วันนี้ เวลา 13.30 น. ณ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชั้น 27 อาคารพญาไท พลาซ่า เขตราชเทวี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษ เรื่อง “ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” พร้อมพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ โดยมีนายโคทม อารียา ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ เข้าร่วมงาน
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวบรรยายพิเศษสรุปสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาบ้างแล้ว ในช่วงเวลาที่ผ่านมาในฐานะที่ต่างกับปัจจุบัน โดยต้องขอบคุณสภาที่ปรึกษาฯ ที่เชิญมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันนี้ ซึ่งรัฐบาลเข้ามารับหน้าที่ในช่วงเวลาที่ฉุกละหุก โดยเป้าหมายหลักของรัฐบาลได้มุ่งการทำงานตามประเด็นหลักคือ การแก้ไขปัญหาความแตกแยกทางความคิดในประเด็นปัญหาทางการเมือง ที่เป็นส่วนทำให้บุคคลเกิดความแตกแยก เป็นกลุ่มที่สนับสนุนอดีตรัฐบาลที่ผ่านมา กับกลุ่มผู้คัดค้านอดีตรัฐบาล ซึ่งหากได้ติดตามสถานการณ์การเมือง ก็จะพบว่าความรู้สึกของบุคคลทั้งสองกลุ่มดังกล่าวยังมีอยู่ จึงต้องหาทางแก้ปัญหา เพื่อทำให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองสมานฉันท์ขึ้นให้ได้ในอนาคต แต่การแก้ปัญหานี้ก็จะต้องใช้เวลา และขึ้นอยู่กับกระบวนการแก้ปัญหาในขณะนี้ด้วย โดยยังไมองไม่เห็นในขณะนี้ว่าปัญหาดังกล่าวจะแก้ไขในช่วงระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร ส่วนตัวแล้วตระหนักในเรื่องนี้ดี และความคิดของตน และคณะรัฐมนตรี คือรัฐบาลทำหน้าที่เป็นส่วนรับแรงกดดันจากบุคคลทั้งสองกลุ่ม ได้พยายามที่จะปรับแรงกดดันนั้นให้มีทางออกในลักษณะที่ไม่เกิดผลเสียหายต่อชาติบ้านเมือง
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า ขณะที่การแก้ไขปัญหาอีกประเด็นหนึ่งคือปัญหาทางภาคใต้ที่มีเหตุที่มาต่างกันไป ต้องใช้วิธีการแก้ปัญหาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลก็ได้รับฟังแนวคิดในการแก้ไขปัญหาจากหลาย ๆ ฝ่าย และตระหนักว่าปัญหาภาคใต้ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยได้พยายามหาแนวทางในการแก้ไข ซึ่งในส่วนปลีกย่อยคือการทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคมมากขึ้น ทั้งมาตรการกระบวนการยุติธรรม มาตรการการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ที่แต่เดิมอาจจะไม่ทำให้เกิดความเป็นธรรมมากนัก ยกตัวอย่างเรื่อง พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่รัฐบาลรับมาหาทางแก้ไข ซึ่งต้องทำให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส ในสังคมให้ได้ ซึ่งได้ชี้แจงกับคณะรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ว่าจะต้องกล้าทำ กล้าเผชิญกับความจริง เพราะรัฐบาลไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงในการดำเนินการครั้งนี้ และจะมีอีกหลายเรื่องตามมาหลังจากนี้ บางคนอาจจะกล่าวว่ารัฐบาลนี้ทำอะไรช้า ต้องขอบอกว่าในการดำเนินงานในเรื่องต่าง ๆ รัฐบาลจะต้องหาแนวทางที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมให้มากที่สุด เราไม่สามารถตัดสินใจอะไร โดยไม่มีพื้นฐานความเป็นธรรม ถ้าตนเป็นผู้บัญชาการทหารบกก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ขณะนี้อยู่ในฐานะบริหารประเทศ จำเป็นต้องรับฟังจากหลายภาคส่วน เพื่อนำมาเป็นเหตุผลในการตัดสินใจดำเนินการใด ๆ ดังนั้น รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่จะรับฟังข้อคิดเห็นต่าง ๆ ให้มากที่สุด รวมทั้งความเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ ด้วย เพื่อนำมาปรับแนวทางให้สอดคล้องกับความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่
ในด้านสังคม นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย ที่ได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับปัจจุบันมาระยะหนึ่งแล้ว ว่ามีแนวโน้มดีขึ้น ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ตรวจสอบดัชนีการพัฒนาคนของคนไทย ตามมาตรฐานของโครงการพัฒนาสหประชาชาติ หรือ UNDP ทั้ง ด้านสาธารณสุข ความคุ้มครองด้านสังคม ความเป็นอยู่ของประชากร และการศึกษา ที่ UNDP ถือว่าดีขึ้น แต่เราก็ยังเป็นห่วงในเรื่องการศึกษาของคนไทยเมื่อเทียบกับที่อื่น ที่กระทรวงศึกษาธิการตรวจสอบแล้วพบว่าคุณภาพของโรงเรียนผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพียงร้อยละ 50 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ ต้องรีบหาทางแก้ไขโดยด่วน รัฐบาลจึงได้มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาเป็นสำคัญ พร้อมไปกับหาทางแก้ไขเรื่องสวัสดิการของครูด้วย เพราะปัจจุบันครูมีปัญหาหนี้สินมาก ขณะที่ปัญหาการด้อยโอกาสทางการศึกษาที่ภาคใต้ มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากที่ภาคใต้มีอัตราการเพิ่มของประชากรค่อนข้างสูง เพราะศาสนาไม่ส่งเสริมให้คุมกำเนิด ผนวกกับสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ส่งผลให้เยาวชนขาดโอกาสทางการศึกษา ซึ่งรัฐบาลได้พยามยามหาทางแก้ไข
