วันนี้ (25 พฤษภาคม 2556) เวลา 08.00 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
พิธีกร (นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) : สวัสดีครับนี่คือรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน วันนี้เราอยู่กันที่ประเทศญี่ปุ่นนะครับ ตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางมาที่ญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีการลงทุนในประเทศไทยมากที่สุด คุณผู้ชมสามารถที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นได้ผ่านทาง sms หมายเลข 4221559 ครั้งละ 3 บาทครับ ซึ่งวันนี้ผมอยู่กับท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สวัสดีครับ
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีค่ะพี่น้องประชาชน
พิธีกร : ตอนนี้เราอยู่กันที่สถานีรถไฟยูรักกุโจ ซึ่งอยู่ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น เป็นสถานีรถไฟที่คึกคักมากแห่งหนึ่ง เป็นการบอกได้ไหมครับ ว่าการมีสถานีรถไฟ ทำให้เกิดความเจริญขึ้นมาแบบนี้
นายกรัฐมนตรี : จริงนี่คือสิ่งที่ตามมาค่ะ ต้องบอกว่าเวลาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อลงไปก็คือสถานีรถไฟ แต่ว่าสิ่งที่เราต้องพัฒนาต่อ ก็คือว่าความเจริญของชุมชนแถวนี้ ซึ่งจะเห็นว่าแถวนี้ก็จะมีทั้งร้านค้าเล็กๆ แล้วก็ห้างสรรพสินค้า แล้วที่เราไปเพิ่งกลับมา คือ Antenna Shop ก็คือ เป็นห้างสรรพสินค้าที่ให้โอกาสสินค้าในจังหวัดทุกที่ของญี่ปุ่น ขึ้นมาโชว์ในห้างเป็นร้านๆเลยค่ะ เป็นร้านแล้วก็เอาของดีมา ซึ่งตอนนี้เราก็อยากเห็นว่าถ้าเรามีรถไฟ มีสถานีรถไฟแล้วเราควรพัฒนาแบบนี้ร่วมกัน เราก็จะได้มีโอกาสได้ให้สินค้าต่างๆ ของแต่ละจังหวัดเข้ามาขายกันบ้าง
พิธีกร : ซึ่งเราคงจะได้เห็นเมื่อโครงการใน 7 ปีข้างหน้า เราเสร็จเรียบร้อย
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ
พิธีกร : ดังนั้นการเดินทางมาครั้งนี้ ท่านนายกฯ ได้มีการฉายภาพให้ญี่ปุ่น ซึ่งลงทุนในไทยมากที่สุด เห็นไหมครับว่าการที่เราจะลงทุนโครงการสองล้านล้านนั้น จะส่งมีผลดีอย่างไรแล้วก็ญี่ปุ่นสนใจมาร่วมลงทุนด้วยหรือไม่
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ ก็จริง ๆ ต้องเรียนว่าญี่ปุ่นเองเป็นนักลงทุนที่ลงทุนในประเทศไทย ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งแล้วก็เรียกว่าเป็นผู้บุกเบิกร่วมกับไทย เราเองก็มาครั้งนี้ นอกจากจะมาเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นมาลงทุนในไทย ซึ่งจะมีสาขาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากอุตสาหกรรมรถยนต์ แล้วก็ยังมีเรื่องของพลังงาน เกษตรแปรรูปต่างๆ ก็อยากให้มาลงทุนในประเทศไทย และรวมถึงเราได้นำนักธุรกิจ SME มาด้วยกว่า 50 บริษัท และตัวแทนจากภาคสาขาต่างๆ มาทำธุรกิจ Matching กับภาคเอกชนที่นี่ ในส่วนนี้เองเราได้ใช้โอกาสนี้ ในการที่จะอธิบายแผนการลงทุนของประเทศไทย ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานสองพันล้าน ที่ว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีแผนการลงทุนอย่างไร จะเอื้อให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างไร แล้วก็ต่อยอดไปส่วนถึงการที่ขยายเรื่องของการอธิบายเพิ่มเติม ส่วนของการลงทุนที่ท่าเรือน้ำลึกทวาย ถือว่าท่าเรือน้ำลึกทวายจะต่อยอดจากแหลมฉบังมา
พิธีกร : ท่านนายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงที่เรียกว่า connectivity หลายครั้ง คือ ตั้งแต่วันพุธ – ศุกร์ ในเรื่องของการเชื่อมโยงมีความสำคัญมาก ซึ่งญี่ปุ่นปัจจุบันนี้เคยมีส่วนร่วมกับการลงทุนในท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อ 20 ปีก่อนมาแล้วนี่เอง อยากเห็นญี่ปุ่นมาร่วมมือกับไทยมากขึ้น
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ ต้องบอกว่าญี่ปุ่นเองร่วมกับประเทศไทยในการพัฒนา จนวันนี้ท่าเรือที่แหลมฉบังนั้นก็มีการพัฒนาไปมาก เราก็อยากเห็นอย่างนี้ ร่วมกับญี่ปุ่นในการที่จะเป็น Partner ในการที่จะไปต่อยอดการลงทุนที่ทวาย ซึ่งศักยภาพการลงทุนที่ท่าเรือน้ำลึกทวายนั้น ก็จะเป็นอีกศักยภาพหนึ่งในการขยายโอกาสต่างๆ ของธุรกิจที่นี่ ที่ประเทศไทย โดยนักลงทุนญี่ปุ่นออกไป ก็มีการจัดในการพูดก็ได้รับความสนใจมากมาย แล้วก็โอกาสนี้ได้มีโอกาสได้หารือกับท่านนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ ด้วย
พิธีกร : สิ่งที่ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหารือเรื่องอะไรกันบ้างครับ
นายกรัฐมนตรี : หารือในเรื่องของการต่อยอดค่ะ เพราะว่าครั้งที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นไปเยือนประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเราก็มาพูดคุยกันเรื่องของการสานต่อเรื่องของความร่วมมือทางด้านของการค้า ว่ามีกลไกที่เราจะพูดคุยกันเรื่องของปัญหาอุปสรรคต่างๆ เรื่องทั้งสินค้าส่งออกแล้วก็สินค้าที่ญี่ปุ่นมาขายในไทยด้วย ก็จะมีกลไกในการสืบเนื่อง ในการที่เราอยากจะขอให้มีการเปิดสาขาอื่นๆ หรือว่าแขนงอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้เองก็จะมีเรื่องของการลงทุนก็มีการเสนอในส่วนของการลงทุนว่าไทยต้องการที่จะให้นักลงทุนญี่ปุ่นมาลงทุนเพิ่มเติมในสาขาไหนบ้าง แล้วก็รวมถึงทวาย นอกจากนี้เราก็มีการแลกเปลี่ยนกันในเรื่องของภาพรวมเกี่ยวกับภูมิภาคด้วยว่าจะช่วยกันยังไง แล้วก็โดยเฉพาะไทยกับญี่ปุ่นจะช่วยกันยังไงในการเสริมสร้างการลงทุนระหว่างกันทั้งสองประเทศ
พิธีกร : ซึ่งความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่นแสดงว่า เรามีความใกล้ชิดสนิทสนมกันทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับประชาชน ระดับรัฐต่อรัฐ ระดับราชวงศ์ต่างๆ เหล่านี้ นี่คือความแน่นแฟ้น ที่อยากจะให้ทั้งสองประเทศนั้นเป็นมิตรที่เติบโตไปด้วยกันอย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ เราก็จะเห็นว่าความผูกพันของเราก็มีในทุกระดับ ในวันนี้เองจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นก็จำนวนมาก ญี่ปุ่นก็ไปประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายๆ อย่าง เราก็มาสานต่อความสัมพันธ์ในการมองในเชิงของยุทธศาสตร์ ในด้านของการพัฒนาเศรษฐกิจ
