วันนี้ เวลา 17.45 น. เชค คอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ (H.H. Shaikh Khalifa bin Salman Al Khalifa) นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนและคณะ เสด็จมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้าพบ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่10-12 มกราคม 2550 โดยนายกรัฐมนตรีรอรับเสด็จและจัดพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และได้นำเสด็จตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ ณ สนามหน้าตึกไทยคู่ฟ้า หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีนำเสด็จไปยังห้องสีงาช้าง เพื่อหารือข้อราชการ
การเสด็จเยือนครั้งนี้ นับเป็นโอกาสแรกที่นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนจะได้ทรงพบกับนายกรัฐมนตรีไทยและคณะรัฐมนตรีภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และเป็นผู้นำรัฐบาลประเทศแรกจากนอกภูมิภาคอาเซียนที่ได้มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
ในการหารือข้อราชการทวิภาคี คณะฝ่ายไทยประกอบไปด้วย ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสวนิต คงสิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลเอก พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ร้อยเอก ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายมารุต มฤคทัต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นต้น สำหรับคณะทางการบาห์เรน มีดังนี้ เชค โมฮัมเหม็ด บิน มูบารัค อัล คอลิฟะห์ รองนายกรัฐมนตรี เชค คาหลิด บิน อาเหม็ด อัล คอลิฟะห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายอับดุลลา ฮัซซัน ซาอิฟ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ นายราชีค โมฮัมเหม็ด อัล มาราจ ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติบาห์เรน นายอับดุลนาบี อัล โชอาลา อดีตรัฐมนตรีแห่งรัฐ เป็นต้น นับเป็นคณะผู้แทนบาห์เรนที่ประกอบไปด้วยผู้บริหารระดับสูงร่วมด้วยเป็นจำนวนมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาอันแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ฝ่ายบาห์เรนให้กับการเสด็จเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนในครั้งนี้
สำหรับสาระสำคัญของการหารือทวิภาคี มีดังนี้
นายกรัฐมนตรีไทยถวายการต้อนรับและขอบพระทัยบทบาทอันสำคัญของนายกรัฐมนตรีบาห์เรนที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-บาห์เรนให้มีความแน่นแฟ้นมากขึ้นเป็นพิเศษ ราชอาณาจักรบาห์เรนนั้นถือเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นพิเศษกับไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยได้ให้การสนับสนุนไทยในเรื่องต่างๆ และในเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง OIC (Organization of Islamic Conference)หรือ เวทีองค์การการประชุมอิสลาม ซึ่งบาห์เรนเป็นสมาชิก และไทยเป็นผู้สังเกตการณ์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนได้กล่าวสนับสนุนประเทศไทย จนเป็นผลให้ OIC ไม่กล่าวพาดพิงไทยในเชิงลบในเรื่องปัญหาภาคใต้ นอกจากนี้ บาห์เรนมีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ไทยและตะวันออกกลาง เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างไทยกับโลกมุสลิมและโลกอาหรับ ซึ่งในโอกาสนี้ ผู้ร่วมคณะฝ่ายบาห์เรนได้แจ้งต่อนายกรัฐมนตรีถึงผลการประชุม OICล่าสุดว่า คณะกรรมการเข้าใจสถานการณ์ภาคใต้ของไทยและมองประเทศไทยในแง่บวก
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ถือโอกาสนี้แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ซึ่งเป็นตัวแทนพระองค์กษัตริย์บาห์เรนเสด็จมาร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และได้ทรงช่วยประสานงานในการเชิญเสด็จกษัตริย์หรือผู้แทนพระองค์จากราชวงศ์อาหรับอื่นๆให้เสด็จมาร่วมพิธีดังกล่าวด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนได้ทรงถือโอกาสนี้ตรัสแสดงความยินดีที่ปี พ.ศ. 2550 นี้เป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา และทรงแสดงความชื่นชมในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีหลายด้านที่ตรงกับความสนพระทัยส่วนพระองค์และประกอบกับที่ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 30 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-บาห์เรนด้วย
สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่า มูลค่าการค้าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าไทยจะเป็นฝ่ายขาดดุล แต่แนวโน้มการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการสนับสนุนจากรัฐบาลบาห์เรน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบาห์เรนได้อนุญาติให้ บริษัท ปตท.สผ. ของไทย ไปสำรวจและขุดเจาะหาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในแปลงน้ำมันแห่งหนึ่ง โดยร่วมมือกับ Bahrain Petroleum Company นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนได้ให้ความสนับสนุนโครงการการจัดตั้งศูนย์ Thai Business Center (TBC) เพื่อส่งเสริมการค้าของไทยที่กรุงมานามา ซึ่งรัฐบาลบาห์เรนได้จัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์นี้ ซึ่งในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ทรงมีพระราชดำรัสว่า รัฐบาลบาห์เรนยังคงมั่นใจในศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยและสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทยอยู่ โดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์ และการโรงแรม
ในตอนท้าย ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความยินดีที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศทั้งสองเป็นไปอย่างราบรื่นและใกล้ชิด โดยรัฐบาลไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ในปี พ.ศ.2547 และบาห์เรนกำลังจะดำเนินการเปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทยในระยะเวลาอันใกล้นี้
จากนั้นนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพถวายพระกระยาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนและคณะ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน และคณะ มีกำหนดการเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน และเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ในวันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม 2550
-------------------
กลุ่มวิเทศสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ทศยาพร นิตยะ รายงาน
วิสูตร รามบุตร ถ่ายภาพ/ณัฐวุฒิ ศรีสว่าง เทคนิค

