วันนี้ เวลา 15.00 น. ณ อาคารรัฐสภา พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังชี้แจงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติถึงกรณีเหตุการณ์ระเบิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ว่า เป็นเรื่องที่จะต้องเตรียมความพร้อมและตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก และการป้องกันจะต้องร่วมมือกันระหว่างภาครัฐเอกชนและประชาชน ส่วนการติดกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในพื้นที่ต่าง ๆ นั้น เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า จนถึงวันนี้มีการรายงานความคืบหน้าอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการรายงานเท่าที่ได้ชี้แจงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้รับทราบไปแล้ว ขณะนี้มีความคืบหน้าแค่นั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพาดพิงไปถึง พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการทำความเข้าใจกันหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงไปถึงผู้อื่น สิ่งที่เรายืนอยู่ในประเด็นขณะนี้คือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น มีพยานแวดล้อมและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในภาคใต้น้อยมาก และโอกาสที่จะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางภาคใต้น้อยมาก ซึ่งดูจากสิ่งที่เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งได้ชี้แจงในสภาฯ ไปแล้ว
ด้านพลเอก พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานถวายภัตตาหารเพลเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีที่พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้ว่ารัฐบาลและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ลอบวางระเบิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ว่า คงไม่มีความคิดเห็นอะไร และทุกคนเห็นว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง จึงไม่ได้คิดอะไร แต่ไม่ทราบว่าท่านได้รับข้อมูลจากไหนหรือเปล่า อย่างไรก็ตามไม่เชื่อว่าทุกคนที่เป็นคนไทยจะทำร้ายบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยเป็นทหารด้วยแล้ว ซึ่งไม่มีความเชื่ออย่างนั้นเลย ขอให้มั่นใจเลยว่าคนไทยด้วยกันไม่น่าจะทำสิ่งนี้
“สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดเสมอคือมีความตั้งใจที่แน่วแน่ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง คิดว่าต้องให้โอกาสในการทำงาน ซึ่งมีขั้นตอนของห้วงเวลาในการทำงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว ดังนั้นกระบวนการที่มาขัดขวางการทำงาน เพื่อให้เกิดระบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในอนาคตน่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และขอให้สื่อมวลชนได้ใช้ดุลยพินิจตรงนี้และประณามการกระทำของบุคคลเหล่านั้นด้วย ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นคนไทย ถ้าเป็นคนไทยแล้วหรืออาศัยร่าง อาศัยแผ่นดินเกิด แต่ไม่มีหัวใจเป็นคนไทย ผมคิดว่าก็เสียชาติเกิด” เลขาธิการนายกรัฐมนตรีกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พลเอก ชวลิตฯ ออกมาตอบโต้แกนนำ คมช. ทำให้มีการมองว่าขณะนี้ทหารทะเลาะกันเองหรือไม่ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราไม่ได้มีอะไรกับท่าน แต่ท่านจะมีอะไรหรือไม่ ไม่รู้ ต้องไปถามท่านเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้รัฐบาลและ คมช. กำลังถูกหลายปัญหารุมเร้ามาก จะมีการจัดตั้งคณะทำงานกลยุทธ์เพื่อรับมือตอบโต้ทางการเมืองหรือไม่ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีอะไร นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีบริหารงานในสิ่งที่ควรจะทำ และสิ่งที่ทำให้เกิดสิ่งที่ดีกับชาติบ้านเมือง ซึ่งเชื่อว่าทุกคนมีจิตวิญญาณและหัวใจที่จะทำงานให้กับชาติบ้านเมืองอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนได้รายงานความคืบหน้าของคดีลอบวางระเบิดมาให้ทราบหรือยัง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ง่าย คงจะต้องให้เวลากับเจ้าหน้าที่ในการทำงาน ทั้งขั้นตอนของการสืบสวน การสอบสวน อย่างเป็นระบบทั้งทางนิติวิทยาศาสตร์และด้านอื่นมาประกอบกัน เพราะคนที่จ้องจะทำกับผู้ที่ถูกกระทำ และการป่วนเมืองไม่ใช่ง่าย การเสนอข่าว การวิเคราะห์ หรือการดึงประเด็นโยงใยให้ออกนอกลู่นอกทางอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อการทำงานได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่ออกมายังไม่ชัดเจน สังคมจะมองว่าการแก้ปัญหาหรือการคลี่คลายทางการเมืองช้า จะชี้แจงอย่างไร เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์ แต่สื่อต้องเข้าใจและต้องรู้ว่าจะช่วยกันอย่างไร สื่อทำงานข่าวสารง่าย แต่ทำงานข่าวกรองยาก ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องมีการปะติดปะต่อต่าง ๆ มีหลายเรื่องและลึกซึ้งกว่าสิ่งที่เป็นข่าวฉาบฉวย จึงขอฝากสื่อมวลชนด้วยว่าหากจะเสนอข่าวอะไรขอให้เสนอในเชิงสร้างสรรค์ และให้โอกาสและกำลังใจแก่คนทำงาน และประณามผู้ที่ทำร้ายบ้านเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการปรับกำหนดการทำงานของนายกรัฐมนตรี และเพิ่มกำลังในการรักษาความปลอดภัยหรือไม่ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นธรรมดาอยู่แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา ความจริงเราก็มีการทำงานที่เข้มแข็งอยู่แล้ว แต่การจะไปดูทุกจุดหรือทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงขอฝากพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ขอให้มีความเข้าใจว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นั้นมีความตั้งใจจริงที่จะเข้ามาทำงาน และแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างเป็นระบบ อยากให้เกิดความผาสุก หากมีเบาะแสหรือข้อมูลอะไรขอให้ส่งมาให้เจ้าหน้าที่ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการปรับปรุงงานด้านการข่าวใหม่หรือไม่ เพราะในการประชุมคณะรัฐมนตรีมีการระบุว่าทราบข่าวมาล่วงหน้า แต่เจ้าหน้าที่ประนีประนอม เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงเป็นเรื่องของความเป็นไทย ๆ ที่มีการให้เกียรติคนอื่น และอาจไม่ได้มีการฝึกปรือหรือเรียนรู้อย่างเพียงพอในเรื่องการทำงานหรือสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จะต้องกระตุ้นให้มีความรู้สึกและมีการสังเกตให้มากขึ้นในทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งส่วนราชการและประชาชนทั่วไปด้วย
-----------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก วิไลวรรณ รายงาน/จินตนา ตรวจ