พิธีกร : ซึ่งท่านนายกฯ มาครั้งนี้ได้รับคำเชิญมาจากบริษัทนิเคอิ ได้มีการแสดงปาฐกถาเรื่องฟิวเจอร์ ออฟ เอเชีย สิ่งที่ท่านได้กล่าวมีอะไรกันบ้างครับ
นายกรัฐมนตรี : หลักๆ เราได้กล่าวว่า ฟิวเจอร์ ออฟ เอเชีย ก็คือ อนาคตของภูมิภาคเอเชียเรามองว่าเอเชียมีความหลากหลาย ก็แปลว่ามีทั้งโอกาสแล้วก็มีความท้าทายอยู่ในตัว แต่ขณะเดียวกันเรามองว่าโอกาสนั้นมีมากมายในเชิงของเศรษฐกิจ วันนี้ก็เรียกว่าเป็นโอกาสของเอเชียแล้ว และการที่เราจะทำอย่างไรนั้น ก็อยู่ที่เราจะร่วมกันในการผนึกกำลังกันในการที่จะทำให้ภูมิภาคนี้แข็งแรง เราก็บอกว่าในส่วนของญี่ปุ่นในฐานะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ด้วย ถ้าญี่ปุ่นเติบโตอย่างไร เราก็อยากเห็นการเติบโตของไทยไปพร้อมๆ กับญี่ปุ่นในลักษณะของการที่เติบโตอย่างมั่นคงแล้วก็ไปด้วยกัน เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราเติบโต เรามองทุกประเทศ มองประโยชน์รวมของภูมิภาคเป็นที่ตั้งแล้วช่วยกันแก้ปัญหาร่วมกัน แล้วก็เดินไปพร้อมๆ กันเราก็จะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมเกิดขึ้นได้
พิธีกร : ที่ท่านนายกฯ ได้กล่าวไปขณะนี้ความร่วมมือทางด้านการเมืองของแต่ละประเทศในเอเชีย มีความใกล้ชิดกันมากแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการพูดคุยกันในหลากหลายระดับด้วยใช่ไหมครับ ก็เลยส่งผลดีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจต่อไป
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ แล้วก็เราก็ได้เรียนว่า Connectivity ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงการพูดคุยกัน เพราะว่าการเชื่อมโยงนี้ จะทำให้เรามีการติดต่อสื่อสารกันได้มากขึ้น โอกาสเรื่องของการเปิด การค้า การลงทุนที่สะดวกขึ้นแล้วก็ในความร่วมมือต่ำ เรียกว่าเรามีหลายกลุ่มทีเดียวที่เกิดความร่วมมือนี้ เราก็อยากเห็นความร่วมมือนี้ในแต่ละภูมิภาค และก็ในที่สุดก็คือเรื่องของการสร้างสมดุล ในแต่ละประเทศด้วย
พิธีกร : ก็คือท้ายที่สุดแล้วการเติบโตของเอเชียก็จะเติบโตมากขึ้น ชนชั้นกลางในเอเชียจะขยายเพิ่มมากขึ้น GDP เอเชียก็จะเติบโตมากขึ้น ก็คือนี่คือเป็นจุดหมายที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโตต่อไป และที่สำคัญท่านนายกฯ ได้มีการย้ำเรื่องของการใช้เงินทุนที่ไหลเข้าในภูมิภาคนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย
นายกรัฐมนตรี : เราก็อยากเห็นการลงทุน ที่เกิดจากการลงทุนของแต่ละภูมิภาคนั้น มาลงทุนในประเทศไทยที่เกิดจากการลงทุนจริงๆ เพราะว่าถ้าเกิดจากการลงทุน ก็จะเกิดการสร้างงาน สร้างเสริมเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งถือว่าช่วงนี้เศรษฐกิจของเราเอง ต้องการ การที่จะมี Partner ในการลงทุน เพราะว่าในเรื่องของการขยายโครงการในอนาคต หรือเทคโนโลยีต่างๆ ก็เป็นสิ่งจำเป็น มากกว่าการที่จะมาลงทุนแค่เพียงในเรื่องของพันธบัตรอย่างเดียวก็สามารถที่จะมาลงทุนในส่วนของการลงทุนธุรกิจได้
พิธีกร : ครับ เราอาจจะคุยถึงภาพใหญ่กันไป แต่ว่าช่วงนี้เราจะไปดูกันที่ D-Forty-Seven (D47) กันดีกว่า เป็นเรื่องของการนำเอาสินค้าของดีจากจังหวัดต่างๆ ของญี่ปุ่นมา
พิธีกร : ญี่ปุ่นมีการนำสินค้าหัตถกรรมจาก 47 จังหวัดมารวมกันไว้ที่ D-Forty-Seven (D47) ท่านนายกฯ เมื่อกี้ได้ฟังบรีฟไปแล้วน่าสนใจ สามารถที่จะเอาสินค้าโอท็อปของไทย 70 จังหวัดมาทำแบบนี้บ้างไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : น่าสนใจมากค่ะ ก็เป็นที่ที่เราได้มีการพูดคุยกันกับทางท่านอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน แล้วก็รวมถึงท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ด้วยว่าเรามีสถานที่ต่างๆ มากมาย ถ้าเรารู้จักเอาสินค้าต่างๆ ของในจังหวัดขึ้นมาพัฒนาแล้วมาโชว์ เชื่อว่าหลายๆ คนในประเทศไทยอยากจะเห็น ก็เป็นแนวคิดที่ดูแล้วดีมาก เราก็จะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ที่เอาสินค้าต่างๆ มาโชว์ โดยเฉพาะสิ่งที่สำคัญคือมีหน่วยงานกลางที่จะคัดสินค้า เรียกว่าเป็นของดีจากจังหวัดขึ้นมา
พิธีกร : ซึ่งแต่ละจังหวัดมักจะทำสินค้าคล้าย ๆ กันแต่ว่าพอจัดศูนย์ขึ้นมาแบบนี้ ทุกคนก็ต้องทำให้ตัวเองมีความแตกต่าง
นายกรัฐมนตรี : ใช่ก็จะเกิดการแข่งขันกัน ดูแต่ละที่ อย่างโต๊ะที่ดู คือเราดูเห็นแล้วเราน่าจะเอาไปประยุกต์ได้ ก็คือว่าเขาคัดของดีจากจังหวัดมาแล้วก็มีป้ายแต่ละจังหวัดขึ้นมา
พิธีกร : อย่างเช่น นี่เป็นแบบฮอกไกโด อาโอโมริ แบบนี้เป็นต้น ครับ ซึ่งรัฐมนตรีฯ คิดว่าแบบนี้เราสามารถทำได้ไหมครับ
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ได้ครับ คือ เขาเอาของแต่ละ picture มา แล้วก็เอามาให้ทางดีไซน์เนอร์ลองออกแบบดู แล้วก็เพื่อจะให้มีการสืบสานต่อแล้วก็ให้คนเอาไปเป็นแบบแล้วก็ทำพัฒนาสินค้าให้มากขึ้น
พิธีกร : ก็คือว่านอกเหนือจากเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้ว เอาคนรุ่นใหม่มาเชื่อมต่อ มาเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาชาวบ้านแบบเดิมด้วย
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ อย่างนี้เขาจะมี theme ของเขาว่า เขาเลือกในเรื่องของงานศิลปะต่างๆ ขึ้นมา แล้วก็กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่างที่ทาง D47 คิดก็คือว่า การสืบทอดแนวความคิดทางด้านของศิลปวัฒนธรรม สินค้าพื้นบ้าน ถูกเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละยุคแต่ละสมัย ฉะนั้นเขาอยากให้คนรุ่นใหม่ได้รู้ว่าพื้นฐานของญี่ปุ่นมีอะไรดี ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องนำสินค้าต่างๆ ออกมาให้กับคนรุ่นใหม่ได้ทราบ เขาก็ต้องเลือกให้ตรงกับความต้องการและดูมีความทันสมัยขึ้น
พิธีกร : อย่างเช่นกรอบมือถือ ท่านผู้ชมสนใจไหม
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ดูแล้วเหมือนไม้จริงๆ มาก อันนี้เป็นฝีมือของคนที่นี่เขา น่าจะเป็นไอเดีย และมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ของเขา
นายกรัฐมนตรี : สงสัยต้องขอสถานที่กระทรวงพาณิชย์แล้วค่ะ
พิธีกร : ซึ่งแต่ละจังหวัดก็ต้องมีการนำเอาสินค้าที่โดดเด่นและดีไซน์ ซึ่งแม้ว่าตรงนี้อาจจะดูเหมือนว่าเป็นเครื่องมือหัตถกรรม เป็นถ้วยชามรามไห แต่ว่าแต่ละคนก็ต้องมีความแตกต่างมีจุดเด่นของแต่ละคนด้วย
