วันนี้ ณ โรงแรม Shangri-la เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ร้อยเอก ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญของการประชุมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ในโอกาสการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 12 มีสาระสำคัญ ดังนี้
การประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 10
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 10 ว่า อาเซียนมองจีนเป็นเสาหลักสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ขณะเดียวกันจีนก็เป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค นอกจากนี้ จีนยังเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการบูรณาการในประชาคมเอเชียตะวันออก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ อาเซียน-จีนได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ที่เมืองหนานหนิง เมื่อปลายปี 2549
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังแสดงความยินดีที่ได้ทราบว่า จีนได้กำหนดแผนกลยุทธ์ด้านการขนส่งในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า เชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมและการขนส่งระหว่างกัน ทั้งด้านการพัฒนาเส้นทางรถไฟคุณหมิง-สิงคโปร์ อีกทั้งไทยและจีนยังพร้อมให้การสนับสนุนการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่สาม เชื่อมระหว่างอำเภอเชียงของของไทยและแขวงห้วยทรายในฝั่งลาว ซึ่งมีมูลค่า 33 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ เพื่อการพัฒนาตามแนวเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) รวมทั้งการเปิดเสรีการขนส่งทางอากาศ ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ากับเอเชียตะวันออกเข้าด้วยกัน
ในโอกาสนี้ นายเหวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวชื่นชมบทบาทและพร้อมให้การสนับสนุนอาเซียน โดยความสำเร็จในการลงนามข้อตกลงการค้า การบริการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน จะเป็นก้าวสำคัญในการบรรลุความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต นอกจากนี้ จีนจะยังให้การสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีน ในกรุงปักกิ่ง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลด้านการค้าและการลงทุนของอาเซียนแก่ภาคธุรกิจตามที่ผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายไทยเสนอด้วย พร้อมทั้งจะสนับสนุนความร่วมมือในระดับเยาวชนภายใต้โครงการ ค่ายเยาวชนอาเซียน-จีน รวมไปถึงกระชับความร่วมมือในด้านการสาธารณสุข การป้องกันภัยพิบัติตามธรรมชาติอีกด้วย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามความตกลงทางเศรษฐกิจ รวม 3 ฉบับ ได้แก่ความตกลงว่าด้วยการค้าบริการภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนชนจีนหรือเอฟทีเอ แผนปฏิบัติการเพื่อการดำเนินงานตามปฏิญญาปักกิ่งว่าด้วยหุ้นส่วนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการพัฒนาร่วมกันระหว่างอาเซียน-จีน และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรสาธารณรัฐประชาชนจีนกับสำนักเลขาธิการอาเซียน
การประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 10
นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า อาเซียนสามารถเรียนรู้ประสบการณ์จากเกาหลีใต้ ที่ประสบความสำเร็จในการเผชิญหน้ากับสิ่งท้าท้ายต่างๆ ทั้งการการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก การเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งอาเซียนมีความสนใจและพร้อมพัฒนารถยนต์โดยใช้ก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์อาเซียนบวกสาม เพื่อเด็กที่มีพรสวรรค์ด้านวิทยาศาสตร์ สำหรับปัญหานิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือ ในการเจรจา 6 ฝ่ายนั้น แม้อาเซียนจะอยู่ห่างไกลแต่ก็พร้อมที่จะมีบทบาทในการช่วยนำสันติภาพและความมั่นคงมาสู่คาบสมุทรเกาหลี
นายโรห์ มูฮยุน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เชื่อว่า เกาหลีใต้เห็นชอบตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ในปัญหาคาบสมุทรเกาหลี และเชื่อว่าการเจรจา 6 ฝ่ายจะประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้ยังไม่สามารถยุติการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อเกาหลีเหนือได้ และยังเป็นที่สงสัยว่าอาวุธนิวเคลียร์จะมีอยู่ในเกาหลีเหนือจริงหรือไม่ แม้หากมีจริงเชื่อว่าไม่ใช่อาวุธพิสัยไกลจึงไม่ใช่ภัยคุกคามที่สำคัญ และประเทศอื่นๆ ไม่ควรถือโอกาสนี้ ในการเพิ่มยุทโธปกรณ์เพื่อคานอำนาจกันในตอนนี้อีกด้วย
การประชุมสุดยอดอาเซียน- อินเดีย ครั้งที่ 5
พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อินเดียมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจ และพร้อมสนับสนุนความสัมพันธ์กับอินเดียในฐานะประเทศคู่เจรจา ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเขตการค้าเสรีไทยอินเดียบรรลุข้อตกลง ก็จะเพิ่มโอกาสการค้าการลงทุนระหว่างกันและทำให้อาเซียน-อินเดีย เป็นกลไกทางเศรษฐกิจ (Building Bloc) เพื่อนำไปสู่การบูรณาการเศรษฐกิจในเอเชียได้ ทั้งนี้ การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนและอินเดีย ยัง รวมถึงการก่อสร้างถนนไฮเวย์ไทย พม่า อินเดีย ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อรองรับการคมนาคมและการขนส่งที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังเห็นถึงศักยภาพด้านไอซีที และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยา ของอินเดีย ซึงเห็นว่าควรแบ่งปันความรู้และทักษะด้านนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของอาเซียนอินเดีย
นายมัม โมฮัน ซิงห์ (Dr. Manmohan Singh) นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างอินเดีย-อาเซียน ที่เน้นนโยบายมองตะวันออก (Look East) ของอินเดียว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยเห็นได้จากการเพิ่มการลงทุนระหว่างอินเดียกับต่างประเทศ ทั้งการเข้ามาลงทุนในอินเดีย และการเพิ่มการลงทุนของอินเดียในต่างประเทศ และหวังว่ารัฐมนตรีการค้าอาเซียนและอินเดียจะสามารถบรรลุความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกันได้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ รวมทั้งการใช้นโยบายการขนส่งทางอากาศเสรี เพื่อสนับสนุนการค้าการลงทุนระหว่างกัน นอกจากนี้ อินเดียยังพร้อมให้การสนับสนุนและความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการจัดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า รวมทั้ง การสนับสนุนการบูรณาการของอาเซียน เพื่อลดช่องวางการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิก
การประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 10
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียน เช่น กรณีลุ่มน้ำโขง แนวคิดการตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก รวมทั้งการแก้ไขปัญหาไข้หวัดนก การลดภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชีย การสร้างความแข็งแกร่งทรัพยากรมนุษย์ ส่งเสริมการให้ความสำคัญกับคุณค่าพื้นฐานในเรื่องระบอบประชาธิปไตย มนุษยชนและธรรมาภิบาล ตามแผนการเสริมสร้างสันติภาพของรัฐบาลใหม่ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นยังจะจัดประชุมผู้ทรงคุณวุฒิอาเซียน ญี่ปุ่น เพื่อทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่นที่ดำเนินมากว่า 33 ปีแล้ว และเสนอแนะทิศทางความสัมพันธ์ที่จะดำเนินต่อไปในอนาคต
ด้านพลเอกสุรุยทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเป็นหุ้นส่วนของญี่ปุ่นกับอาเซียนทำให้สามารถลดช่องว่างทางการพัฒนาในอาเซียนได้ โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทในการสร้างโครงการเส้นทางคมนาคม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นที่มีส่วนร่วมในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 2 มุกดาหาร-สะหวันเขต ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมโยงสำคัญของแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East West Economic Corridor) ซึ่งไทยยินดีที่ญี่ปุ่นมีแนวความคิดริเริ่มการสร้างสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของอาเซียนและหุ้นส่วนในเอเชียตะวันออกเป็นสำคัญ และแนวคิดที่ญี่ปุ่นจะศึกษาความเป็นไปได้ในการทำเอฟทีเอ ที่ครอบคลุมเขตตะวันออกทั้งหมด ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ประตูแห่งเอเชีย
ส่วนการประชุมอาเซียนกับญี่ปุ่น-จีน และเกาหลีใต้ (อาเซียน + 3 ) นั้น ในส่วนของจีน เน้นย้ำ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างจีนกับอาเซียน ว่าควรเร่งดำเนินการ และการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการทหาร เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือด้านภัยพิบัติต่าง ๆ ที่จะจัดขึ้นในปีนี้ และการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ลดปัญหาความยากจนและสิทธิสตรี
ฝ่ายญี่ปุ่นได้ย้ำถึงความร่วมมือต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นจะให้ความร่วมมือกับอาเซียนและในปีนี้ญี่ปุ่นทำแผนปฏิบัติการด้านการขจัดความยากจนและปัญหาสิทธิสตรีในเอเชียตะวันออก
ด้านนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมืออาเซียน + 3 ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของภูมิภาค ที่ทำให้อาเซียนและอีก 3 ประเทศมารวมตัวกัน เพื่อขับเคลื่อนและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทำให้ตลาดและเงินสำรองในอาเซียนและอีก 3 ประเทศใหญ่ที่สุดในโลก ความแข็งแกร่งดังกล่าวควรถูกนำมาใช้เพื่อประชาชนต่อไป ซึ่งในทศวรรษหน้าก็จะเป็นสิ่งสำคัญต่อการบูรณาการในภูมิภาค แต่ทั้งนี้ ควรจะมีการวางเป้าหมายในระยะยาวในการจัดตั้งเอฟทีเอสำหรับเอเชียตะวันออก ที่จีนได้เริ่มศึกษาแล้วและเกาหลีใต้จะศึกษาต่อไป
----------------------------
ปวีณา ปริวัฒนศักดิ์ รายงานจากเมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

