วันนี้ เวลา 11.10 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังที่พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และคณะ เข้าพบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประธาน คมช. และคณะได้เข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับข่าวลือที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นและค่ำเมื่อวานนี้ โดยข่าวลือดังกล่าวสร้างความตระหนกตกใจให้กับประชาชน และถือได้ว่าเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การวางระเบิดในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนกขึ้นกับประชาชน เมื่อประชาชนได้รับข่าวลือก็ขอความกรุณาให้ประชาชนได้ตรวจสอบข่าวลือกับทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) หรือโทรศัพท์ไปที่ศูนย์วิทยุตำรวจ เพื่อตรวจสอบ โดยทางศูนย์ฯ จะรับข้อมูลและแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป ซึ่งเท่าที่ได้หารือกับประธาน คมช. แล้ว จะทำการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ให้มากขึ้น แม้ในช่วงที่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง ก็จะแจ้งให้ทุกคนได้รับทราบว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายในลักษณะการสับเปลี่ยนกำลังหรือเป็นในลักษณะใด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้นตอที่มาของข่าวลือเป็นเพราะสาเหตุของการปรับเปลี่ยนกำลังใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าต้นตอมาจากที่ไหน เป็นข่าวที่ลือกันโดยทั่วไป สาเหตุของข่าวลือคงจะต้องติดตามกันต่อไป คิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการที่จะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น
" ต้องขอให้ประชาชนช่วยตรวจสอบ ถ้ามีความสงสัย ขอให้ตรวจสอบมายังเจ้าหน้าที่ของรัฐ แน่นอนว่าผู้ที่ดำเนินการก็หวังที่จะให้เกิดผล ในส่วนของรัฐบาลจะหาทางแก้ไข สร้างความเข้าใจ ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น เกิดความมั่นใจให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งมาตรการต่าง ๆ จะมีการดำเนินการในช่วงต่อไปตามลำดับ ในขณะนี้ยังไม่สามารถชี้แจงในรายละเอียดได้ " นายกรัฐมนตรีกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ากระบวนการก่อเหตุระเบิดเป้าหมายสูง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในขณะนี้คงวิเคราะห์ได้เพียงเท่านั้น เพราะเราไม่ได้เป็นคนทำ เป็นการวิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากหลักฐานที่มีอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ปล่อยข่าวลือเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ทางการเมืองใช่หรือไม่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยังไม่สามารถจะระบุกลุ่มบุคคลได้ แต่เหตุการณ์แสดงถึงความเชื่อมโยง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประธานคมช. ได้แจ้งถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วางระเบิดหรือไม่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ได้แจ้ง เพียงแต่หารือกันว่าจะหาทางแก้ไขกันอย่างไร ยังไม่มีการแจ้งผลสรุปการตรวจสอบมา คงต้องไปถามประธาน คมช. เพราะส่วนที่มาคุยกันวันนี้ยังไม่ได้แจ้ง
ต่อข้อถามว่า ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตือนรัฐบาลในเรื่องของการแก้ไขปัญหา พร้อมกับเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รับมา แต่ขอเรียนด้วยความจริงใจในส่วนนี้ว่า ในเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการปรับกระบวนการยุติธรรมนั้น ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่จะดูในทุก ๆ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องทำทั้งระบบ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมซึ่งเราอาจจะไม่ทราบ แต่เป็นความยุติธรรมซึ่งอาจจะมีข้อติติง มีความบกพร่องเกิดขึ้นได้ แม้กระทั่งผู้ที่ถูกพิพากษาไปแล้ว ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่ ทั้งในการดูแล ทั้งในลักษณะที่ว่าบุคคลเหล่านั้นอาจจะเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องดูแลทั้งระบบให้ครอบคลุม ไม่ใช่เฉพาะตำรวจ ซึ่งตอนนี้รัฐบาลได้จัดความสำคัญเร่งด่วนไว้แล้ว โดยจะดูแลในเบื้องต้นคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีคณะกรรมการดูแลและจะส่งผลการพิจารณาของคณะกรรมการมาให้รับทราบในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ความวุ่นวายปั่นป่วนที่นายกรัฐมนตรีได้พูดในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่าจะยังมีอีกวาระหนึ่ง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เพียงแต่ให้ข้อคิดเห็นในฐานะที่ถือได้ว่ามีข้อมูลจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ว่าควรจะต้องมีความระมัดระวังไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งระยะนี้ไม่แน่ใจว่าจะยาวมากขนาดไหน แต่จะต้องมีการเฝ้าระวังเพื่อดูแลสถานที่ ดูแลตัวเอง ช่วยกันไประยะหนึ่ง โดยระยะนี้ในเบื้องต้นคิดว่าเป็นระยะประมาณ 1 – 2 เดือน ที่จะต้องติดตามประเมินผลกันอีกครั้ง
