www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
นายกรัฐมนตรีเรียกร้องภาครัฐและเอกชนผนึกกำลังต่อต้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่เพื่อการก้าวไปของกลุ่มอาเซียน
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษ เรื่อง “ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” พร้อมพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ โดยมีนายโคทม อารียา ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ เข้าร่วมงาน

วันนี้ เวลา 13.30 น. ณ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชั้น 27 อาคารพญาไท พลาซ่า เขตราชเทวี พลเอก สุรยุทธ์  จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษ เรื่อง “ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” พร้อมพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ โดยมีนายโคทม  อารียา ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ เข้าร่วมงาน 

                  
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวบรรยายพิเศษสรุปสาระสำคัญว่า  นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาบ้างแล้ว  ในช่วงเวลาที่ผ่านมาในฐานะที่ต่างกับปัจจุบัน  โดยต้องขอบคุณสภาที่ปรึกษาฯ ที่เชิญมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันนี้   ซึ่งรัฐบาลเข้ามารับหน้าที่ในช่วงเวลาที่ฉุกละหุก    โดยเป้าหมายหลักของรัฐบาลได้มุ่งการทำงานตามประเด็นหลักคือ การแก้ไขปัญหาความแตกแยกทางความคิดในประเด็นปัญหาทางการเมือง  ที่เป็นส่วนทำให้บุคคลเกิดความแตกแยก  เป็นกลุ่มที่สนับสนุนอดีตรัฐบาลที่ผ่านมา  กับกลุ่มผู้คัดค้านอดีตรัฐบาล  ซึ่งหากได้ติดตามสถานการณ์การเมือง  ก็จะพบว่าความรู้สึกของบุคคลทั้งสองกลุ่มดังกล่าวยังมีอยู่  จึงต้องหาทางแก้ปัญหา เพื่อทำให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองสมานฉันท์ขึ้นให้ได้ในอนาคต   แต่การแก้ปัญหานี้ก็จะต้องใช้เวลา  และขึ้นอยู่กับกระบวนการแก้ปัญหาในขณะนี้ด้วย   โดยยังไมองไม่เห็นในขณะนี้ว่าปัญหาดังกล่าวจะแก้ไขในช่วงระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร  ส่วนตัวแล้วตระหนักในเรื่องนี้ดี และความคิดของตน และคณะรัฐมนตรี คือรัฐบาลทำหน้าที่เป็นส่วนรับแรงกดดันจากบุคคลทั้งสองกลุ่ม  ได้พยายามที่จะปรับแรงกดดันนั้นให้มีทางออกในลักษณะที่ไม่เกิดผลเสียหายต่อชาติบ้านเมือง

                  
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า  ขณะที่การแก้ไขปัญหาอีกประเด็นหนึ่งคือปัญหาทางภาคใต้ที่มีเหตุที่มาต่างกันไป  ต้องใช้วิธีการแก้ปัญหาอีกรูปแบบหนึ่ง  ซึ่งรัฐบาลก็ได้รับฟังแนวคิดในการแก้ไขปัญหาจากหลาย ๆ ฝ่าย   และตระหนักว่าปัญหาภาคใต้ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น  โดยได้พยายามหาแนวทางในการแก้ไข  ซึ่งในส่วนปลีกย่อยคือการทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคมมากขึ้น  ทั้งมาตรการกระบวนการยุติธรรม  มาตรการการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ที่แต่เดิมอาจจะไม่ทำให้เกิดความเป็นธรรมมากนัก  ยกตัวอย่างเรื่อง พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่รัฐบาลรับมาหาทางแก้ไข  ซึ่งต้องทำให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส ในสังคมให้ได้    ซึ่งได้ชี้แจงกับคณะรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา  ว่าจะต้องกล้าทำ  กล้าเผชิญกับความจริง  เพราะรัฐบาลไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงในการดำเนินการครั้งนี้    และจะมีอีกหลายเรื่องตามมาหลังจากนี้   บางคนอาจจะกล่าวว่ารัฐบาลนี้ทำอะไรช้า   ต้องขอบอกว่าในการดำเนินงานในเรื่องต่าง ๆ  รัฐบาลจะต้องหาแนวทางที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมให้มากที่สุด  เราไม่สามารถตัดสินใจอะไร โดยไม่มีพื้นฐานความเป็นธรรม ถ้าตนเป็นผู้บัญชาการทหารบกก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  แต่ขณะนี้อยู่ในฐานะบริหารประเทศ จำเป็นต้องรับฟังจากหลายภาคส่วน  เพื่อนำมาเป็นเหตุผลในการตัดสินใจดำเนินการใด ๆ  ดังนั้น รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่จะรับฟังข้อคิดเห็นต่าง ๆ ให้มากที่สุด  รวมทั้งความเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ ด้วย เพื่อนำมาปรับแนวทางให้สอดคล้องกับความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่
                  