นายกรัฐมนตรี : เมื่อสักครู่ที่สอบถาม เขาจะคัดมาแต่ละที่ไม่ซ้ำกันด้วย จะได้มีความหลากหลาย แล้วก็อย่างจุดที่นี่ก็จะเป็นจุดที่จัดนิทรรศการมาให้คนรุ่นใหม่ดู ก็ 2 อย่างคือ หนึ่งเผยแพร่ แล้วก็ขณะเดียวกันถ้าคนต้องการก็จะมีที่ขายได้ด้วย
พิธีกร : มีช็อปขายได้ด้วย
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ มีช็อปขายหรือจะไปติดต่อโดยตรง บางทีก็อาจจะมีห้างร้านสรรพสินค้ามาดู แล้วก็สามารถที่จะติดต่อตรงกับผู้ประกอบการที่ในจังหวัดนั้นได้เลย
พิธีกร : ท่านอธิบดีครับ เราสามารถที่จะไปคุยกับผู้ประกอบการชุมชนได้ไหม ในการที่จะทำให้เขานั้นมีการพัฒนาสินค้าให้แตกต่างกันในแต่ละจังหวัด
นายขวัญชัยฯ : ท่านนายกฯ ให้นโยบาย ถ้าเราสามารถเอาไอเดีย หรือโมเดลอย่างนี้ ไปปรับใช้แล้วก็ไปต่อยอดได้เลย ทำให้สินค้าเด่นๆ แต่ละจังหวัดมีโปรซีชั่น และมีแบนเนอร์ของตนเอง มันก็สามารถเดินเองได้
พิธีกร : ซึ่งการทำแบรนด์สำคัญยังไง
นายกรัฐมนตรี : สำคัญมากค่ะ เพราะจริงๆ แล้วมี 2 ส่วน ก็คือว่าในแต่ละร้านสามารถทำแบรนด์นิ่งของตัวเองได้ แต่ว่าในช่วงต้นการเปิดตลาด ถ้าแบรนด์นิ่งเราไม่แข็งแรง เราต้องเสียเงินในการโฆษณามาก แต่ถ้าการที่เราบูรณาการร่วมกับภาครัฐ แล้วเราดึงสินค้าต่างๆ เข้ามา พูดภายใต้แบรนด์เดียวแล้ว เราทำให้ทุกคนมีจุดสนใจ มีความแตกต่างได้ แล้วเมื่อแข็งแรงขึ้น ก็สามารถที่จะเติบโตพัฒนาเป็นแบรนด์ของตนเองได้ เพราะว่าการที่คนเราเชื่อถือเรื่องของแบรนด์สินค้าต่างๆ นั้นทำให้เป็นการเพิ่มมูลค่าด้วย สินค้าบางอย่าง ถ้าทำธรรมดาแล้วอาจจะไม่มีคนสนใจ แต่ถ้ามาวางบนห้างร้าน แล้วก็มีลักษณะของการดีไซน์ให้ดีขึ้น ก็จะทำให้มูลค่าเพิ่มในเรื่องของราคา สามารถขายได้ราคาที่ดีขึ้นด้วย
พิธีกร : ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์คงต้องมีบทบาทมากขึ้น ในการหาตลาดในบรรดาสินค้าเหล่านี้
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ถูกต้องครับ ตามแนวทางที่ท่านนายกฯ มอบหมายก็คือว่าควรจะต้องยกระดับสินค้าจากชุมชนขึ้นมามีความสามารถในการที่จะส่งออก เป็นการดึงเงินตราต่างประเทศลงไปสู่ชุมชนนั้น ก็ทำให้ชุมชนมีงานทำต่อเนื่อง ครับนี่เป็นไอเดียที่ดีสำคัญที่สุด
พิธีกร : และที่นำเสนอจุดที่น่าสนใจ มีการทำศูนย์แบบนี้ ไม่ใช่แค่เฉพาะตรงกลางจังหวัดชิบูย่า แต่เป็นศูนย์ในจังหวัดต่างๆ ของประเทศด้วย เหมือนกับที่ท่านนายกฯ อยากจะทำโอท็อปในที่ต่างๆ นั้นด้วย
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ เขาจะมีเปิดแบบร้าน D47 ในทุกๆ จังหวัด 47 จังหวัด แล้วแต่ละจังหวัดก็จะรวมของดีแต่ละจังหวัดขึ้นมา แล้วก็จะมีการจัดนิทรรศการเป็น แล้วแต่เรียกว่าแล้วแต่ theme เรียกว่า จี 1 หรือกลุ่มผู้ที่จะมา คงเป็นกิจกรรมที่เราก็จะเป็นทิศทางนั้น ในการที่จะปรับตรงตามความต้องการ เรียกว่ามองจากมุมผู้ซื้อเป็นหลัก อย่างอันนี้ก็จะมีโอกาสอย่างหนึ่งก็คือ ความร่วมมือ ถ้าสมมุติว่าเรามีความร่วมมือ แล้วเราเข้าใจความต้องการของญี่ปุ่น เราก็อาจจะมีดีไซน์เนอร์ในการคัดเพื่อที่จะตอบโจทย์สำหรับสินค้าที่จะส่งไปญี่ปุ่นได้ แล้วการปรับรีแคชจิ่งก็ต้องปรับให้ตรงกับตามความต้องการได้
พิธีกร : ก็คงอาจจะต้องมีการดึงผู้ประกอบการไทยที่มีการดีไซน์เก่งแล้วนำเอาความต้องการของคนญี่ปุ่นไปใส่ให้เขา แล้วก็มีอาจจะมีการรวมกันเพื่อให้มีการผลิตมากเพียงพอในการที่จะส่งออกตรงนี้
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ
พิธีกร : ซึ่งจะทำให้มูลค่าเพิ่มของสินค้าสูงขึ้นมาก
นายกรัฐมนตรี : อย่างผู้ประกอบการโอท็อป สมมุติว่าบางรายถ้ามีความแข็งแรง มีแบรนด์ที่แข็งแรงก็สามารถที่จะคัดขึ้นมาได้เลย แต่ถ้าสมมุติว่ายังมีการปรับอยู่ ก็มีทางกระทรวงพาณิชย์กับกรมพัฒนาชุมชน จะมีการช่วยกันบูรณาการร่วมกันคัด ปรับปรุงคุณภาพ ออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตรง ฉะนั้นตรงนี้ก็จะขายได้ เพราะฉะนั้นเรียกว่ารวมปริมาณให้เพียงพอ เพราะบางครั้งสมมุติว่าเราต่างทำ อาจจะมีปริมาณไม่พอในการส่งออก สมมุติวันนี้สิ่งที่เราเจอ หลายรายมีคุณภาพที่ดี แต่ไม่สามารถส่งออกได้
พิธีกร : อ๋อ มีผลิตได้ไม่ทัน
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ ถ้าเรารวมกัน สมมุติว่าที่นี่เก่งทางด้านการทำกลอง อีกร้านหนึ่งสามารถทำไม้ได้ดี เอามาประกอบรวมกันแล้วใส่แบรนด์เดียวกันส่งออก อันนี้เราก็จะได้สินค้าที่ตรงแล้วก็ปริมาณที่ดี
พิธีกร : ถามว่าคือ แต่ละคนอาจจะมีความเชี่ยวชาญคนละแบบ ฉะนั้นต้องมีตัวประสาน อาจจะเป็นทั้งกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงพาณิชย์ที่จะพัฒนาร่วมกัน ที่จะต้องคัดสรรสินค้าประเภทนี้ ต้องการ rehashing อย่างไร ดีไซน์อย่างไร แล้วก็นำมาบูรณาการร่วมกันด้วย
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ถูกต้องครับทั้งปริมาณ และคุณภาพพร้อม ๆ กัน
นายกรัฐมนตรี : อยากให้ดูสินค้ามุมนี้ น่าสนใจ มุมนี้นอกจากเขาจะมีสินค้าโชว์ตามจังหวัดแล้ว เขาก็จะมีหนังสือแต่ละเล่มของจังหวัดที่จะพูดถึงของดีในแต่ละจังหวัดด้วย แล้วก็โบว์ชัวนี้ท่านอธิบดีถือไว้ ก็อีกหน่อยก็คงจะไปทำเพิ่มนะคะ นี่จะบอกว่าสินค้าที่เราเอามา มาจากร้านไหนบ้างค่ะ แล้วคนดูก็สามารถที่จะติดต่อซื้อได้
พิธีกร : นั่นก็คือว่าสินค้าที่มาโชว์ตรงนี้ ในห้องตรงนี้ที่เป็นมิวเซียมแบบนี้ ก็จะบอกว่ามาจากไหน และมีหน้าศิลปิน ผู้ออกแบบสินค้าด้วย
นายกรัฐมนตรี : แล้วบอกเจ้าของสินค้า เจ้าของร้านด้วย
พิธีกร : เหมือนสิ่งที่ท่านนายกฯ พยายามย้ำอย่างต่อเนื่องว่า การจะทำสินค้าต่างๆ ขึ้นมานั้น จะต้องมีเรื่องราวที่จะต้องเล่าออกมา เพราะฉะนั้นการที่ภูมิปัญญาชาวบ้านที่จะสามารถสืบต่อไปได้ อาจจะใช้ปราชญ์ท้องถิ่น นักคิด นักเขียนช่วยกันเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ให้เป็นเรื่องราว เวลาคนซื้อสินค้าได้รู้ที่มาที่ไปอย่างไร
นายกรัฐมนตรี : อยากจะพาคุณธีรัตน์ ฯไปดูห้องข้างๆ ด้วย
พิธีกร : จากสินค้าหัตถกรรม หรือว่าหลายๆ คนอยากจะทดสอบ ลองชิมนะครับ นี่เป็นน้ำแอ๊ปเปิ้ล ซึ่งจะบอกอย่างเช่น ในมือผมเป็นน้ำแอ๊ปเปิ้ลจากอาโอโบริ
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : อันนี้เป็นน้ำองุ่นจากยามากะตะ
