www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
นายกรัฐมนตรีเยือนญี่ปุ่น เกิดประโยชน์รอบด้าน ญี่ปุ่นสนใจร่วมพัฒนาเครือข่ายคมนาคม และท่าเรือทวาย

การเยือนกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ช่วยยกระดับความร่วมมือกับญี่ปุ่น สู่การเป็นพันธมิตรในการสร้างความเติบโตที่เข้มแข็งของเอเชีย และการพัฒนาภูมิภาค โดยการเยือนญีปุ่นครั้งที่ 3 นี้ ช่วยตอกย้ำถึงความสำเร็จทั้งการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือในหลากมิติ

โดยในการหารือกับนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ได้กล่าวยินดีต้อนรับนายกรัฐมนตรีเยือนญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้ง ขอบคุณนายกรัฐมนตรีและประเทศไทย สำหรับการต้อนรับอย่างดียิ่งและประทับใจในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งการเยือนไทย ประสบความสำเร็จมากมายทั้งด้านความสัมพันธ์ที่แนบแน่น และความร่วมมือที่พัฒนาก้าวหน้า ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันอย่างสม่ำเสมอในทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับประชาชน เพราะความใกล้ชิดจะนำมาซึ่งความสำเร็จของความร่วมมือต่างๆและความเข้าใจที่ดีระหว่างกัน สำหรับความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรียืนยันสนับสนุนและเชิญชวนให้ญี่ปุ่นมาร่วมลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาเครือข่ายคมนาคม เพื่อรองรับการลงทุนและการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงภูมิภาค

 

ในประเด็นภูมิภาค นายกรัฐมนตรียืนยันถึงบทบาทสำคัญของญี่ปุ่น ในการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเมียนมาร์และการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจทวาย และได้มอบข้อมูลเบื้องต้นแก่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีไทยและญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นภูมิภาคสำคัญ เช่น ปัญหาทะเลจีนใต้ โดยไทยยืนยันจุดยืน การสนับสนุนการแก้ปัญหาอย่างสันติ ความมั่นคงทางทะเลถือเป็นเรื่องสำคัญต่อการเจริญเติบโตและเสถียรภาพร่วมกันของภูมิภาค”

ในการสัมมนา “ Tokyo Roadshow 2013” ในหัวข้อ “ Building a Strong Foundation for Thailand and ASEANที่มีภาครัฐ ภาคเอกชน และนักลงทุนญี่ปุ่นสำคัญเข้าร่วม นายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันถึงการจัดงานว่า “เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับแผนการลงทุนขนาดใหญ่ของไทยหลายโครงการที่ประเทศไทยต้องการเห็นความร่วมมือในการลงทุนของประเทศญี่ปุ่น และมั่นใจว่าแผนงานโครงการเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของทั้งสองประเทศ รวมถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภูมิภาค ปกป้องการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทย และทาให้การลงทุนที่มีอยู่แล้วมีศักยภาพสูงขึ้น มีผลตอบแทนที่ชัดเจนและเพิ่มพูน” ญี่ปุ่นได้ร่วมพัฒนาโครงการ Eastern Seaboard ที่พื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของไทย มาจนประสบผลสำเร็จ พื้นที่บริเวณดังกล่าวกลายเป็น ชุมชนที่มีนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน ท่าเรือน้ำลึก และโครงข่ายพื้นฐานที่พรั่งพร้อม เป็นแหล่งอุตสาหกรรมและประตูสู่การส่งออกของไทยไปทั่วโลก สร้างรายได้ให้กับประเทศและนักลงทุนจำนวนมาก จึงต้องการเชิญชวนให้ร่วมพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย เพื่ออนาคตของลูกหลานอีกครั้ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวให้ความมั่นใจถึงแผนการลงทุนของรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนประเทศ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งเชิญชวนญี่ปุ่นใหมีส่วนร่วมในแผนงาน ทั้ง 3 แผนคือ โครงการบริหารจัดการน้ำ แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนานิคมอุสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวาย ทั้งนี้ แผนการพัฒนาและการลงทุนของประเทศ จะต่อเนื่องและสอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเอเชียในอนาคต ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำในที่ประชุมนานาชาติ “The Future oAf Asia” ถึงมุมมองภาพรวมของการเจริญเติบโตของเอเชียในอนาคต ว่า เอเชียมีศักยภาพเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มีการเจริญเติบโตที่ต่อเนื่อง และมีกำลังการใช้จ่าย ด้วยประมาณการสัดส่วนของ GDP ของเอเชีย ต่อ GDP ของโลกจะเพิ่มเป็นสองเท่าถึงร้อยละ 51 ในปี พ.ศ 2050 โดยฐานการบริโภคและกำลังการใช้จ่ายของเอเชียจะเติบโตต่อเนื่องต่อไป ซึ่งสัดส่วนชนชั้นกลางที่เป็นคนเอเชียนั้นคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 28 เป็นร้อยละ 66 ของชนชั้นกลางทั้งโลก นอกจากนี้ เงินทุนสำรองต่างประเทศของเอเชียสูงถึง 6.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถ้าหากนำมาใช้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้ศตวรรษแห่งเอเชีย (The Asian Century) เป็นจริง