ในด้านสังคม  นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย ที่ได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับปัจจุบันมาระยะหนึ่งแล้ว   ว่ามีแนวโน้มดีขึ้น   ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ได้ตรวจสอบดัชนีการพัฒนาคนของคนไทย  ตามมาตรฐานของโครงการพัฒนาสหประชาชาติ หรือ  UNDP  ทั้ง ด้านสาธารณสุข  ความคุ้มครองด้านสังคม  ความเป็นอยู่ของประชากร และการศึกษา ที่ UNDP ถือว่าดีขึ้น   แต่เราก็ยังเป็นห่วงในเรื่องการศึกษาของคนไทยเมื่อเทียบกับที่อื่น  ที่กระทรวงศึกษาธิการตรวจสอบแล้วพบว่าคุณภาพของโรงเรียนผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพียงร้อยละ 50  ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ  ต้องรีบหาทางแก้ไขโดยด่วน   รัฐบาลจึงได้มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาเป็นสำคัญ  พร้อมไปกับหาทางแก้ไขเรื่องสวัสดิการของครูด้วย  เพราะปัจจุบันครูมีปัญหาหนี้สินมาก  ขณะที่ปัญหาการด้อยโอกาสทางการศึกษาที่ภาคใต้  มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากที่ภาคใต้มีอัตราการเพิ่มของประชากรค่อนข้างสูง  เพราะศาสนาไม่ส่งเสริมให้คุมกำเนิด   ผนวกกับสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้   ได้ส่งผลให้เยาวชนขาดโอกาสทางการศึกษา  ซึ่งรัฐบาลได้พยามยามหาทางแก้ไข

                  
“ ในระยะยาวแล้ว  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะแก้ไขปัญหาทางภาคใต้ได้  การที่จะแก้ไขปัญหาทางภาคใต้ได้  ก็ต้องแก้ไขปัญหาด้านการศึกษา  ต้องให้มีการสอนวิชาสามัญควบคู่ไปกับการศึกษาด้านศาสนาและอาชีพ เมื่อเขามีมุมมองกว้างขึ้น  มีเหตุผล  ก็จะเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ ข้างหน้าในอนาคตจะเป็นอย่างไร" นายกรัฐมนตรีกล่าว

                   ]
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องที่เป็นปัญหามากของสังคมในขณะนี้คือ จริยธรรมและคุณธรรมในสังคมลดลง  ที่จะต้องหาแนวทางนำจริยธรรมและคุณธรรมกลับสู่สังคมให้ได้  โดยจะต้องหาวิธีสอดแทรกจริยธรรม คุณธรรมให้กับเยาวชนและคนวัยทำงาน  ซึ่งเป็นวิธีการที่นำเสนอค่อนข้างยาก  เพราะคนมีเป้าหมายที่ต้องการทำรายได้สูงโดยใช้เวลาให้น้อย   แต่โอกาสที่จะทำได้เป็นไปได้น้อย  แนวคิดดังกล่าวเลียนแบบมาจากทุนนิยม    ซึ่งสิ่งที่น่าจะเป็นแนวทางที่สำคัญในการนำจริยธรรมและคุณธรรมให้กลับสู่สังคม  คือการอยู่ร่วมกันในสังคมในลักษณะความเป็นไทยให้มากขึ้นกว่าเดิม  โดยเฉพาะในเรื่องความอ่อนโยน ความโอบอ้อมอารีของคนไทยที่ชาวต่างชาติรับทราบดี   