ต้อข้อถามว่า ระยะเวลา 1 -2 เดือนนี้เป็นไปได้หรือไม่ที่จะยกเลิกการทูลเกล้าฯ ยกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระบวนการในเรื่องของการยกเลิกกฎอัยการศึกได้ดำเนินการไปแล้ว เราคงไม่ได้ยกเลิก และไม่มีการทบทวนเพราะเป็นมติคณะรัฐมนตรีไปแล้ว ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ทำไมกระบวนการยกเลิกถึงได้ช้า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คงจะต้องไปติดตามเพราะว่าการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต้องผ่านกระบวนการหลายช่วง
ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการระยะสั้นในการดูแลสถานการณ์ในตอนนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สิ่งแรกที่อยากจะเรียนคือความร่วมมือของพวกเราทุกคน ถ้าทุกคนร่วมมือกันโดยฉพาะการเฝ้าระวัง การตรวจสอบ ทุกคนก็จะสามารถให้ข่าวที่ถูกต้องกับประชาชนได้ ไม่ใช่ให้ข่าวลือ ซึ่งตรงนี้จะเป็นประโยชน์ในการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ และสื่อ ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า ความวุ่นวาย 1 - 2 เดือนที่ประเมินไว้ การก่อเหตุจะเป็นในลักษณะไหน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เราคงไม่ได้มองอะไรที่มากขึ้น มองในลักษณะของที่สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว อย่างที่ท่านได้ประสบมาแล้ว เราก็เตรียมป้องกันในสิ่งเหล่านั้น
ต้อข้อถามว่า ระเบิดจะยังมีใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน คิดว่าทุกคนคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้น ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีการชี้จุดหรือไม่ว่าจะก่อเหตุจุดไหน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูล ที่พูดหมายถึงว่าได้นำสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมาเป็นเครื่องเตือนใจของพวกเราทุกคน ที่จะต้องระมัดระวังและร่วมมือกันที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอีก อะไรที่ช่วยกันได้ในส่วนของภาครัฐก็จะทำ ในภาคประชาชนจะได้ให้ความร่วมมือกับทางภาครัฐให้มากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพูดถึงมาตรการวันเด็กหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้ไม่ได้พูดถึงเพราะได้มีการตกลงกันแล้ว เป็นเรื่องที่ได้เตรียมการ และไม่อยากทำให้เยาวชนเกิดความตื่นตระหนกไปด้วย แต่เราจะดูแลในเรื่องของความปลอดภัยอย่างเข้มงวดมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า การให้ข่าวคนละทิศละทางทำให้ประชาชนสับสน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องระเบิด ได้มอบให้ทาง กอ.รมน.ไปแล้ว ทางตำรวจก็รับทราบอยู่แล้วว่าทาง กอ. รมน. จะเป็นผู้ชี้แจง คงจะต้องไปถามทาง กอ.รมน. ว่าจะมีความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของสถานศึกษาที่จับได้และเป็นเด็กจะดูแลอย่างไร เพราะโทรศัพท์มือถือมีมาก นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงศึกษาธิการจะต้องดำเนินการ
ต่อข้อถามว่า จะต้องใช้มาตรการต่าง ๆ ให้เข้มมากขึ้นหรือไม่เพราะรัฐบาลถูกมองว่าอ่อนปวกเปียกในการแก้ปัญหา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คงไม่มีอะไรที่ถือว่าเป็นเรื่องที่เราจะทำเกินกว่าเหตุ คงทำมาตรการอะไรที่ตามสมควรแก่เหตุ ถ้าทำเข้มงวดมากเกินไปก็มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนมากเช่นเดียวกัน อะไรที่เห็นว่าเหมาะ ควร ก็จะตัดสินใจทำ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้การรับประกันหรือไม่ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีก นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตรงนี้คงไม่มีรัฐบาลในประเทศไหนที่จะสามารถทำได้ แม้แต่สหรัฐอเมริกายังไม่สามารถจะทำได้ รัฐบาลไทยคงอยู่ในลักษณะเดียวกัน เวลานี้รัฐบาลมีข้อมูลที่จะได้เตรียมการป้องกันแต่ก็มีข้อบกพร่อง ซึ่งกำลังติดตามผลการดำเนินการอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อบกพร่องนี้ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กำลังดูอยู่ว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน อย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ถึงขั้นที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะต้องรับผิดชอบหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยังไม่สามารถที่จะระบุตรงนี้ได้ ขอให้ติดตามผลในเรื่องข้อบกพร่องอันนั้นอีกระยะหนึ่ง
ต่อข้อถามว่า แสดงว่าที่ผ่านมาใส่เกียร์ว่างเกินไปหรือเปล่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คงไม่สามารถที่จะไปกล่าวตรงนั้นได้ คงพูดได้เฉพาะกรณีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเท่านั้นเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเจ้าหน้าที่มีเทปลับและในภาพมีคนหัวเกรียนอยู่ เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นคนมีสี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มีการรายงาน คงไม่เข้าไปชี้แจงรายละเอียด อย่างที่เรียนแล้วว่ากรณีของระเบิดเป็นเรื่องของทาง กอ.รมน. ถ้าพูดถึงมาตรการในภาพรวมรัฐบาลจะต้องช่วยดูแล ถ้าเป็นรายละเอียดทางกอ.รมน. จะเป็นผู้ชี้แจง ขอให้ไปถามทาง กอ.รมน.
--------------------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส รัตนมณี / รายงาน
จินตนา จ้อยจุมพจน์ / ตรวจ
วิสูตร รามบุตร / ถ่ายภาพ
ดุสิต ปุจฉาการ / เทคนิค

