วันนี้ เวลา 10.30 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเรื่องการรักษาความปลอดภัยให้แก่สถานศึกษา โดยมี นายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอก พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ร้อยเอก ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางจรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพระนาย สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พลเอก มนตรี สังขทรัพย์ เสนาธิการทหารบก พลโท วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม
ภายหลังการประชุม นายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพระนาย สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ พลโท วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ร่วมกันแถลงผลการประชุม ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร สรุปได้ดังนี้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวถึงสาระสำคัญการประชุมว่า ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย ศอ.บต. แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้แทนครูจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ประชุมร่วมกันในประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ 5 จังหวัด ที่กระทรวงศึกษาธิการได้รายงานถึงเหตุการณ์รุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีผลกระทบต่อการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการเผาโรงเรียน การลอบทำร้ายครู อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนเกือบจะเรียกว่าเป็นรายวัน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้นิ่งนอนใจ ในระดับพื้นที่ได้มีการประสานงานในพื้นที่ระหว่าง ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง หน่วยงานในพื้นที่ทุกฝ่ายได้ทำงานร่วมกันเพื่อดูแลคุ้มครองความปลอดภัยให้ครูได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อเด็กนักเรียน ในเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษและได้ลงไปในพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อขวัญ กำลังใจของครูที่หลายครั้งต้องหยุดการสอนทำให้ส่งผลกระทบต่อเด็ก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องนำมาทบทวนเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้ ให้เรื่องการปองร้ายครูลดลงหรือหายไป และจะได้ช่วยกันพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้การศึกษาเป็นปัจจัยหนึ่งในการเสริมสร้างสันติสุขและความสมานฉันท์ในพื้นที่ในระยะยาว ทั้งนี้ ผู้บริหารการศึกษาที่ได้ไปประจำอยู่ในเขตพื้นที่ ได้นำเสนอปัญหาและแนวทางการแก้ไขต่อที่ประชุม โดยส่วนใหญ่เป็นการประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การรายงานข้อเท็จจริงจากผู้แทนครู ผู้แทนเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งที่ประชุมได้ทบทวนถึงมาตรการที่ดำเนินการไปแล้วในหลาย ๆ เรื่องแต่ยังไม่ได้ผล พร้อมกับหารือถึงการที่จะต้องเพิ่มเติมมาตรการหรือปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างไร เพื่อให้ดูแลป้องกันชีวิตครูและให้ความปลอดภัยกับโรงเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้
ต่อข้อถามว่ามีข้อสรุปในแนวคิดที่จะให้ฝ่ายความมั่นคงเข้าไปประจำในโรงเรียนหรือไม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยเดิมที่ได้มีการวางกำลังคุ้มครองครู นักเรียน โรงเรียน ที่เป็นมาตรการที่ดีอยู่แล้ว พร้อมกับพิจารณาถึงการเสริมในบางส่วนที่ยังมีจุดอ่อนอยู่ เพื่อให้มีความมั่นใจได้มากขึ้น ได้มองกันทุกด้าน ซึ่งทางโรงเรียนก็มีความเข้าใจและเตรียมการป้องกันตนเองโดยประสานกับคณะกรรมการสถานศึกษา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งส่วนนี้ทางโรงเรียนดำเนินการเองได้ แต่ในส่วนที่โรงเรียนไม่สามารถทำได้ตามลำพัง ต้องพึ่งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ศอ.บต.ก็จะมีมาตรการเสริมเข้ามา
ด้านแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวเสริมว่า การหารือกันในวันนี้แต่ละพื้นที่เงื่อนไขสถานการณ์และลักษณะการปฏิบัติของฝ่ายตรงข้ามไม่เหมือนกัน ฉะนั้นแต่ละพื้นที่จะมีการบูรณาการกำลังทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะแต่ตำรวจ ทหาร โดยจะมี อส. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชรบ. และภาคประชาชนโดยเฉพาะผู้ปกครอง ให้มีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยด้วย ส่วนเรื่องกำลังรักษาความปลอดภัยขึ้นอยู่กับครูว่าต้องการให้มีอยู่ระหว่างที่ทำการสอนหรือไม่ ซึ่งก็มีอยู่ หรือบางจุดก็จะมีการลาดตระเวนไปรอบ ๆ พื้นที่ โดยจะมีลักษณะแตกต่างกันไป ไม่เป็นรูปแบบที่แน่นอนในพื้นที่ 3 จังหวัด
ต่อข้อถามว่าจะมีการให้ครูพกพาอาวุธปืนไปโรงเรียนได้หรือไม่ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า แล้วแต่ครู แต่ไม่ต้องการให้ครูไปต่อสู้ เพราะครูมีหน้าที่ในการสอนหนังสืออย่างเดียว แต่หากเป็นเวลาส่วนตัวของครู เช่น ไปจ่ายตลาด ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่ในขณะที่ครูเดินทางหรือทำการสอน จะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับครูตลอดเวลา
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีมาตรการใดที่จะให้ความมั่นใจกับครูได้หรือไม่ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า มี แต่ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ในขณะนี้ว่าจะทำอย่างไร แต่เท่าที่ได้หารือกันแล้ว ครูมีความพอใจ ที่เจ้าหน้าที่สามารถทำตามที่ครูต้องการได้ตามที่ได้ตกลงกันเป็นรายจุด รายคน รายคณะ โดยขณะนี้ได้เริ่มแล้ว หากครูคนใดเห็นว่าไม่ปลอดภัยก็ได้ตกลงกันว่ายังไม่ต้องไปสอน
ต่อข้อถามว่า ทำไมจึงมีการเปลี่ยนเป้าหมายจากการทำร้ายชาวบ้านเป็นการทำร้ายครู แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการเปลี่ยน เป้าหมายยังเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นครู บางทีถ้าเขาหาเป้าหมายได้ ก็ยิงคนเก็บขยะ คนพิการ อยากจะถามคนพวกนี้เหมือนกันว่าจิตใจทำด้วยอะไร ทำไมถึงอำมหิต เพราะไม่มีศาสนาใดสอนให้มีความอำมหิตเช่นนี้ ถึงแม้จะมีการปลุกปั่น ปลุกระดม ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแลว่าที่ใดมีการปลุกระดมบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการจัดโซนพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า มี แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าที่ใดเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง แต่ละพื้นที่มีการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน แต่ทราบว่าจุดใดจะรักษาความปลอดภัยให้ครูในลักษณะใด ฝ่ายตรงข้ามก็ติดตามข่าวสารจากสื่ออยู่เพื่อหาทางแก้ เราก็ต้องแก้จุดอ่อนของเราและพยายามจะใช้มาตรการตอบโต้เมื่อจำเป็นหรือเมื่อมีโอกาส
“ พลังมวลชนส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ ยังเป็นของเราอยู่ แต่ที่ไม่กล้าแสดงออกอะไรเพราะเกิดความหวาดกลัว เขาใช้วิธีนอกกฎหมาย ถ้าไม่เป็นพวกก็ยิงทำร้าย เหมือนกับทางอิรัก ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ ถ้าไปเข้าข้างเจ้าหน้าที่เขาจะทำร้าย ทำให้ไม่กล้าแสดงออก แต่ในบางพื้นที่เราก็เข้าไปดำเนินการจัดการ แยกระหว่างคนดีกับคนไม่ดี เอาคนไม่ดีออกจนหมด แล้วจัดตั้งพลังมวลชนของฝ่ายเรา และต่อไปคงจะอยู่กันอย่างถาวร เพราะเรามีทหารพรานที่จะลงมา 10 กองร้อยในเร็ว ๆ นี้ และจะตามมาอีก 20 กองร้อยในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นคนในพื้นที่นั้น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอนั้น ความหวาดระแวงจะไม่มี เพราะเป็นลูกหลานเขา ลงไปดูแลความปลอดภัยให้หมู่บ้านของเขาเอง ถ้ามีข่าวสารอะไรญาติพี่น้องก็ต้องมาแจ้ง เพราะเขาต้องเป็นห่วงลูกหลาน เรื่องนี้เป็นขั้นตอนต่อไป ต้องใช้เวลา ทุกคนเร่งอยากจะให้เกิดโดยเร็ว แต่ต้องทำให้มั่นคง ทั้งนี้ ทหารพรานที่จะลงไปในพื้นที่ไม่ได้กลับไปในพื้นที่เพื่อเป็นหน่วยสังหาร หรือเป็นหน่วยไล่ล่า แต่ไปทำความเข้าใจ ไปดูแลความสงบสุข พวกที่คิดไม่ดีต้องอยู่ไม่ได้ ซึ่งเมื่อกำลังทหารพรานลงไปแล้วคาดว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น ” แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว
ต่อข้อถามว่า ศอ.บต.จะมีบทบาทอย่างไรในการที่จะช่วยดูแลครู ผอ.ศอ. บต. กล่าวว่า ภารกิจในการดูแลรักษาความปลอดภัยครู นักเรียน โรงเรียน เป็นหน้าที่ของฝ่ายกำลัง แต่ก็ต้องกอดคอกันทำงาน ฉะนั้นงานที่เป็นด้านเสริม กระทรวงมหาดไทยได้ดูแลเต็มที่ โดยพยายามเพิ่มอส. ในพื้นที่เป้าหมาย เพิ่มผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านละ 1 คน เป็นหมู่บ้านละ 4 คนเป็นอย่างน้อย เพื่อให้เกิดความอุ่นใจในพื้นที่ได้มากขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ได้ดำเนินงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ผู้ปกครอง หรือกรรมการสถานศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ พร้อมกับพยายามหาปัจจัยมาช่วยผู้นำศาสนา ที่เปรียบได้ว่ามีสนาม มีนักกีฬาแล้ว แต่ยังไม่มีลูกบอลส่งลงไป ศอ. บต. กำลังเจรจาเพื่อช่วยเหลือด้านงบประมาณให้คณะกรรมการสถานศึกษาได้มีบทบาทมากขึ้น ถ้าชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้นแล้ว การดูแลความปลอดภัยสถานศึกษา นักเรียนและครูน่าจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“ ในช่วงปลายเดือนนี้ นายกรัฐมนตรีจะลงไปในพื้นที่อีกครั้ง และจะได้เริ่มดำเนินโครงการให้บุคลากรของรัฐได้เข้าไปทำงานอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และยั่งยืนมากขึ้น โจทย์คือทำอย่างไรจะสร้างศรัทธาให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ หมู่บ้าน ให้กลับมามีศรัทธาต่อบุคลากรของรัฐ และรัฐ ได้เร็วขึ้นในที่สุด ซึ่งสิ่งที่จะทำร่วมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบแนวทางให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว โดยจะพยายามสนธิกำลังภาคพลเรือนทั้งหมดที่ควรจะต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ เป็นการทำงานในเชิงบวก ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต เข้าไปยังพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มวลชนเกิดความมั่นใจในภาครัฐมากขึ้น ซึ่งจะต้องทำควบคู่กันไปกับฝ่ายกำลัง ” ผอ.ศอ. บต. กล่าว
-------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส รัตนมณี / รายงาน
จินตนา จ้อยจุมพจน์ / ตรวจ

