คำแถลงนโยบาย
ของ
คณะรัฐมนตรี
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
แถลงต่อรัฐสภา
วันพุธที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๘
--------------------------------------------------------------------------------
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้กระผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๙ มีนาคมพุทธศักราช ๒๕๔๘ และแต่งตั้งคณะ รัฐมนตรี ตามประกาศ พระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘ นั้น
บัดนี้คณะรัฐมนตรีได้ กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว โดยยึดมั่น ในการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นระบอบการ ปกครองและสถาบัน ที่พึงปรารถนา และเหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิต ของชนชาวไทยอย่างแท้จริง และครอบคลุมถึงแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามบทบัญญัติในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คณะรัฐมนตรี จึงขอแถลงนโยบายดังกล่าวต่อที่ประชุม ร่วมกัน ของรัฐสภา เพื่อให้ทราบถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายของรัฐบาล ในการสร้างเสถียรภาพ และความมั่นคง ก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทุกคน
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
โดยที่รัฐบาลคณะนี้บริหารราชการแผ่นดินต่อ เนื่องจากรัฐบาลคณะที่แล้วและได้ประกาศนโยบายในระหว่างการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าสี่ปีที่ผ่านมาเป็น ช่วงเวลาแห่งการซ่อมความหายนะ จากวิกฤตของประเทศ แต่สี่ปีต่อจากนี้ ไปเป็นช่วงเวลาแห่ง การสร้างชาติให้แข็งแกร่งยั่งยืน ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้องขอรายงานให้เห็นภาพ ในอดีตเพื่อ ความต่อเนื่องเชื่อมโยงไปยังอนาคต กล่าวคือ เมื่อรัฐบาลเข้าบริหารราชการ แผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ประเทศไทยในขณะนั้น กำลังเผชิญภาวะ เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอันเนื่องจากระบบเศรษฐกิจ ไทยยังพึ่งพาต่างประเทศสูง โดยเฉพาะใน ไตรมาสแรกของปี ๒๕๔๔ เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียงร้อยละ ๑.๗ เท่านั้น มูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงร้อยละ ๑.๓ ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอย่างมากอยู่ที่ประมาณ ๔๓.๒ บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หนี้สาธารณะสูงถึงร้อยละ ๕๕.๙ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ประชาชาติหรือ GDP จำนวนคนว่างงานยังคงสูงถึง ๑.๒ ล้านคน และจำนวนคนจน มีมากถึง ๘.๙ ล้านคนจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเอาใจใส่และทุ่มเทเป็นพิเศษในการ บริหารให้ประเทศ รอดพ้นจาก วิกฤตเศรษฐกิจ
ในช่วงที่เป็นรัฐบาลในสมัยแรกได้ปรับแนวคิด ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยดำเนินน โยบายและยุทธศาสตร์คู่ขนาน กล่าวคือ ให้ความสำคัญแก่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า และสังคม ผู้ประกอบการ รายย่อยซึ่งเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ โดยการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ และขยายโอกาส ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่ภาคการผลิต และบริการให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยคำนึงถึงการสร้างเสถียรภาพในระบบเศรษฐกิจ และ มุ่งเน้นการบริหารการเงินการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลการดำเนินนโยบายของรัฐบาลตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้เศรษฐกิจ ขยายตัวสูงถึงร้อยละ ๖.๙และร้อยละ ๖.๑ ในปี ๒๕๔๖ และ ๒๕๔๗ ตามลำดับ ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้นที่ระดับ ประมาณ ๔๐ บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงถึงร้อยละ ๒๓ ในปี ๒๕๔๗อันเนื่องมาจา การเจรจา เปิดการค้า เสรีกับหลายประเทศ และการพัฒนาศักยภาพใหม่ ให้แก่ภาคบริการที่มีความได้เปรียบจากภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย การลงทุนของเอกชนเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๕.๓ ในปี ๒๕๔๗ หนี้สาธารณะลดลงเหลือประมาณร้อยละ ๔๗.๘ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ และทุนสำรอง ระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น มากเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ ๔๙,๘๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าสี่เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลได้สร้างโอกาส ให้ประชาชน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ก่อให้เกิดการกระจายเม็ดเงินลง ทุนตลอดจนการสร้างงานและสร้างรายได้ ในระดับรากหญ้า
