลออกเพื่อให้ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีความสมดุลมากขึ้นซึ่งในปัจจุบันรัฐวิสาหกิจหลายแห่งได้เริ่มดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวแล้ว เช่น บมจ. ท่าอากาศยานไทย และบมจ. การบินไทย เป็นต้น
(๔) ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างภาษี โดยเริ่มจากการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาเพื่อเป็นการลดภาระภาษี สร้างความสามารถในการแข่งขัน กระจายความเป็นธรรมและ
จูงใจให้ผู้มีเงินได้ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบให้มากยิ่งขึ้น
(๕) สนับสนุนด้านสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อรักษาสภาพคล่อง
ในระบบเศรษฐกิจโดยให้การสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องภายใต้เป้าหมายที่ตั้งไว้ และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการและ SMEs ในการเพิ่มเครื่องมือในการค้ำประกันการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการให้องค์ความรู้ทางการเงินและเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ
(๖) ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเอกชนไปลงทุนต่างประเทศในภาคธุรกิจที่เหมาะสมอันจะเป็นการเสริมสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจจากการกระจายการลงทุนเพิ่มรายได้ให้กับภาคธุรกิจและรายได้โดยรวม อีกทั้งยังจะเป็นการช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทที่แข็งค่าอีกทางหนึ่งด้วย
(๗) ส่งเสริมการออมและการประกันภัยของครัวเรือนให้ทั่วประเทศ ทั้งบุคลากรภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการอาชีพอิสระ และเยาวชน
๔.๓ มาตรการเฉพาะด้านเพื่อสนับสนุนการผลิตสินค้าและบริการ การส่งออกการลงทุนและรายได้ของประชาชน
เพื่อรักษาศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๖ และสร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีข้อจำกัดและมีความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจึงมีมาตรการเฉพาะด้านที่สำคัญ ๘ ด้าน ในช่วง ๖ เดือนและในระยะยาวได้แก่๑) ด้านเกษตร ๒) ด้าน SMEs ๓) ด้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ๔) ด้านท่องเที่ยว ๕) ด้านการส่งออก ๖) ด้านพลังงาน ๗) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) และ ๘) ด้านผู้มีรายได้น้อย
------------------------------------------