เกี่ยวกับรัฐบาล

(25 พฤษภาคม 2556) เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้ารับฟังการบรรยายและชมวีดีทัศน์เรื่องการจัดระบบบริการผู้สูงอายุของญึ่ปุ่น ซึ่งบรรยายโดย ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขและสวัสดิการของผู้สูงอายุ กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่น ณ ห้อง Ceremony ชั้น 5 โรงแรมเพนนินซูล่า สรุปสาระสำคัญดังนี้

ญี่ปุ่นมีความเป็นห่วงเรื่องผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มที่อายุมากกว่า 75 ปี จาก 11.8% ในปี 2012 จะเพิ่มเป็น 13% ในปี 2015 และอาจพุ่งสูงถึง 18.1% ในปี 2025 รัฐบาลจึงออกนโยบายประกันสุขภาพระยะยาว(Long-Term Care Insurance System)ขึ้น เมื่อปี2000 โดยเริ่มเก็บเบี้ยประกันตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อดูแลด้านการรักษาพยาบาลเมื่ออายุ 65 ปีขึ้นไป โดยค่าเบี้ยประกันเฉลี่ยอยู่ที่ 4,972 เยนต่อเดือนในปีงบประมาณ 2012 และคาดว่าเบี้ยประกันจะพุ่งขึ้นเป็น 8,200 เยนในปี 2015


ทั้งนี้ นโยบายประกันสุขภาพระยะยาวดังกล่าว จะให้ประชาชนออกค่าใช้จ่ายเพียงร้อยละ 10 ส่วนรัฐบาลจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 90 ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยปีที่แล้วภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลมีมูลค่าถึง 8.9 ล้านล้านเยน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 21 ล้านล้านเยน ในปี 2025 ประกอบกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้ความต้องการในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นด้วย รัฐบาลญี่ปุ่นจึงแสวงหามาตราการสนับสนุนอื่นๆเพิ่มเติม อาทิ การหาอาสาสมัครช่วยดูแลผู้สูงอายุเพิ่มเติม การขอความร่วมมือจาก NGO การกระตุ้นความช่วยเหลือจากชุมชนท้องถิ่นที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ การตั้งศูนย์ชุมชนขึ้นมา เพื่อไม่ให้กระทบต่อครอบครัว ที่ผู้หญิงวัยทำงานอาจต้องลาออกมาดูแลผู้สูงอายุ และความพยายามในการผลักดันให้คนทั่วไปตื่นตัวเรื่องการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ โดยจัดกิจกรรมรณรงค์ และ ให้ผู้ที่ผ่านการอบรมเรื่องผู้ป่วยอัลไซเมอร์สวมสายรัดข้อมือสีส้ม


ญี่ปุ่นชี้แนะว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะมีผู้สูงอายุเกิน 65 ปีเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ในอีก 22 ปีข้างหน้า ไทยจึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือ นอกจากนี้ไทยและญี่ปุ่นมีความเหมือนกันตรงที่สภาพสังคมเมืองมีการเจริญเติบโตของเมืองอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้วิถีชีวิตในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป การช่วยเหลือจากชุมชนท้องถิ่นต่อผู้สูงอายุอาศัยก็ลดลงไปด้วย ญี่ปุ่นหวังว่า ไทยและญี่ปุ่นซึ่งประสบปัญหาเดียวกันนั้น จะได้ร่วมมือกันในการแสวงหาแนวทางในการให้คนในชุมชนร่วมมือกันดูแลผู้สูงอายุในท้องถิ่นของตนต่อไป


นายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นว่า ระบบการดูแลผู้สูงอายุของญี่ปุ่นนั้นมีประโยชน์และสามารถนำมาปรับใช้ร่วมกับการพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทย อาทิ โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคและโครงการอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน(อสม.) ให้ครอบคลุม ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยินดีหากไทยและญีปุ่นจะร่วมมือกันในการกระตุ้นให้คนในชุมชนร่วมกันดูแลผู้สูงอายุในท้องถิ่นของตน