                  
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยที่ถือว่ามีการเติบโตที่ดีขึ้น  แต่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนยังอ่อนอยู่  จะต้องหาทางเพิ่มให้ได้  ซึ่งในเวลาอีก 9 ปีข้างหน้า ภาพรวมของกลุ่มประเทศอาเซียน  จะมีความร่วมมือทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจมากขึ้น  ประเทศเพื่อนบ้านที่เคยหวาดระแวงว่าเราจะไปครอบงำทางด้านเศรษฐกิจก็ได้ปรับท่าทีเป็นอย่างมาก  ยินดีให้ความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมร่วมกัน   รวมทั้งความร่วมมือในด้านพลังงานและด้านอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดีที่จะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในด้านเศรษฐกิจและแรงงานที่สำคัญในกลุ่มประเทศอาเซียน  แต่ปัญหาที่สำคัญของกลุ่มประเทศอาเซียนคือปัญหาการก่อการร้าย  ที่ประเทศอาเซียนจะต้องผนึกกำลังกันให้แน่นแฟ้น

                  
“ ขณะนี้มีภัยคุกคามในรูปแบบใหม่  ที่จะส่งผลกระทบ และสร้างความเสียหายให้ต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง  และเป็นความพยายามสร้างความหวาดระแวง หวาดกลัวในสังคม ซึ่งเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการสร้างความสมานฉันท์ และความเชื่อมั่นในด้านต่าง ๆ  เมื่อสังคมแตกแยกไม่เข้มแข็ง  ไม่มีความสงบเกิดขึ้น เราคงจะไม่สามารถบริหารชาติบ้านเมืองให้เกิดความก้าวหน้าได้   เราได้พยายามที่จะสรุปให้เห็นว่าเราจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ถ้ามองกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกแยกกัน           ทำอย่างไร ที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้  ก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญ  เพราะมีคนที่จะฉวยโอกาสสร้างความแตกแยกมากขึ้น  ภาครัฐและเอกชนจึงต้องมีส่วนร่วมในการก้าวไปข้างหน้าของอาเซียน  เพราะเราเป็นตัวจักรหนึ่งที่จะทำให้อาเซียนก้าวไปสู่จุดนั้นได้   ถ้ายังมีความแตกแยก ไม่สามัคคีกัน  ก็จะมีผลกระทบต่อโอกาสที่จะก้าวไปในอนาคตของกลุ่มอาเซียน ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

                  
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ และตอบปัญหาภาคใต้ว่า  สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้ขอโทษไปนั้นเป็นเรื่องทางยุทธศาสตร์  ประเทศมุสลิมต่าง ๆ รับทราบดีว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาภายในของประเทศไทย 

                  
“ เมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีบาห์เรนได้บอกว่า เข้าใจทุกอย่าง  ทาง OIC  สนับสนุนเราอย่างเต็มที่  ปัญหาที่จะมาจากภายนอกนั้นไม่มี  เป็นเรื่องภายในของเราเอง  ที่เหลือเป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจ  แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่เราต้องทำคือ  การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  ซึ่งเรากำลังอยู่ ทั้ง ศอ.บต. และทหารพราน  ประชาชนจะมีที่สำหรับปรับความเข้าใจ  มีที่ที่จะหาทางแก้ไขปัญหา  ซึ่ง ศอ.บต. ได้ปรับการทำงานใหม่ทั้งหมด  ปัญหาทางภาคใต้   คิดว่าท่านประธานสภาที่ปรึกษาฯ  ทราบดีว่าไม่ได้เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่จะแก้ไขได้   ” นายกรัฐมนตรีกล่าว 

---------------------------------------------

                    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

วิมลมาส  รัตนมณี / รายงาน

จินตนา จ้อยจุมพจน์ / ตรวจ

ณัฐวุฒิ  ศรีสว่าง ถ่ายภาพ / เทคนิค