www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอด IMT-GT ครั้งที่ 2
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีและพันเอกหญิง คุณหญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา พร้อมด้วยคณะเดินทางถึงเมืองเมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 12-15 มกราคม 2550 จากนั้น นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย ครั้งที่ 2 ร่วมกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพื่อติดตามพัฒนาการในกรอบความร่วมมือ IMT-GT

วันนี้ เวลา 13.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ ฐานทัพอากาศ Ebuen พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีและ พันเอกหญิง คุณหญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา พร้อมด้วยคณะเดินทางถึงเมืองเมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 12-15 มกราคม 2550


ภายหลังเดินทางถึงโรงแรม Shangri-la Mactan Island Resort and Spa ซึ่งรัฐบาลฟิลิปปินส์จัดให้เป็นที่พัก นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย ครั้งที่ 2 (2nd Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle Summit- IMT-GT Summit) ร่วมกับ Dato’s Seri Abdullah Ahmad Badawi นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และ Dr. Susilo Bambang Yudhoyono ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพื่อติดตามพัฒนาการในกรอบความร่วมมือ IMT-GT พร้อมทั้งพิจารณาแผนงานและวิสัยทัศน์ เพื่อความร่วมมือ (Roadmap) ในการพัฒนาเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ความเจริญรุ่งเรือง สันติภาพ และคุณภาพชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่

หลังเสร็จสิ้นการประชุม ร้อยเอก ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์แก่คณะสื่อมวลชนถึงสาระสำคัญของการประชุมว่า ที่ประชุมสามฝ่ายอินโดนีเซีย-มาเลเซียและไทยได้พิจารณาเรื่องหลัก ๆ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ซึ่งผลการหารือประสบความสำเร็จ โดยทั้งสามฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันแผนงานเพื่อการพัฒนาในช่วงปี 2007-2011 ภายใต้ 5 ประเด็นสำคัญประกอบด้วย

1. การสนับสนุนการค้าและการลงทุนภายในประเทศสมาชิก IMT-GT และระหว่างประเทศสมาชิก โดยไทยได้มีการเปิดดำเนินการ IMT-GT พลาซ่าที่จังหวัดตรัง ในขณะที่ประเทศสมาชิกอื่นๆ จะได้ทยอยเปิดดำเนินการในพื้นที่ต่าง ๆของตน ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกยังจะได้ร่วมมือกันในการพัฒนาเมืองตามชายแดนและเมืองท่าเรือด้วย
2.การส่งเสริมการเติบโตของภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร รวมทั้งการท่องเที่ยว อาทิ สนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล โดยการจัดงานฮาลาลเอ็กซ์โปและเมาลิดนาบีในปี 2008 ที่ จ.กระบี่ รวมทั้งการส่งเสริมการปลูกพืชปาล์มน้ำมัน กล้วย และการจัดทำแผนการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เชื่อมต่อเส้นทางคมนาคมและโครงข่ายไอที โดยจะมีการขยายแนวพื้นที่เศรษฐกิจ (Economic Corridor) จากสงขลา-ปีนัง-เมดาน ให้ครอบคลุมไปยัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อช่วยสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ แนวพื้นที่เศรษฐกิจเส้นทางที่ 2 จาก จ. ระนอง-รัฐมะละกา เส้นทางที่ 3 ขยายเส้นทางจากอาเจะ-เมดานไปรัฐปาเลมบังและเส้นทางที่ 4 ดูไบ-มะละกา พร้อมทั้งจะได้มีการสนับสนุนให้การขนส่งเป็นไปอย่างเสรี
4. สนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สร้างความแข็งแกร่งการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ รวมทั้งการจัดทำข้อตกลง (MRA) เพื่อสามฝ่ายยอมรับมาตรฐานเรื่องสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมร่วมกัน หากประเทศหนึ่งมีมาตรฐานในการตรวจสอบสินค้าอย่างไร ก็จะเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกประเทศของสมาชิก รวมถึงการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า ภัยทางธรรมชาติ และการควบคุมโรคระบาด
5.การสร้างความแข็งแกร่งของสถาบันและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน


นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวกล่าวต่อที่ประชุมว่าบรรยากาศของ IMT-GT แตกต่างไปจากการจัดตั้งเมื่อปี 1993 เนื่องจากภูมิภาคนี้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงิน สึนามิ และปัญหาการก่อการร้าย ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ ดังนั้นเพื่อให้ IMT-GT บรรลุความเชื่อมั่นจะต้องดูแลให้บรรยากาศทางสังคมและวัฒนธรรมเอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วย ต้องสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขและความมั่นคงในภูมิภาคซึ่งการยกระดับการประชุม IMT-GT มาสู่ระดับผู้นำก็มีส่วนช่วยทำให้นโยบายประสานกันได้มากขึ้น ยังเชื่อว่า อนุภูมิภาค IMT-GT เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงที่สามารถนำพาประเทศสมาชิกทั้งสามไปสู่การพัฒนา โดยใช้ความหลากหลายและความเหมือนของสามประเทศสร้างความแข็งแกร่งให้อนุภูมิภาคนี้ได้


ทั้งนี้ ในส่วนของรัฐบาลไทย คณะรัฐมนตรีได้ผ่านความเห็นชอบจัดตั้งเป็นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ซึ่งหวังจะเชื่อมโยงและสนับสนุนแผน IMT-GT เพื่อสร้างงานใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เกิดสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ประเทศสมาชิกสามประเทศเพิ่มจังหวัดที่เป็นสมาชิกมากขึ้น

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังเป็นสักขีพยานในการลงนามแถลงการณ์ร่วมแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ 3 ชาติสมาชิก หลังจากนั้น ได้เดินทางไปร่วมรับฟังการหารือระหว่างผู้นำอาเซียนและผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องกฎบัตรอาเซียน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะเสนอให้อาเซียนได้มีการปรับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโลก ลดช่องว่างการพัฒนาของสมาชิก และสร้างบูรณการความร่วมมือ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบต่อรายงานและข้อเสนอของคณะผู้ทรงคุณวุฒิ และเห็นว่าอาเซียนต้องคำนึงถึงการจัดกฎบัตรฯ ซึงต้องเป็นไปตามแนวปฏิบัติตามหลักการสากลด้วย

---------------------

ปวีณา ปริวัฒนศักดิ์ รายงานจากเมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
กลุ่มวิเทศสัมพันธ์ สำนักโฆษก