“ ในระยะยาวแล้ว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะแก้ไขปัญหาทางภาคใต้ได้ การที่จะแก้ไขปัญหาทางภาคใต้ได้ ก็ต้องแก้ไขปัญหาด้านการศึกษา ต้องให้มีการสอนวิชาสามัญควบคู่ไปกับการศึกษาด้านศาสนาและอาชีพ เมื่อเขามีมุมมองกว้างขึ้น มีเหตุผล ก็จะเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ ข้างหน้าในอนาคตจะเป็นอย่างไร" นายกรัฐมนตรีกล่าว
]
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องที่เป็นปัญหามากของสังคมในขณะนี้คือ จริยธรรมและคุณธรรมในสังคมลดลง ที่จะต้องหาแนวทางนำจริยธรรมและคุณธรรมกลับสู่สังคมให้ได้ โดยจะต้องหาวิธีสอดแทรกจริยธรรม คุณธรรมให้กับเยาวชนและคนวัยทำงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่นำเสนอค่อนข้างยาก เพราะคนมีเป้าหมายที่ต้องการทำรายได้สูงโดยใช้เวลาให้น้อย แต่โอกาสที่จะทำได้เป็นไปได้น้อย แนวคิดดังกล่าวเลียนแบบมาจากทุนนิยม ซึ่งสิ่งที่น่าจะเป็นแนวทางที่สำคัญในการนำจริยธรรมและคุณธรรมให้กลับสู่สังคม คือการอยู่ร่วมกันในสังคมในลักษณะความเป็นไทยให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในเรื่องความอ่อนโยน ความโอบอ้อมอารีของคนไทยที่ชาวต่างชาติรับทราบดี
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยที่ถือว่ามีการเติบโตที่ดีขึ้น แต่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนยังอ่อนอยู่ จะต้องหาทางเพิ่มให้ได้ ซึ่งในเวลาอีก 9 ปีข้างหน้า ภาพรวมของกลุ่มประเทศอาเซียน จะมีความร่วมมือทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจมากขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านที่เคยหวาดระแวงว่าเราจะไปครอบงำทางด้านเศรษฐกิจก็ได้ปรับท่าทีเป็นอย่างมาก ยินดีให้ความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมร่วมกัน รวมทั้งความร่วมมือในด้านพลังงานและด้านอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดีที่จะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในด้านเศรษฐกิจและแรงงานที่สำคัญในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ปัญหาที่สำคัญของกลุ่มประเทศอาเซียนคือปัญหาการก่อการร้าย ที่ประเทศอาเซียนจะต้องผนึกกำลังกันให้แน่นแฟ้น
“ ขณะนี้มีภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ที่จะส่งผลกระทบ และสร้างความเสียหายให้ต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง และเป็นความพยายามสร้างความหวาดระแวง หวาดกลัวในสังคม ซึ่งเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการสร้างความสมานฉันท์ และความเชื่อมั่นในด้านต่าง ๆ เมื่อสังคมแตกแยกไม่เข้มแข็ง ไม่มีความสงบเกิดขึ้น เราคงจะไม่สามารถบริหารชาติบ้านเมืองให้เกิดความก้าวหน้าได้ เราได้พยายามที่จะสรุปให้เห็นว่าเราจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ถ้ามองกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกแยกกัน ทำอย่างไร ที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ ก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญ เพราะมีคนที่จะฉวยโอกาสสร้างความแตกแยกมากขึ้น ภาครัฐและเอกชนจึงต้องมีส่วนร่วมในการก้าวไปข้างหน้าของอาเซียน เพราะเราเป็นตัวจักรหนึ่งที่จะทำให้อาเซียนก้าวไปสู่จุดนั้นได้ ถ้ายังมีความแตกแยก ไม่สามัคคีกัน ก็จะมีผลกระทบต่อโอกาสที่จะก้าวไปในอนาคตของกลุ่มอาเซียน ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ และตอบปัญหาภาคใต้ว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้ขอโทษไปนั้นเป็นเรื่องทางยุทธศาสตร์ ประเทศมุสลิมต่าง ๆ รับทราบดีว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาภายในของประเทศไทย
“ เมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีบาห์เรนได้บอกว่า เข้าใจทุกอย่าง ทาง OIC สนับสนุนเราอย่างเต็มที่ ปัญหาที่จะมาจากภายนอกนั้นไม่มี เป็นเรื่องภายในของเราเอง ที่เหลือเป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจ แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่เราต้องทำคือ การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเรากำลังอยู่ ทั้ง ศอ.บต. และทหารพราน ประชาชนจะมีที่สำหรับปรับความเข้าใจ มีที่ที่จะหาทางแก้ไขปัญหา ซึ่ง ศอ.บต. ได้ปรับการทำงานใหม่ทั้งหมด ปัญหาทางภาคใต้ คิดว่าท่านประธานสภาที่ปรึกษาฯ ทราบดีว่าไม่ได้เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่จะแก้ไขได้ ” นายกรัฐมนตรีกล่าว
---------------------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส รัตนมณี / รายงาน
จินตนา จ้อยจุมพจน์ / ตรวจ
ณัฐวุฒิ ศรีสว่าง ถ่ายภาพ / เทคนิค