พิธีกร : ก็คือแต่ละจังหวัดต้องมีการทำสินค้าของตนเอง ที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำแอ๊ปเปิ้ลจากไหน น้ำองุ่นจากไหน
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : อันนี้ เขาก็จะมีเอกสารประกอบครับ กรณีที่มีคนเข้ามาดูแล้วก็สนใจจะเอาไปจำหน่าย ก็หยิบเอาเอกสารนี้ไปแล้วก็ไปติดต่อกับร้านนั้นๆ ในจังหวัดนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อจากที่นี่
พิธีกร : หรือจะเป็นนามบัตรที่สามารถจะซื้อติดต่อกันเองใน volumn มากขึ้น พอเป็นมิวเซียมเป็นผลิตภัณฑ์แบบนี้ คุณก็มาเจอสินค้าแบบนี้
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ซึ่งเปลี่ยนสร้างโอกาสขยายช่องทางในการจำหน่ายให้กับโอท็อปโดยตรง เพราะว่าโอท็อปหลายคนอาจจะยังไม่แข็งแรง ต้องหาตลาดเอง ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะยกระดับโอท็อปไปเป็น SME แล้วก็ดำเนินการในการตลาดช่วยเหลือต่อไป
พิธีกร : เพราะฉะนั้นพอท่านอธิบดีพัฒนาตัวสินค้าขึ้นมาแล้ว จากนี้ไปก็ต้องมีการส่งต่อไปยังทางกระทรวงพาณิชย์เพื่อทำธุรกิจ
นายกรัฐมนตรี : จากการที่เราได้ทำเวิร์คช็อปกับผู้ประกอบการ ซึ่งอันนี้เราได้รวบรวมจากผู้ประกอบการโอท็อป SME เฉพาะภาคที่ส่งออก เราก็จะมาดูกันว่าความต้องการแต่ละผู้ประกอบการคืออะไร ซึ่งในส่วนเท่าที่เราเห็น จะเห็นว่าพื้นฐานของสินค้าดีอยู่แล้ว ซึ่งเรามีเรื่องราวของความเป็นมาสินค้าแต่ละตัว อาหารแต่ละอย่างแล้ว แต่ขาดในเรื่องของการตลาด การทำแบรนดิ้ง ช่องทางการจัดจำหน่าย แล้วก็การสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งในส่วนนี้ ถ้าเรามาบูรณาการกัน ก็จะได้กลับไปดูว่าในส่วนไหนของผู้ประกอบการต้องการให้ภาครัฐเข้าไปบูรณาการเพิ่มเติม ซึ่งตั้งแต่เรื่องของการพัฒนาออกแบบ ร่วมกันออกแบบดีไซน์ผลิตภัณฑ์ที่หน้าตาดูดีขึ้น ก็จะทำให้ขายง่ายขึ้น ช่องทางการจัดจำหน่าย การประชาสัมพันธ์ในการที่จะเปิดโอกาสในการที่จะให้ร้านค้าต่างๆ หรือห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งผู้ที่ส่งออกได้มีโอกาสได้เจอกับผู้ขาย ทั้งนี้เราพาผู้ประกอบการมาด้วย
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : มีทั้ง SME มีทั้งโอท็อป ประมาณสัก 30 - 40
พิธีกร : เดี๋ยวจะพาไปดู แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วในเรื่องของผู้บริโภคได้มาเข้าใจและมาสัมผัสสินค้าโอท็อปมากขึ้น มีแผนตรงนั้นด้วยไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ ในแผนการตรงนั้น เราอยากจะช่วยกันในการที่จะหาช่องทางการจัดจำหน่าย พัฒนาผลิตภัณฑ์ เห็นว่าสินค้าต่างๆ ท่านก็จะบอกว่านี่ถ้าเกิดเศรษฐกิจดีอยากขายของราคานี้ด้วย
สิ่งที่เราต้องการคือ ช่วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หน้าตาดีขึ้น จำนวนมากขึ้น เมื่อปริมาณมากขึ้น เราก็ไม่แค่ขายในชุมชน คืออาจจะขายในห้างสรรพสินค้าได้ ท่านก็ส่งออกได้ อันนี้เราจะช่วยผู้ประกอบการ SME ในมูลค่าที่เพิ่มขึ้น มีกำไรอยู่ได้
พิธีกร : ต้องขอขอบคุณทั้งสามท่านมากนะครับ ขอบพระคุณนะครับไปพักกันสักครู่ก่อนนะครับ
ช่วงที่ 2
พิธีกร : กลับสู่ช่วงที่ 2 ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนผู้ชมสามารถที่จะส่งข้อความมาทางรายการได้ที่หมายเลขSMS 4221559 ครั้งละ 3 บาทครับการเดินทางมาญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีและคณะนั้นในครั้งนี้ต้องการเชิญชวนนักลงทุนญีปุ่นเพื่อมาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายนะครับ หลังจากเมื่อ 20 ก่อน ญี่ปุ่นเคยร่วมลงทุนในโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดของไทยได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีมากครับ ซึ่งในครั้งนี้ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนั้นได้มีการอธิบายถึงความสำคัญของโครงการเขตเศรษฐกิจนี้ ต่อนักลงทุนชาวญี่ปุนครับ ญี่ปุ่นสนใจลงทุนในโครงการเศรษฐกิจพิเศษทวาย เรามาสอบถามท่านนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล สวัสดีครับท่านครับผม การเดินทางมาครั้งนี้เรามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการเศรษฐกิจพิเศษทวาย อย่างไรบ้างครับ
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : เมื่อวานนี้ก็มีการประชุมให้ข้อมูลนักลงทุนบริษัทญี่ปุ่น จำนวนประมาณ 300 บริษัท มานั่งฟังการบรรยายว่าโครงการทวายเป็นอย่างไรดีอย่างไร เขาไปลงทุนแล้วจะได้อะไรได้รับความสนใจจากนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ก็เชื่อมั่นว่าเขาจะไปร่วมกันลงทุนเพื่อที่จะไปสร้างท่าเรือน้ำลึกและอุตสหกรรมทวายให้ยิ่งใหญ่ให้เหมือนกับอีสเทิร์นซีบอร์ดของเราครับ
พิธีกร : สิ่งที่เขาสนใจที่สุดในโครงการต่างๆของทวายคืออะไรบ้างครับ
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : จริง ๆ หลัก ๆ มีอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่อง 1 ท่าเรือ 2 คือนิคมอุตสหกรรม นอกนั้นก็เป็นเรื่องของโครงการต่าง ๆ ที่จะเกื้อหนุนหรือสนับสนุนโครงการนี้ เช่นเรื่องไฟฟ้าก็ดี ประปาก็ดี โทรศัพท์และถนนนะครับ เขาสนใจทุกโครงการ
พิธีกร : เราได้บอกเขาไหมครับว่าทำไมต้องเป็นทวาย ทำไมญี่ปุ่นต้องจับมือไปกับเรา
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : ผมเรียนว่าจะหาพื้นที่ใหญ่ๆ และแหล่งสวยๆ ที่เป็นท่าเรือน้ำลึก และยังเป็นพื้นที่นิคมอุตสหกรรมอย่างนี้หาได้ยาก บ้านเราเองก็น้อยครับ เป็นแหล่งธุรกิจแหล่งใหม่ และก็นอกจากเร ก็เรื่องเมืองในอนาคตจะเป็นเมืองพัฒนา เมืองมีย่านเศรษฐกิจ ตรงนั้นก็เป็นหาดทรายยาวเลยครับและเชื่อมั่นว่านอกจากเมืองตรงนั้นแล้ว ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ดีด้วย อีกอย่างหนึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจ อันนี้ไม่ใช่ทำเพื่อพม่าอย่างเดียว นักธุรกิจไทยก็อยากไปลงทุน ทั้งภาครัฐวิสาหกิจอะไรต่างๆ เป็นการขยายธุรกิจของไทยไปอีกระดับหนึ่ง
พิธีกร : แต่ว่าพอไปแล้ว ในการมีสิทธิพิเศษในการจูงใจให้เขาเข้าไปลงทุนมีด้วยไหมครับ