ทั้งนี้ เอเชียก็มีสิ่งท้าทายหลายประการ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการเติบโตที่รุงเรืองของเอเชีย เช่น ความแตกต่างและหลากหลาย แต่ทั้งนี้ในความแตกต่างหลากหลายนั้นก็มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ที่จะนำสู่ความขัดแย้งได้ แต่ทุกคนต้องระลึกเสมอว่า เป็นส่วนหนึงของเอชีย เพื่อจะก้าวข้ามอุปสรรค ปัญหาไปด้วยกัน บททดสอบถึงความเป็นเอกภาพของเอเชีย คือ การรับมือกับภาวะทางเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่องของยุโรปและอเมริกา และการเคลื่อนไหวของเงินทุน ซึ่งเอเชียจะต้องร่วมกันรับมืออย่างรอบคอบระมัดระวัง เพราะสิ่งที่ดำเนินการในวันนี้ จะกำหนดอนาคตของทุกคน เพื่อรองรับการเติบโตของเอเชีย การพัฒนาการเชื่อมโยงทั้งทางบก อากาศ และทะเล ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อผูกโยงเอเชียไว้ด้วยกัน แต่ทั้งนี้ การเชื่อมโยงก็มีความท้าทายและอุปสรรค เช่น ความตึงเครียดทางทะเล ที่เอเชียจะต้องร่วมกันรับมือ โดยสนับสนุนส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ และลดความตึงเครียดจากการแย่งชิงน้ำและน้ำมัน

 

นายกรัฐมนตรีเสนอการส่งเสริมความร่วมมือในลักษณะทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิงแวดล้อม โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวสรุปว่า“อนาคตของเอเชียอยู่ในมือเรา และขึ้นอยู่กับคนรุ่นเราที่จะกำหนดทิศทางอนาคต เพื่อนำสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเราทุกคน และเป็นเส้นทางที่เราจะร่วมมือร่วมใจกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเติบโตด้วยกัน ไม่เพียงเพื่อภูมิภาคเราเท่านั้น แต่รวมถึงโลกใบนี้ด้วย”

 

สำหรับภาคเอกชน SMEs และ OTOP ที่ร่วมเดินทางเพื่อศึกษาดูงาน และแสวงหาลู่ทางความร่วมมือในการพัฒนาและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ ต่างได้รับประโยชน์จากการสัมมนาการพัฒนา SMEs และการสนับสนุนจากภาครัฐ และการส่งเสริม R&D แก่ SMEs ญี่ปุ่น การดีไซน์ และบรรจุภัณฑ์ และระบบกระจายสินค้า และหลายบริษัทประสบความสำเร็จมีการจับคู่ทางธุรกิจ อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้นำภาคเอกชนเหล่านี้ศึกษาดูงานศูนย์แสดงสินค้า OTOP ที่ D47 และ Athena ด้วย

 

การเยือนครั้งนี้ ยังอยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนญี่ปุ่น และนายกรัฐมนตรีเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนญี่ปุ่นหลายสำนักสัมถาษณ์ เช่น สถานีโทรทัศน์ NHK นิตสาร AERA หนังสือพิมพ์ NIKKEI และ สถานีโทรทัศน์ CNBC ของญี่ปุ่น โดยสื่อมวลชนแสดงความสนใจสอบถามถึง แผนการลงทุนในการพัฒนาเครือข่ายคมนาคมและโอกาสของนักลงทุนญี่ปุ่น การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน บทบาทของญี่ปุ่นในการพัฒนาท่าเรือทวาย การส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน และผลการหารือกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น