ในขณะที่ทางด้านสังคม ประชาชนได้รับหลักประกันสุขภาพสูงถึงร้อยละ ๙๕.๔ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๗๘.๒ ในปี ๒๕๔๓ ทั้งนี้ เนื่องมาจากนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค และประชาชน มีงานทำเพิ่มขึ้น ๓.๖ ล้านคนในช่วง ๔ ปี จำนวนคนยากจนลดลงเหลือ ๖ ล้านคน อันเนื่องมาจากการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินและแหล่งความรู้เพื่อ สร้างงานและสร้างอาชีพ จำนวนปีการศึกษา เฉลี่ยของ ประชากรเพิ่มขึ้นจาก๗.๒ ในปี ๒๕๔๓ เป็น ๘.๑ ในปี ๒๕๔๗ เพราะการขยายโอกาสทางการศึกษาและผ่อนคลายกฎระเบียบ ของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา จำนวนคดียาเสพติดลดลงจาก ๔๒๐.๗ ในปี ๒๕๔๓ เหลือ ๑๑๖.๕ต่อประชากรแสนคนในปี ๒๕๔๗ เนื่องจากรัฐบาลได้เอาจริงเอาจังกับการ ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและผู้ค้ายาเสพติด
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
กระผมต้องขอขอบพระคุณประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ไว้วางใจให้ รัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ต่อเนื่องเป็นสมัยที่สองซึ่งได้แสดงให้เห็นถึง ความเชื่อมั่นในการดำเนิน นโยบายเศรษฐกิจและสังคม ของรัฐบาลว่าเดินทาง มาถูกทิศทางและการบริหารประเทศมีประสิทธิภาพโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ในระยะสี่ปีที่ผ่านมา การดำเนินนโยบาย ของรัฐบาลมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่คนส่วนใหญ ่ของประเทศซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีปัญหาที่จะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความยากจนควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างประชากรของประเทศโดยรัฐบาลจะดูแลคุณภาพคนไทย ตั้งแต่แรกเกิดจนสูงอายุ และขจัด ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล และทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากสังคมไทย
โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ยังคงมีสัดส่วนไม่สมดุลระหว่างภาค อุตสาหกรรมและภาคเกษตร โดยการผลิตในภาคอุตสาหกรรมยังเป็นการรับจ้างผลิตตามคำสั่ง หรือรูปแบบที่คิดค้นโดย เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศ ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ ทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระดับสูง ประเทศไทยจึงได้ผลตอบแทนเพียงแค่จากแรงงานและวัตถุดิบเป็นหลัก ซึ่งเป็นผลประโยชน์ส่วนน้อยของ ห่วงโซ่การผลิต เข้าลักษณะการ "ทำมากได้น้อย"
ภาคการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังประสบกับความผันผวนของราคาพืชผล ในตลาดโลกและประสบความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ธรรมชาติ ทั้งดินและน้ำ การขายวัตถุดิบส่งออกให้แก่ต่างประเทศ และประสบปัญหาการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี ในขณะที่ภาคบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวยังพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ในการเพิ่มมูลค่า ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ มิฉะนั้นการ ขยายตัวของเศรษฐกิจจะนำไปสู่วงจรการขาดดุลการค้าและการแข่งขันด้านราคา อันเป็นข้อจำกัดในการขยายตัวของประเทศอย่างยั่งยืน
นอกจากความท้าทายที่ เกิดขึ้นจาก สภาพแวดล้อมในประเทศเหล่านี้ รัฐบาลจะต้องเผชิญกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและ สังคมโลก อันได้แก่
(๑) การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ ซึ่งแนวโน้มการเปิดเสรีการค้าของประเทศต่าง ๆ จะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสในการขยายการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก ดังนั้นเราจึงต้องรู้เท่าทัน และเตรียมรับมือจากการขับเคลื่อนอย่างเสรี ของข่าวสารความรู้ เทคโนโลยี แรงงานและประชากร เงินทุน การค้า การลงทุนและบริการ เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