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : มีครับ ก็รัฐบาลพม่าได้ออกกฎหมายใหม่ เพื่อที่จะส่งเสริมการลงทุน อันนี้ก็มีอยู่ครับ ต้องเรียนอีกอย่าง นอกจากที่ได้ประชุมเมื่อวานนี้ ตรงนี้ 300 คนแล้ว ตอนค่ำมีการประชุมกับซีอีโอ บริษัทใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นมิตซู อิโกชู โอบายาชิ อีกครั้งหนึ่ง วันนี้อีกท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้พบกับท่านนายกรัฐมนตรีอาเบะ ผมเองก็เข้าไปด้วยมีการคุยกันเรื่องทวายเป็นหัวข้อใหญ่
พิธีกร : ซึ่งทางรัฐบาลญี่ปุ่นให้การตอบรับอย่างไรบ้าง
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : รัฐบาลญี่ปุ่นบอกว่า ทั้งภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่นสนใจโครงการทวายเป็นอย่างมากนายกรัฐมนตรีอาเบะจะไปพม่าพรุ่งนี้ ก็จะไปพบกับท่านประธานาธิบดีเต็งเส็งและคงจะดำเนินการร่วมกันต่อไปครับ
พิธีกร : จากนี้ต่อไปจะมีการขับเคลื่อนอย่างไรครับ ดึงญี่ปุ่นมาร่วมลงทุนเป็น 3 ฝ่าย ไทย ญี่ปุ่น เมียนมาร์ หรือว่าอย่างไร
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : คือในระดับบน จีทูจี ก็จะเป็นเอชทีวีที่ว่าตัวแทนของหน่วยงานรัฐ ส่วนของเราก็เรด้า ของพม่ามีหน่วยงานกึ่งรัฐเข้ามา ทางญี่ปุ่นเราก็หวังว่าเขาจะส่งหน่วยงานกึ่งรัฐเข้าไปร่วมในเอชทีวี อันนี้คือในระดับบนเพื่อวางนโยบาย กติกาแนวทางซึ่งเราคาดว่าน่าจะมีสัก 4 ประเทศ ระดับล่างคือระดับบริษัท โครงการต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสหกรรม ไฟฟ้าอะไรต่าง ๆ ภาคเอกชนจะเป็นคนลงทุนพวกนี้ ก็จะมีกลุ่มภาคเอกชนทั่วไปนะครับ ไม่ใช่เฉพาะ 3-4 ประเทศนี้ ผู้สนใจลงทุนได้หมดเพราะว่าโครงการใหญ่มาก โครงการประมาณ 3-4 แสนล้านบาท ยังไม่รวมนิคม โรงงานที่จะไปลงอีก นี่พูดถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียว
พิธีกร : ในส่วนของการลงทุนเม็ดเงินละครับ เม็ดเงินจะมาจากไหนบ้างทั้งในส่วนของที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและตัวที่เป็นทุน
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : เอชทีวีระดับบนนี้ไม่ได้เป็นผู้ลงทุน เป็นผู้วางนโยบายและกำหนดทิศทาง ข้างล่างนี่เป็นภาคเอกชนและภาคธุรกิจเขาหาทุนมาได้ นักธุรกิจจะมาพร้อมไอเดีย เงินและอื่น ๆ คือธุรกิจของเขาตรงนั้นครับ เพราะฉะนั้นเขาจะไปหากู้เงินเป็นหน้าที่ที่เขาจะต้องทำ ซึ่งเป็นกติกาสากลตามกฎของธุรกิจ
พิธีกร : ภาคธุรกิจที่ได้มาฟังท่านพูดรวมถึง ซีอีโอต่าง ๆ แล้วเขามีคอมมิทเม้นท์หรือว่าให้คำมั่นสัญญาอย่างไรว่า โปรเจคนี้ญี่ปุ่นไปแน่ ๆ
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : ก็ทุกคนมั่นใจ และทุกคนบอกว่าต้องการที่จะไปลงทุน เท่าที่ฟังนะครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อมั่นว่าเขาคงไปแน่นอน ระบบของญี่ปุ่นก็มีอยู่ประเด็นหนึ่งว่า บางที่ บางบริษัททำระบบ การตัดสินใจเขาอาจจะช้า มีบ้างครับ
พิธีกร : ขณะเดียวกันในการที่จะเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษใหญ่ขนาดนั้น เรื่องของแหล่งพลังงานที่จะมาใช้ มีการพูดถึง วางแผนด้วยไหมครับ
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : มีครับ เรื่องพลังงาน ทางประเทศไทยของเราก็เป็นหัวหอก ทางกระทรวงพลังงานก็ได้เสนอให้กับทางคณะกรรมการฝ่ายพม่าไปแล้ว ที่จะไปสร้างโรงไฟฟ้านะครับ ใช้ถ่านหินบริสุทธิ์ขนาดใหญ่ 3,000 เมกะวัตต์ ถ้าเหลือใช้แล้วสามารถที่จะขายมายังประเทศไทย เพราะว่าประเทศไทยก็ขาดไฟฟ้านะครับ ขาดเรื่องไฟฟ้า ขาดระบบสำรอง มีเหตุใดก็ดับอย่างนี้ก็ไม่ได้ เรื่องไฟฟ้าเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องทำกัน โครงการทวายก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่เราจะหาแหล่งไฟฟ้าเพิ่มเติมครับ
พิธีกร : และถ้ามองว่าเมื่อทวายเสร็จจะเกิดการเชื่อมโยงอย่างไรในภูมิภาคครับ
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : ต้องเรียนว่าอย่างนี้ครับ ณ จุดทวายนี้เป็นจุดริมฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ก็เราจะมีถนนจากทวายมาที่พุน้ำร้อนบ้านเรา ถนนก็เข้ามาในประเทศเรา มาท่าเรือศรีราชทางอีสเทิร์นซีบอร์ด ตรงนี้วิ่งได้ ภาคอุสาหกรรมในประเทศไม่ว่าจะที่อยุธยาหรือที่ไหนต่อที่ไหนก็ไปได้ ทั้งแหลมฉบังและทวาย และในอนาคตไกล ๆ นี้ 5-10 ปีซึ่งพอคอนเน็คติวิตี้อีเอ็มเอสจบ มันก็จะยาวไปถึงกัมพูชาและเวียดนามเพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทร จากฝั่งอินเดียไปแปซิฟิก
พิธีกร : ซึ่งตรงนี้เกี่ยวเนื่องกับโครงการ 2 ล้านล้านที่เราจะดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้วย
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : โครงสร้างพื้นฐานของประเทศต้องพัฒนาอยู่แล้ว ถ้าไม่พัฒนา การแข่งขันความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านนี้เราจะช้ากว่าเขา เราจะไปได้ช้า อันนั้นเป็นเรื่องความจำเป็นของประเทศอยู่แล้ว แต่ว่าการสร้างก็เชื่อมโยงสอดคล้องกับแผนของแต่ละประเทศ
พิธีกร : เพราะฉะนั้นถ้าเรามองจากภาพข้างนอกไทยอยู่ตรงกลาง ทางกลุ่มของอาเซียน แล้วทางซ้ายมือมีทวาย ตรงกลางบ้านเราเอง ก็จะมีเป็นอีสเทิร์นซีบอร์ด หรืออาจจะลิงค์ไปทางเวียดนามต่อไปได้ ก็เท่ากับว่าถ้ามาตรงนี้ เท่ากับว่าไทยเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : คือเราคุยตลอดเวลา ภูมิประเทศ ไทยอยู่ตรงกลางอยู่แล้ว เราพูดถึงแหล่งการค้าการลงทุน ทางเศรษฐกิจให้ไทยเป็นศูนย์กลาง ของภูมิภาคนี้เช่นเดียวกัน
พิธีกร : ครับ แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วโครงการทวายจะเป็นโครงการที่จะทำให้เกิดการเชื่อมต่อกันในภูมิภาคอย่างสมบูรณ์ และก็ถ้าญี่ปุ่นมาร่วมกับเราอย่างเต็มที่ อย่างกับที่เคยทำในแหลมฉบังมาแล้ว
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : อีสเทิร์นซีบอร์ด ประเทศญี่ปุ่นมาช่วยพัฒนาเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว วันนี้แหลมฉบังหรืออีสเทิร์นซีบอร์ดของเราสามารถให้ผลตอบแทนต่อปีนะครับ ปีที่แล้วปีที่ผ่านมาประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท 1.6 ล้านล้านบาทโตแค่ไหน มันคือ 16 % ของ GDP ของประเทศไทย
พิธีกร : ถือว่าใหญ่มากก็อยากเห็นการร่วมมือแบบนี้ที่ไทยกับญี่ปุ่นเป็นมิตรกันมานานเป็น 100 ปี ร่วมลงทุนในทวายต่อไปด้วย
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : ครับก็เป็นเรื่องของประเทศพม่าได้รับผลประโยชน์เต็ม ๆ นะครับคิดถึงว่าถ้าทวายเกิดขึ้นได้ผลกับที่เราทำกับอีสเทิร์นซีบอร์ด ทวายน่าจะช่วย generate ไปได้หรือว่าให้ผลตอบแทนกับพม่ามากมายมหาศาล
