www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
ทำเนียบรัฐบาล

ความสำคัญ

ทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่ราชการสำคัญที่สุดในระดับชาติแห่งหนึ่ง เพราะเป็นที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี เป็นที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กับเป็นที่ตั้งสำนักงานของหน่วยงาน ระดับกรมอีกหลายหน่วย ได้แก่ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดจน เป็นที่ประชุมของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ของส่วนราชการที่กล่าวแล้ว นอกจากนี้ทำเนียบรัฐบาลยังเป็นสถานที่ ต้อนรับบุคคลสำคัญระดับผู้นำชาวต่างประเทศที่เข้ามาเยือนประเทศไทย และเข้าพบนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีอีกด้วย ในบางโอกาสรัฐบาลยังได้จัดงานเกี่ยวกับรัฐพิธีขึ้นที่นี่ เช่น งานสโมสรสันนิบาตเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ เป็นต้น และใช้บริเวณกับอาคารบางหลังจัดต้อนรับข้าราชการ ประชาชน จัดสัมมนา จัดนิทรรศการและจัดเป็นสถานที่มอบ รางวัลเกียรติยศที่ภาครัฐบาลและภาคเอกชนจัดขึ้น ความสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของทำเนียบรัฐบาล คือ ประวัติความเป็นมาและความงดงามทางรูปแบบสถาปัตยกรรมของ ตัวอาคารบางหลังที่มีมาก่อนเป็นทำเนียบรัฐบาล เป็นที่สนใจของคนไทยและชาวต่างประเทศแม้ในปัจจุบัน

 

ประวัติความเป็นมา

ก่อนเป็นทำเนียบรัฐบาล บริเวณพื้นที่ภายในรั้วกำแพงโดยรอบนี้ มีชื่อเดิมว่า "บ้านนรสิงห์" เจ้าของบ้านคือ "พลเอกพลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ" (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ทางราชการ ในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 กล่าวคือ ท่านเคยดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก องคมนตรี อุปนายกเสือป่า พลเอกกองทัพบก พลเรือเอกกองทัพเรือ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใกล้ชิดพระองค์อยู่ตลอดเวลา เช่น โปรดให้เป็นหัวหน้าห้องพระบรรทม นั่งร่วมโต๊ะเสวยทั้งมื้อกลางวัน และกลางคืนตลอดรัชกาลและตามเสด็จโดยลำพังกับพระองค์ เป็นต้น

 

พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยา
รามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว ทรงฉายหมู่กับคณะเสือป่า

 

 

บ้านนรสิงห์

ตั้งอยู่ที่ตำบลดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีบริเวณเนื้อที่ตามโฉนด 27 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา เจ้าของบ้านได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์มาจัดสร้าง อาคารและสิ่งต่าง ๆ ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว

 

 

ชื่อบ้านนรสิงห์

ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่า เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทาน หรือเจ้าของบ้านตั้งขึ้นเอง แต่ "นรสิงห์" นั้นเป็นชื่อของพนะนารายณ์ที่ทรงอวตารลงมาในโลกมนุษย์ในร่างของนรสิงห์ เพื่อปราบยักษ์ร้ายที่ชื่อ "หิรัณยกศิปุ" โดยมีเศียร เป็นสิงห์ แต่พระวรกายเป็นมนุษย์ เล็บที่ปลายนิ้วเป็นกรงเล็บสิงห์ ใช้เป็นอาวุธฯ (รายละเอียดโปรดดูในลิลิตนารายณ์สิบปาง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) แต่เดิม บ้านนรสิงห์ เคยมีรูปปั้นนรสิงห์เต็มตัว ตั้งอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ปัจจุบันรูปปั้นนรสิงห์อันเป็น สัญลักษณ์ของบ้านไม่มีอยู่แล้วไม่ทราบว่าได้เคลื่อนย้านไปอยู่ ณ ที่ใด

 

กลุ่ม "ตึก 24 มิถุนา"
ที่ทำการของสำนักนายกรัฐมนตรี
สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม
เป็นนายกรัฐมนตรี

 

ทำเนียบรัฐบาล

ก่อนเป็นทำเนียบรัฐบาล บริเวณพื้นที่ภายในรั้วกำแพงโดยรอบนี้ มีชื่อเดิมว่า "บ้านนรสิงห์" เจ้าของบ้านคือ "พลเอกพลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ" (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ทางราชการ ในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 กล่าวคือ ท่านเคยดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก องคมนตรี อุปนายกเสือป่า พลเอกกองทัพบก พลเรือเอกกองทัพเรือ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใกล้ชิดพระองค์อยู่ตลอดเวลา เช่น โปรดให้เป็นหัวหน้าห้องพระบรรทม นั่งร่วมโต๊ะเสวยทั้งมื้อกลางวัน และกลางคืนตลอดรัชกาลและตามเสด็จโดยลำพังกับพระองค์ เป็นต้น

 