(๒) ความไม่สมดุลในเศรษฐกิจโลกและการเก็งกำไร ที่อาจส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าในตลาดโลก
(๓) การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีหลัก ทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุและนาโนเทคโนโลยี ที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
(๔) การเปลี่ยนแปลงด้านสังคม อันเนื่องมาจากโครงสร้างประชากรของโลกที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น การขยายตัวของสังคมเมืองรวมทั้งการรับรู้และแลกเปลี่ยนในวิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่มีต่อกระบวนการในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และอนาคตของประเทศ
(๕) ความผันผวนที่อาจมีผลกระทบ เช่น สถานการณ์การเมืองและความมั่นคงในโลก การระบาดของโรคอุบัติใหม่ๆ ยาเสพติดในรูป แบบที่หลากหลาย ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศที่นำไปสู่ภัยพิบัติ เป็นต้น เรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องวางมาตรการป้องกันและแก้ไขทั้งใน ระดับชาติและนานาชาติเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจและวิถี ชีวิตในสังคมไทยอนึ่ง รัฐบาลตระหนักดีว่าการบริหารประเทศที่เผชิญความท้าทายเหล่านี้ จำเป็นต้องอาศัยยุทธศาสตร์และการวางแผนที่ดี ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ การมีตัวบทกฎหมายตลอดจนกฎระเบียบ ต่าง ๆ ที่เพียงพอ เป็นธรรม และทันสมัย และความซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใสในการปฏิบัติราชการทุกระดับ ตลอดจนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพสี่ปีข้างหน้าต่อไปนี้จะเป็นสี่ปีแห่งการเปลี่ยน ผ่านประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนในทุกทาง รัฐบาลจะสร้างโอกาสเพื่ออนาคต วางรากฐานใหม่ให้แก่ประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองการปกครอง โดยเน้นการคืนความเข้มแข็งสู่ท้องถิ่นคืนความสมบูรณ์ของดินและน้ำสู่ ธรรมชาติ และคืนอำนาจการตัดสินปัญหาสู่ชุมชน โดยให้ความสำคัญแก่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้มีความสมดุลมากยิ่ง ขึ้น สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำไปสู่สังคมและเศรษฐกิจบนฐานความรู้ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เพื่อนำประเทศไปสู่โครงสร้างที่มีความสมดุล มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน โดยรัฐบาลจะดำเนินนโยบายเก้าประการ ดังต่อไปนี้
๑. นโยบายขจัดความยากจน
๒. นโยบายพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ
๓. นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้
๔. นโยบายบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๕. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
๖. นโยบายพัฒนากฎหมายและส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
๗. นโยบายส่งเสริมประชาธิปไตยและกระบวนการประชาสังคม
๘. นโยบายรักษาความมั่นคงของรัฐ
๙. นโยบายตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ภาคผนวก ก, ข
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
การกำหนดนโยบายบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีตามที่กล่าวมา ได้วางอยู่บน พื้นฐานข้อมูลความเป็นจริงของประเทศ และความต่อ เนื่องกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตลอดจนการวิเคราะห์ สภาพแวดล้อมใหม่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และสถานการณ์ของโลกที่ เปลี่ยนแปลงไป เมื่อการแถลงนโยบายนี้เสร็จสิ้นแล้ว รัฐบาลจะได้เร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ ประกอบด้วย แผนนิติบัญญัติ แผนการบริหารราชการแผ่นดิน และแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการต่าง ๆ ไว้เป็นคู่มือและแนวทางการทำงานต่อไป
รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐสภาอันเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมการ บริหารราชการแผ่นดินว่า จะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีความมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศให้มีความเจริญ ก้าวหน้า ทัดเทียมอารยประเทศ มีความเท่าเทียมกันในสังคมที่มีความสมดุลมากขึ้น และมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ทั้งนี้ โดยยึดประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง
ขอบคุณครับ