พิธีกร : ขอบคุณท่านรัฐมนตรีมากเลยนะครับ
รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรงฯ : ครับขอบคุณครับ
พิธีกร : ไม่เพียงแต่การเจรจาในระดับใหญ่เท่านั้นนะครับ การเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรี ยังคงมีการนำนักธุรกิจกว่า 50 คนเดินทางร่วมมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจับคู่ ธุรกิจSMEวิสาหกิจชุมชน OTOP นะครับซึ่งได้มีการมอบหมายรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมนั้นได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยไปพบกับผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นด้วยครับ
พิธีกร : ท่านบุญทรงฯ สวัสดีครับ
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : สวัสดีครับ
พิธีกร : ตอนนี้เราอยู่ในการจับคู่ธุรกิจ ใช่มั้ยครับเป็นธุรกิจอะไรบ้างครับที่มาในวันนี้
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : อันนี้เป็นครั้งแรกที่เรานำ SME กับ OTOP จากประเทศไทยที่มีคุณภาพ ศักยภาพมีความสามารถที่จะผลิตเพื่อการส่งออก พบกับนักธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นล้วน ๆ เลย
พิธีกร : มีการเลือกมายังไงครับว่าคนที่จะมา SME กับ OTOP ที่มาจะต้องเป็นผู้ประกอบการแบบไหนยังไงบ้างครับ
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : อันที่ 1 สินค้าต้องมีความโดดเด่นมีเอกลักษณ์ มีคุณภาพที่เหมาะสมกับตลาดทางนี้นะครับ แล้วก็มีความสามารถที่จะผลิตได้ในปริมาณที่จะส่งออกได้ แล้วก็เป็นกลุ่ม SME ที่อยู่ในรายชื่อสมาชิกที่มีอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็เป็นกลุ่ม OTOP ที่มีรายชื่ออยู่กับกรมพัฒนาชุมชนของกระทรวงมหาดไทย
พิธีกร : ครับ ผมเห็นตรงนี้อันนี้เป็นกระเจี๊ยบกรอบอันนี้เป็นวิสาหกิจชุมชน แล้วก็สามารถที่จะนำมาตอบโจทย์ของคนญี่ปุ่นที่นี่ได้
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ถูกต้อง เป็นกระเจี๊ยบที่คนญี่ปุ่นเขาชอบทานกระเจี๊ยบอยู่แล้ว
พิธีกร : นี่ก็คือนักธุรกิจญี่ปุ่นจริง ๆ ที่สนใจ
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : เขากำลังเจรจาธุรกิจกันอยู่
พิธีกร : คือเอาของที่คนไทยผลิตนี่แหละมา โอกาสแบบนี้ไม่ใช่หาได้ง่าย ๆ จะมีนักธุรกิจญี่ปุ่นมาคุยกันแบบตรงไปตรงมา
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ที่กระทรวงพาณิชย์เราทำโครงการที่เรียกว่า SME Proactive คือเราจะพากลุ่มนักธุรกิจหรือว่าสมาชิกที่เป็น SME ของเมืองไทยออกมารุกทางการตลาดโดยทางกระทรวง ฯ เองก็จะมีเรื่องงบประมาณที่เหลืออยู่ เราก็ร่วมมือกับทางกรมพัฒนาชุมชนมาด้วย
พิธีกร : ครับ แต่ว่าการนำเอาสินค้าที่เป็นประเภทอาหารมาในต่างประเทศ ในเรื่องของคุณภาพมาตรฐาน มีการเข้าไปช่วยดูแลด้วยมั้ยครับ
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้มีความสามารถอยู่แล้ว มีการดูแลช่วยเหลือเป็นระยะ ๆ จริง ๆ แล้วทุกครั้งที่มีกิจกรรมทางด้านเทรดโชว์ในเมืองไทย กลุ่มนี้ก็จะออกกับเราอยู่แล้ว จริง ๆแล้วเราช่วยเค้าดูหลายด้าน ที่กรมส่งเสริมการส่งออกก็จะมีเรื่องของการดูแลแพคเกจจิ้ง ดูแลเรื่องการดีไซน์ ถ้าหากว่ามีความต้องการที่ลึกกว่านั้น ก็มีหน่วยงานอื่นของรัฐบาลเข้ามาช่วยดูแลด้วย
พิธีกร : ครับ ซึ่งรัฐบาลจะพยายามจัดกิจกรรมแบบนี้ไปหลาย ๆ ประเทศด้วย
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ตอนนี้เรามีทั้ง 2 ลักษณะคือ ลักษณะที่ 1 ออกโดยกระทรวงพาณิชย์ไปเอง โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศหรือกรมส่งออกเดิมนะครับ อีกลักษณะก็คือว่ามาพร้อมกับท่านนายก ฯ เวลาท่านนายก ฯ มีภารกิจเดินทางไปเยือนประเทศต่าง ๆ เราก็จะมีลักษณะของการนำกลุ่มผู้ประกอบการ SME กับ OTOP ไปด้วย ตอนนี้ก็จะพยายามทำร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ให้มันสอดรับกันนะครับ อย่างคราวนี้เราได้ร่วมมือกับทางกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย เพื่อเป็นการบูรณาการตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี
นายขวัญชัยฯ : อย่างน้อยผู้ประกอบการ OTOP SME ที่เดินทางมาจากเมืองไทยได้เห็นว่าทิศทางของตลาดในต่างประเทศมันไปถึงไหนแล้ว แล้วรสนิยมของแต่ละประเทศแตกต่างกัน เราต้องปรับปรุงสินค้าให้เข้ากับมาตรฐานที่เขาวางไว้ สามารถที่จะส่งออกถูกต้องตามรสนิยม จากเดิมที่เราผลิตตามใจเรา ต่อไปนี้เราต้องผลิตตามใจลูกค้า แล้วต้องมีมาตรฐานอย่างเขา พร้อมที่จะขายได้ มิฉะนั้นแล้วเราเพียงแต่ผลิต แต่ไม่รู้จะไปขายใคร สิ่งหนึ่งที่ต้องไปชี้แจงทางผู้ประกอบการ OTOP 7 หมื่นกว่ารายว่า เรามีความสามารถของสินค้าเราตัวไหน ถ้าเราเป็นตัว D เป็น local star เราต้องปรับตัวเราให้สูงขึ้นไป ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ถ้าเราเป็นตัว C พัฒนาสู่การแข่งขันภายในประเทศได้แล้ว เราต้องปรับฐานของเราให้ส่งออกสู่ต่างประเทศให้ได้ เราก็จะทำลู่ทางของสินค้าแต่ละตัวให้เป็นทิศทางเดียวกัน แต่เดิม OTOP เราทำ 7 หมื่นกว่าแบรนด์ มันขาดการแยกแยะ ขาดศักยภาพเฉพาะมันไม่มีอิมแพค ต่อไปนี้จะแบ่งกลุ่มของสินค้าชัดเจนขึ้น เราจะดูความต้องการของผู้ประกอบการ อย่างห้างใหญ่ ๆเขามา เขารู้เลยว่าเขาอยากได้สินค้าประเภทไหนแล้วเขาก็จะสั่งของได้ เราก็ไปปรับ line ของเราให้มันตรงกับสายการผลิตของเขา อย่างนี้ป็นไปได้
พิธีกร : วิธีการเลือกต้องเป็นสินค้าที่ในแต่ละประเทศเค้าต้องการอยู่แล้วหรือว่าเราต้องมีการวิเคราะห์ว่าประเทศนั้นต้องการสินค้าแนวนี้ประเภทนี้เพื่อที่จะได้เอามาตอบโจทย์นะครับ
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : โดยหลักแล้วแต่ละประเทศที่เรามีสำนักงานการค้าอยู่ ก็จะเป็นคนคีย์ข้อมูลมาให้ แล้วทางกรม ฯ ก็จะเป็นคนคัดเลือก
พิธีกร : ครับ ในงานนี้ก็จะมีงานพวกงานฝีมือไม่ว่าจะเป็นพวกพลาสติก
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : อันนี้เค้าทำให้ดูเหมือนเป็นผักตบชวา แต่ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของผู้ประกอบการของเราเอง ก็ใส่กลิ่นลงไปในนั้นด้วย เวลาดมก็จะได้กลิ่นเหมือนดอกไม้ อันนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ซึ่งก็น่าจะมีความเหมาะสมกับตลาดญี่ปุ่น
