วันนี้ เวลา 09.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง และคณะกรรมการไตรภาคีในสังกัดกระทรวงแรงงาน รวม 18 คณะ รวมจำนวน 700 คน เข้าพบ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เพื่ออวยพรและรับพรปีใหม่เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ตลอดจนเป็นแนวทางในการสร้างความสมานฉันท์ด้านแรงงาน และแนวทางปฏิบัติตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป
ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้กล่าวรายงานแผนพัฒนาแรงงานเพื่อใช้บริหารแรงงานให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และสามารถตอบสนองต่อแนวนโยบายแก้ไขปัญหาวิกฤติของชาติไปสู่สังคมสมานฉันท์ เป็นธรรม และสันติสุข ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบกิจการและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ดังนี้ การช่วยเหลือผู้ประสบความเดือดร้อน การบริหารแรงงานใสสะอาด การจัดหาและพัฒนาแรงงานคุณภาพ การสร้างความสมานฉันท์มุ่งสู่สังคมแห่งความเป็นสุข และการพัฒนาการบริหารแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้กล่าวอวยพรนายกรัฐมนตรี
จากนั้น ผู้แทนสภาองค์การต่างๆ ได้มอบของขวัญปีใหม่ให้แก่นายกรัฐมนตรีตามลำดับดังนี้ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย สภาองค์การสภาแรงงานอุตสาหกรรมเอกชน สภาองค์การนายจ้างไทยสากล สภาคองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาองค์การนายจ้างการเกษตรธุรกิจอุตสาหกรรมไทย สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย สมาคมนายจ้างเครื่องแต่งกายนักกีฬา สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และกระทรวงแรงงาน โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความขอบคุณในความปรารถนาดีของทุกท่าน ซึ่งจะเป็นกำลังใจในการผลักดันให้ปฏิบัติงานเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป สำหรับการพบกันในวันนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อจะได้นำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่อาจจะเป็นปัญหา ข้อขัดข้อง และอุปสรรคในการปฏิบัติงานของท่านทั้งหลาย
ปี 2549 ที่ผ่านพ้นไปนั้น ถือเป็นปีมหามงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งนำความปลื้มปีติ ความสุข และความอิ่มเอิบใจมาสู่ประชาชนชาวไทยโดยถ้วนหน้า ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทยที่จะต้องจารึกไว้
แต่ในขณะเดียวกัน ปี 2549 บ้านเมืองของเราประสบปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ทำให้คณะรัฐบาลชุดนี้มารับผิดชอบการบริหารประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการบริหารประเทศคือ การสร้างความปรองดอง ความสมานฉันท์ และความร่วมมือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมือง และปัญหาสถานการณ์ทางภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือและความปรองดองภายในชาติในการแก้ไข
สำหรับการแก้ไขปัญหาทางการเมืองนั้น รัฐบาลจะต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการ คือการสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมในการวางรากฐานตามกรอบเวลาที่กำหนด อาทิ การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะต้องมีการลงประชามติรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จากนั้นจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อไป
นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลมีแนวทางที่จะส่งเสริมให้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางในการบริหารประเทศ เพื่อให้การพัฒนาประเทศมีความมั่นคงอย่างสมดุล ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้ประชาชนนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการบริหารงานและชีวิตประจำวัน เพื่อให้สามารถปรับตัวในการดำรงชีวิตจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เรียกว่า “โลกาภิวัตน์” ทั้งนี้ รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนประสบอยู่ในขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังและหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เนื่องจากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย
พร้อมกันนี้ รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคล ซึ่งกระทรวงแรงงานได้จัดทำแผนพัฒนาแรงงาน พ.ศ. 2550 ที่มีสาระสำคัญครอบคลุมการช่วยเหลือพี่น้องผู้ใช้แรงงาน และการพัฒนาด้านแรงงานของชาติในระยะเวลา 1 ปี ภายใต้ความร่วมมือ ความสมานฉันท์และความเป็นธรรม ตลอดจนส่งเสริมให้มีการเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรวัยทำงานที่มีถึง 37 ล้านคน ซึ่งนอกจากจะดำเนินการตามแผนงานแล้ว ยังควรส่งเสริมให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป
ในการนี้ รัฐบาลพร้อมที่จะผลักดันให้นำหลักคุณธรรมและธรรมาภิบาลมาใช้ในการประกอบธุรกิจและการแก้ไขปัญหาแรงงานให้มากขึ้น เพื่อเป็นรากฐานที่มั่นคงและเป็นภูมิคุ้มกันของระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้ประเทศสามารถแข่งขันในเชิงธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าและสามารถแก้ไขปัญหาด้านอื่นๆ ต่อไป
นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่าจะยืนหยัดในการแก้ไขปัญหาของชาติ ด้วยหลักการ เหตุผล และความรอบคอบ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่สร้างความปรองดองและสร้างความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มบุคคลที่อาจจะมีแนวความคิดที่ไม่เหมือนกัน เพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง สร้างความสมานฉันท์ และสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราต่อไป
---------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
อภิญญา ตันติรังสี/รายงาน จินตนา จ้อยจุมพจน์/ตรวจ

