วันนี้ เวลา 12.30 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล หม่อมราชวงศ์ ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวภายหลังหารือร่วมกับหอการค้าต่างประเทศ เพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบถึงธุรกิจของคนต่างด้าวประเภทอุตสาหกรรม ธุรกิจ ส่งออก และธุรกิจอื่นที่มิได้อยู่ในบัญชีธุรกิจควบคุมของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวมทั้งธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนซึ่งเป็นข้อยกเว้น ซึ่งเมื่อตรวจสอบจำนวนแล้ว มีบริษัทต่างชาติที่มาขออนุญาตตามบัญชีแนบท้ายของพระราชบัญญัตินี้ จำนวน 2,428 บริษัท ไม่ใช่ 20,000 ราย และใน 2,428 บริษัทนี้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และได้ประโยชน์ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศประมาณ 1,091 บริษัท และที่อาจจะถูกผลกระทบ 1,337บริษัท อย่างบริษัทที่ผลิตรถยนต์นั้นอยู่นอกบัญชีและได้เปิดเสรีให้เต็มที่อยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ และคงไม่ได้มีผลกระทบต่อตลาดหุ้น เพราะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่จะได้รับผลกระทบมีเพียง 6 บริษัทเท่านั้น
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงที่มาของการแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า เนื่องจากมีผู้ยื่นขอให้กระทรวงพาณิชย์สืบข้อเท็จจริงกรณีของบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งต่างด้าวถือหุ้นเกิน 50% โดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนในการถือหุ้น อีกทั้งยังมีโครงสร้างสิทธิออกเสียงที่ทำให้สิทธิออกเสียงของผู้ถือหุ้นที่เป็นคนต่างด้าวมีสิทธิออกเสียงเกิน 50% หลังจากสืบข้อเท็จจริง กระทรวงพาณิชย์ได้ยื่นกล่าวโทษไปยัง เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายกับบริษัทแห่งนั้นต่อไปแล้ว เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน ต่อมาได้มีผู้ร้องเรียนให้กระทรวงพาณิชย์สืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันอีกหลายบริษัท ทำให้บริษัทต่างด้าวซึ่งดำเนินการอยู่แล้วหลายบริษัทเกิดความไม่แน่ใจว่าสถานภาพที่เป็นอยู่ของตนผิดกฎหมายหรือไม่ และถ้าไม่ถูกกฎหมายจะแก้ไขอย่างไร โดยไม่กระทบกิจการที่ดำเนินอยู่แล้ว
นอกจากนี้มีคำถามจากธุรกิจคนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนใหม่ในธุรกิจตามบัญชีแนบท้ายของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่ต้องการความแน่ชัดว่าจะต้องจัดโครงสร้างการลงทุนอย่างไรจึงจะไม่ขัดกับพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงต้องปรับปรุงพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้ธุรกิจในบัญชีแนบท้ายที่ตั้งอยู่แล้วในประเทศแน่ใจว่า ดำเนินต่อไปได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาใหม่รู้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มแรกและป้องกันมิให้ผิดกฎหมายได้
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาระสำคัญของการแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีการแก้ไขใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. แก้ไขคำนิยาม “คนต่างด้าว” เดิมพิจารณาความเป็นคนต่างด้าวจากสัดส่วนการถือหุ้น/ลงทุนของคนต่างด้าวเท่านั้น ตามร่างใหม่ได้แก้ไขโดยให้พิจารณาจากสิทธิออกเสียงด้วย คือหากคนต่างด้าวมีสิทธิออกเสียงตั้งแต่ 50% ขึ้นไปของนิติบุคคลนั้นให้ถือว่านิติบุคคลนั้นเป็นคนต่างด้าว 2. การให้เวลาเพื่อปรับปรุงให้ถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับผู้ประกอบธุรกิจอยู่แล้วและมี Voting right ของคนต่างด้าวตั้งแต่ 50% ขึ้นไปจะได้รับการ ผ่อนปรนให้สามารถประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย นิติบุคคลตามบัญชี 3 ที่เข้าข่าย สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ตามปกติเพียงแต่ต้องมาแจ้งสถานะดังกล่าวให้กระทรวงพาณิชย์ทราบภายใน 1 ปี นิติบุคคลตามบัญชี 1-2 ที่เข้าข่าย จะต้องมาแจ้งภายใน 1 ปี และต้องแก้ไขให้ Voting right ของคนต่างชาติลดลงเหลือต่ำกว่า 50% ภายใน 2 ปีก็จะสามารถดำเนินธุรกิจนั้นต่อไปได้ สำหรับกิจการที่มีตัวแทนของต่างด้าวถือหุ้น ทำให้การถือหุ้นของต่างด้าวโดยรวมสูงตั้งแต่ 50% ขึ้นไป จะได้รับการผ่อนผันให้ดำเนินธุรกิจต่อไป โดยนิติบุคคลทั้งบัญชี 1-2 และ 3 ที่เข้าข่ายจะต้องแจ้งให้กระทรวงพาณิชย์ทราบภายใน 90 วัน และมีเวลา 1 ปีที่จะลดการถือหุ้นลงให้เหลือต่ำกว่า 50%
3. ปรับปรุงบัญชีธุรกิจที่ควบคุม ประกอบด้วย 3.1 บัญชี 1 และบัญชี 2 คงเดิม คือ บัญชี 1 หมายถึง ธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วย เหตุผลพิเศษ บัญชี 2 หมายถึง ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรมจารีตประเพณีหัตถกรรมพื้นบ้านหรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3.2 บัญชี 3 ปรับปรุงโดย (1) ยกเลิกการควบคุมธุรกิจที่มีกฎหมาย หรือ มีหน่วยงานอื่นดูแลอยู่แล้ว ได้แก่ ธุรกิจนำเที่ยว ซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าเฉพาะที่ไม่มีการส่งมอบสินค้าและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง หลักทรัพย์ อนุพันธ์ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ธนาคารพาณิชย์ เงินทุน เครดิตฟองซิเอร์ (2)ควบคุมธุรกิจค้าส่งปลีก ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ (เดิมควบคุมเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนน้อยกว่า 100 ล้านบาท)
--------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