พิธีกร : ซึ่งเวลามาแบบนี้พอได้มาคุยกันแล้ว ในแง่ของการจัดจำหน่าย จัดส่ง หรือว่าการกระจายสินค้า เป็นหน้าที่ใครหรือว่าทางภาครัฐมีส่วนช่วยเหลือด้วยมั้ยครับ
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : อันนี้คงต้องขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการที่เขาคุยกับทางผู้ซื้อ จะสั่งมากสั่งน้อยก็แล้วแต่ อันนี้เราก็จะไม่ไปดูกรณีถ้าหากว่ามีความจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือเราก็จะเข้าไปช่วยบ้างนะครับ อย่างเช่นอันนี้เป็นของใช้พวกบรรจุภัณฑ์ ฝั่งโน้นก็จะมีเสื้อผ้าอย่างสมาคมโบ๊เบ๊มากันเยอะแยะเลย มากันทั้งสมาคมเลย อันนี้ก็จะเป็นเครื่องประดับจากเงินทำด้วยมือนะครับ อยู่ที่จังหวัดน่าน อันนี้ก็เป็นสินค้า OTOP 5 ดาวผมเคยเอาสินค้าของรายนี้ไปเป็นของขวัญให้กับผู้นำประเทศด้วยนะครับ
พิธีกร : การตอบรับในแต่ละครั้งที่เราจัดกิจกรรมแบบนี้ นักธุรกิจบอกมั้ยครับว่าเขาได้ deal ธุรกิจมากน้อยแค่ไหน
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ขณะนี้เท่าที่สอบถามดู มีหลายรายได้ order ก็จะมีการ follow up และก็จะมีการเชิญผู้ค้าไปเยี่ยมชมกิจการที่เมืองไทย อย่างเช่นเสื้อผ้าก็จะมีกลุ่มนักธุรกิจที่สนใจ ก็จะไปเมืองไทย คือว่าเราจะมีทั้งผู้ค้าที่เป็นราย ๆ กับผู้ค้าที่เป็น chain สินค้าบางรายการก็จะเอาไปขายในทีวีโปรแกรม ทีวีไดเร็ก เขาก็สั่งซื้อทีละมากๆ
พิธีกร : อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าการผลิตที่ได้ปริมาณมากๆ ตามที่ลูกค้า order บรรดาผู้ประกอบการเหล่านี้มีศักยภาพเพียงพอ หรือว่าเรามีการส่งเสริมอย่างไรบ้างครับ
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : กลุ่มเหล่านี้มีความสามารถที่จะส่งออกได้แล้ว แล้วยกระดับขึ้นมาแล้ว มีฝีมือ และบางแห่งก็มีคนงานเป็นร้อย บางแห่งก็มีโรงงานหลายสิบ แต่ว่าจริง ๆ แล้วสินค้าเหล่านี้ไม่ต้องการ Volume มากๆ เพราะตรงนี้มันเป็นเอกลักษณ์ของเขา ถ้าไปทำ Volume มาก ๆ อาจจะทำได้ไม่ดี และเราก็เชิญกลุ่มผู้ค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์เหล่านี้มา เราจะไม่ใช่เป็นลักษณะของ อย่างนี้นะครับ อันนี้ก็เป็นสินค้าที่ทำด้วยมือ ก็เป็นเปลือกไข่หลาย ๆ อย่าง อันนี้ก็เป็นไข่นกกระทาและก็เคลือบนะครับ มีความสวยงาม ก็เป็นใส่ภาชนะ ใส่เครื่องประดับ เป็นกระเป๋า อันนี้ก็มีไอเดีย มีเอกลักษณ์ อันนี้เป็นผลิตภัณฑ์สปา ซึ่งมีความน่าสนใจก็คือว่าใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ อย่างสครับอันนี้ก็เป็นเม็ดข้าวแทนที่จะเป็นเม็ดเกลือ อันนี้ก็จะเป็นเอกลักษณ์คือความโดดเด่นและแตกต่างกันจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ
พิธีกร : ก็คือมาตอบโจทย์ความต้องการของคนญี่ปุ่นด้วย
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ใช่ๆ ครับ อันนี้ก็ทำจากจังหวัดลำพูน
พิธีกร : แล้วก็มีอาหารต่าง ๆ ด้วย
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : มีอาหาร เป็นผลไม้แห้งนะครับ
พิธีกร : คือดูโดยรวมแล้วทุกโต๊ะนี่จะมีนักธุรกิจญี่ปุ่นมาสนใจ และก็มาติดต่อซื้อสินค้ากันเลย มีการทดสอบโปรดักส์มาให้ชิมตรงนี้เลยด้วย
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ใช่ๆ ของเราเอง เราก็จะจัดล่ามมาช่วยแปลให้ สำหรับใครที่ไม่สามารถที่จะพูดภาษาญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะไม่พูดภาษาอังกฤษด้วย เพราะฉะนั้นก็จะมีล่ามคอยช่วยแปลนะครับ อันนี้ก็เป็นเครื่องประดับ
พิธีกร : SME เป็นรัฐวิสาหกิจชุมชน ได้มีโอกาสไปยังต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ได้มีโอกาสบุกไปเจาะตลาดต่างประเทศในบางตลาดที่อาจจะเคยส่งแล้ว อาจจะไปในบางตลาดที่ยังไม่เคยไป หรืออาจจะยังไม่เคยส่งออกเลย แต่ว่ามีคุณภาพ มีความสามารถที่จะผลิตส่งออกได้แล้ว เราจะพาเขาออกมาและจะเป็นโครงการที่เราจะทำต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
นายขวัญชัยฯ : คือถ้าเรามี line ที่ชัดเจน เรามีวิสาหกิจชุมชนที่สามารถทำได้ เราจะเชื่อมกันระหว่างวิสาหกิจชุมชน พัฒนามาเป็นสินค้าโอทอป และก็ขยับความสามารถเป็น SME มันก็พร้อมที่จะเดินกันได้ คนหนึ่งอาจมี Volume ใหญ่ เราก็ใช้วิสาหกิจชุมชนที่ทำแบบเดียวกัน เราแบ่งการผลิต แบ่งกันทำ คนสุดท้ายก็จะเป็นผู้คิวซี เมื่อได้คิวซีเสร็จก็ส่งให้ SME ส่งออกไป ถ้าเขาสามารถเดินทางอย่างนี้ได้ line การผลิตมันจะครบ ทุกวันนี้บางทีเขาสั่งมากคนขายเป็นลมไม่รู้จะทำยังไง เพราะว่า line การผลิตไม่ชัดเจน แต่ต่อไปนี้เขาก็จะรู้ เขามีเครือข่าย หรือ เน็ตเวิร์ค มีสิ่งที่จะต้องไปสู้ว่าเขาจะเดินขายยังไงต่อไป โอทอปก็มีหน้าที่พัฒนาเพื่อสูงขึ้น และให้กระทรวงพานิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ นำเข้ามาสู่ลู่ทางการส่งออกเพิ่มขึ้น SME ก็จะมาส่งออกเพิ่มมากขึ้น อย่างนี้การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากก็จะเป็นระบบ วันนี้เป็นโชคดีของคนผู้ประกอบการโอทอป กับ SME ในเมืองไทยเป็นหมื่นรายได้มีตัวแทน ได้มาดู โดยการนำของท่านนายกฯ ให้พวกเราได้มาศึกษา มาทำอะไรต่าง ๆ คิดว่ากลับไปก็คงจะมีลู่ทางในการเดินทางที่ดีขึ้น และก็เป็นรูปธรรมขึ้น มีรูปแบบที่ตรงกับความต้องการมากขึ้นนะครับ
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : นี่ก็จะเป็นผ้าและสีสันที่เป็นธรรมชาตินะครับ
พิธีกร : ที่คุยกันมาทั้งหมดแล้วแสดงว่าภาครัฐไม่ได้เพียงแค่ส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ก้าวไปสู่ต่างประเทศเท่านั้น แต่ว่านี่คือคนเล็กๆ น้อยๆ ในสังคมก็มีโอกาสในการประกอบธุรกิจส่งออกได้เช่นกัน
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ถูกต้องครับ และก็เป็นนโยบายหลักของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะให้ทุกหน่วยงานที่มีส่วนในการดูแลผลิตภัณฑ์ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาชุมชน ของกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกรมพัฒนาชุมชนก็จะดูในท้องที่ ดูในพื้นที่ และก็พยายามจะพัฒนาคุณภาพ และยกระดับเขาขึ้น พอมีความสามารถ มีศักยภาพแล้วเราก็จะรับไม้ต่อนะครับ อย่างเช่นวันนี้ที่เห็นนะครับ เราก็จะพาเขาออกตลาดต่างประเทศ ลักษณะการทำงานอย่างนี้คือนโยบายที่ท่านนายก ฯ ยิ่งลักษณ์ ฯ ได้มอบให้แต่ละหน่วยงานได้ไปทำให้จริงจัง ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่เราทำตามนโยบาย เราจะทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ และเราคาดว่าผู้ประกอบการเหล่านี้เมื่อเขาได้มีโอกาสออกต่างประเทศ เขาจะมีโอกาสเปิดตลาด และจะขายสินค้าได้มากขึ้น ท้ายที่สุดแล้วการจ้างงานในชุมชนจะมีมากขึ้น อันนี้คือสิ่งสำคัญครับ
พิธีกร : ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ
รัฐมนตรีบุญทรงฯ : ครับผม
พิธีกร : เรามาสอบถามเรื่องอุตสาหกรรมนะครับ ถึงบทบาทที่ไทยนั้นจะมาหาความร่วมมือเพิ่มเติมกับอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ท่านรัฐมนตรีสวัสดีครับ
รัฐมนตรีประเสริฐฯ : สวัสดีครับ
พิธีกร : มาญี่ปุ่นในครั้งนี้ ได้มีโอกาสร่วมมือกับภาคเอกชนญี่ปุ่นอย่างไรครับ
รัฐมนตรีประเสริฐฯ : เรามาครั้งนี้นะครับ ทาง BOI ได้มีการจัดสัมมนาร่วมกับนักธุรกิจ SME ของญี่ปุ่นโดยเฉพาะเลย วันนี้ก็มีนักธุรกิจของญี่ปุ่น 200 กว่าท่านนะครับ แล้วก็มีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสนับสนุนของไทยมาด้วย 13 ท่าน พวกนี้จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องของการทำธุรกิจ และจะมาเล่าบรรยากาศการทำธุรกิจในประเทศไทยให้กับนักธุรกิจญี่ปุ่นฟัง วันนี้ญี่ปุ่นไปหลายประเทศในอาเซียน ไปดูลู่ทางในการที่จะขยับขยายการลงทุน โดยเฉพาะ SME วันนี้อยากจะไปลงทุนที่ต่างประเทศ แต่ว่าไปหลายประเทศแล้วปรากฏว่าเขาชอบประเทศไทยที่สุดนะครับ เพราะว่าเมื่อเราเปิดเป็นอาเซียน ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลาง สามารถเชื่อมโยงประเทศต่างๆ ในอาเซียนและภูมิภาคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับทราบนโยบายของรัฐบาล ที่จะมีเงินสองล้านล้านบาทมาปรับปรุงโครงสร้างครั้งใหญ่ของประเทศ ครั้งยิ่งใหญ่เลยนะครับ ยิ่งได้เห็นโอกาสมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้องค์การส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมและนวัตกรรมแห่งชาติญี่ปุ่น เขามีความสนใจมากที่จะได้ร่วมมือกับ สสว. ของเรา โอกาสต่อไปก็อยากจะเชิญนักธุรกิจญี่ปุ่นไปที่ประเทศไทย และก็ไปบันทึกกรอบความร่วมมือกัน ว่าเราจะมีแนวทางร่วมมือกันอย่างไรในการที่จะพัฒนานะครับ เช่น การแลกปันข้อมูล ประสบการณ์ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีนะครับ อันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากเลย
พิธีกร : มีอุตสาหกรรมไหนเป็นพิเศษไหมครับ ที่ญี่ปุ่นแสดงความสนใจอะไรบ้าง
รัฐมนตรีประเสริฐฯ : วันนี้ที่มา ที่เขาสนใจเป็นพิเศษที่มาก็จะมีพวกยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรกล อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร
พิธีกร : ซึ่งส่วนใหญ่เหล่านี้เคยรู้จักประเทศไทย เคยทำธุรกิจกับอุตสาหกรรมไทยมาแล้วด้วย
รัฐมนตรีประเสริฐฯ : หลายท่านวันนี้มีบริษัทอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว และก็เชิญชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงที่สนใจ ที่จะไปลงทุนที่ประเทศไทย ได้มารับฟังในแนวทางในนโยบายของรัฐบาล ของ BOI ของ สสว. และความพร้อมซึ่งศักยภาพของประเทศของเรา
พิธีกร : ซึ่งสิ่งที่เขาอยากเห็นหรืออยากได้จากทางรัฐบาลไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากที่สุดคืออะไรครับ
รัฐมนตรีประเสริฐฯ : คือตอนนี้ เขาอยากได้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีข้อมูลอะไรบ้าง เขาก็ไปเก็บข้อมูลในประเทศต่างๆ ในอาเซียนทั้งหมด และในขณะเดียวกันเขาก็จะไปดูอุตสาหกรรมสนับสนุนที่มีอยู่ในประเทศไทย ที่เป็น ซัพพลายเออร์ (Supplier) พวก ซัพพลายเชน (Supply Chain) วันนี้ของเราแข็งแกร่งมากนะครับ ฉะนั้นถ้าเขาไปที่นี้โอกาสจะเร็วกว่าไปที่ประเทศอื่น
พิธีกร : ซึ่งเราจะมีการดำเนินการกับเขาอย่างไรในการเป็นทั้งศูนย์ความร่วมมือ ศูนย์ให้ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้มีหน่วยงานกลางด้วยไหมครับ
รัฐมนตรีประเสริฐฯ : ตอนนี้เรามีการติดต่อกันอยู่แล้วนะครับ เขาก็จะติดต่อ สสว. ติดต่อ BOI เราก็จะติดต่อทาง SMRG ที่นี่ ในขณะเดียวกันเราก็จะติดต่อกับสมาพันธ์สมาคมการค้าญี่ปุ่นด้วย ทั้งสององค์กรก็จะมี SME ที่เป็นสมาชิกของเขา ประมาณเกือบ 4 ล้านราย 4 ล้านบริษัท นะครับ
พิธีกร : ก็คือว่าจะทำให้ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นใกล้ชิดกันมากขึ้นแล้วก็ท้ายที่สุดแล้วอุตสาหกรรมของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่เป็นปลายน้ำขนาดกลาง ขนาดย่อม ก็จะเติบโตไปพร้อมๆ กันด้วย
รัฐมนตรีประเสริฐฯ : เติบโตไปพร้อมๆ กัน
พิธีกร : ซึ่งเราเองจะมีการกลับไปพัฒนาอุตสาหกรรมเราในประเทศ ให้ตอบสนองความต้องการ ของความต้องการอุตสาหกรรมญี่ปุ่นด้วยไหมครับ
รัฐมนตรีประเสริฐฯ : แน่น่อนครับ วันนี้เราต้องเตรียมความพร้อม ปรับตัวเพื่อรองรับนักลงทุนจากต่างชาติ วันนี้ที่มุ่งหน้าไปประเทศของเราเยอะมาก ประเทศของเรากำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนนะครับ ไม่ว่าจะเป็น SME และนักลงทุนขนาดใหญ่ วันนี้เขาได้ทราบองค์ประกอบหลายๆอย่างและมีความเชื่อมั่นว่าประเทศของเราน่าจะเป็นประเทศที่เหมาะสมที่สุด
พิธีกร : ก็คือว่า นี่คือเป็นการแสดงความมั่นใจว่าญี่ปุ่นยังสนใจ แล้วก็ขยายการลงทุนและขยายความร่วมมือร่วมกับประเทศอย่างต่อเนื่อง ขอบคุณท่านรัฐมนตรีมากครับ
รัฐมนตรีประเสริฐฯ : ครับ
พิธีกร : ท่านผู้ชมคงได้เห็นแล้วว่าการมาเยือนญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีและคณะในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะมีการเจรจาในระดับสูงเท่านั้นนะครับ แต่ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่ธุรกิจของไทยได้มีโอกาสในการเปิดตลาดใหม่ๆ หา know how ใหม่ ๆ รวมถึงหาธุรกิจใหม่ ๆ อีกด้วยนะครับ ทั้งหมดคือ รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน วันนี้ ผมธีรัตถ์ รัตนเสวี สวัสดีครับ
...........................
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