ใน พ.ศ. 2484 ระหว่างสงครามมหาอาเซียบูรพา ญี่ปุ่นได้มีการเจรจาขอซื้อหรือไม่ก็ขอเช่าบ้านนรสิงห์ ด้วยเห็นว่ามีความ สวยงาม เพื่อทำเป็นสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แต่ความปรากฎในเวลาต่อมาว่า ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2484 พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ เจ้าของบ้านนรสิงห์ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือ นายปรีดี พนมยงค์ เสนอขายบ้านนรสิงห์ ให้แก่รัฐบาลในราคา 2 ล้านบาท เพราะเห็นว่าใหญ่โตเกินฐานะและเสียค่าบำรุงรักษาสูง กระทรวงการคลังปฏิเสธ แต่ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2484 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เห็นว่าควรซื้อบ้านนรสิงห์ทำเป็นสถานที่รับรองแขกเมือง ในที่สุดตกลงซื้อขาย กันได้ในราคา 1 ล้านบาท โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทติย์ทิพอาภา และพลเอก เจ้าพระยาพิเชเยนทรโยธิน (อุ่ม พิชเยนทรโยธิน) ได้ให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แล้วมอบ บ้านนรสิงห์ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล โดยให้รัฐบาลใช้เป็นสถานที่สำหรับรับรองแขกเมืองและใช้เป็นที่ตั้งทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา ดังนั้น "บ้านนรสิงห์" จึงเปลี่ยนเป็น "ทำเนียบสามัคคีชัย" และ "ทำเนียบรัฐบาล" โดยลำดับ สำนักนายกรัฐมนตรีจึงย้าย จากวังสวนกุหลาบมาอยู่ ณ ที่นี้ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการซื้อทำเนียบรัฐบาล และได้มีการทำสัญญาซื้อขายกับ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในราคา 17,780,802.36 บาท (สิบเจ็ดล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นแปดร้อยสองบาทสามสิบหก สตางค์) โดยคำนวณราคาจาก ต้นทุนรับซื้อบวกด้วยราคาซ่อมบำรุงคูณด้วย 15 แล้วลดราคาลง 20% ตามระเบียบของราชการใน สมัยนั้น และโอนกรรมสิทธิ์กัน ณ สำนักงานที่ดิน จังหวัดพระนคร เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2512 ได้นำเสนอเรื่องความสำคัญและความเป็นมาของทำเนียบรัฐบาลโดยลำดับแล้ว จะขอนำเข้าสู่บริเวณทำเนียบรัฐบาล

 

พื้นที่รอบนอกและรั้วกำแพง

ทำเนียบรัฐบาลมีรั้วกำแพงกั้นบริเวณเห็นได้ง่าย 3 ด้านคือ ด้านทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือ ด้านทิศใต้และด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นบริเวณส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอลเกล้าฯ (เดิม) นั้นมองไม่เห็นเพราะมีตึกที่ ทำงานของหน่วยงานในทำเนียบฯ หลังยาวต่อเนื่องกันกั้นเกือบตลอดทั้งด้าน

 

ตราเทวดาเชิญพระแสงขรรค์
เป็นตราประจำตัว พลเอก
พลเรือเอกเจ้าพระยารามราฆพ

 

รั้วกำแพงด้านทิศตะวันออก

เป็นกำแพงคอนกรีต มีประตูเหล็กแข็งแรงลวดลายกลมกลืนกับตัวอาคารสำหรับผ่านเข้า-ออก ได้ 3 ประตู โดย ประตูกลางมีแผ่นป้ายชื่อ "ทำเนียบรัฐบาล" ติดอยู่ที่กำแพงตอนบน รั้วกำแพงด้านนี้เป็นด้านหน้าของทำเนียบรัฐบาล มีถนนนครปฐมผ่านขนานไปกับคลองเปรมประชากร เป็นถนนคอนกรีต ใช้เป็นลานจอดรถของผู้มาติดต่อราชการในทำเนียบรัฐบาล สมัยก่อน คือ สมัยที่ยังเป็นบ้านนรสิงห์ มีศาลาหลังใหญ่สำหรับพักรอตั้งอยู่ด้านหน้าถนนนครปฐมที่ตัดผ่านหน้าประตูเป็น ถนนหินบด ปลูกต้นมะขามเรียงรายสองข้าง มีศาลาท่าน้ำอยู่ริมคลองเปรมประชากร เป็นห้องกระจกงดงามมาก อยู่ตรงกับหน้าตึก ไกรสรหรือตึกไทยคู่ฟ้าปัจจุบัน เสารั้วกำแพงทุกด้านมีตราเทวดาเชิญพระแสงขรรค์ติดอยู่ ตรานี้เป็นตราประจำตัว พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ เพราะสมัยที่ท่านเป็นมหาดเล็ก ได้เป็นผู้เชิญพระแสงขรรค์ชัยศรีในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว การใช้รูปเทวดาเชิญพระแสงขรรค์ ก็เพราะท่านเป็นผู้มีเชื้อสายราชสกุล หากเป็นบุคคลสามัญใช้รูปมานพ เมื่อบ้านนรสิงห์เป็นทำเนียบรัฐบาล ตราที่ติดอยู่กับเสารั้วกำแพงเปลี่ยนเป็นตราสำนักนายกรัฐมนตรี คือ รูปราชสีห์ และคชสีห์ รักษา รัฐธรรมนูญตามประตูที่ใช้ผ่านเข้า-ออก

 

รั้วกำแพงด้านทิศใต้ เคียงขนานไปกับคลองผดุงกรุงเกษม
เมื่อสมัยยังเป็น "ทำเนียบสามัคคีชัย

 

รั้วกำแพงด้านทิศใต้

เป็นคอนกรีตเช่นเดียวกัน มีถนนลูกหลวงซึ่งเป็นถนนหินบดเลียบกำแพงเคียงขนานไปกับคลอง ผดุงกรุงเกษม มีประตู 4 ประตู ปัจจุบันใช้ประตูเดียว คือ ประตู ที่สามใกล้ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีปัจจุบัน สมัยที่ยังเป็นบ้านนรสิงห์ รั้วกำแพงด้านนี้ บริเวณใกล้ ๆ กับมุมกำแพงที่เลี้ยวมาจากด้านทิศตะวันออกเล็กน้อยจนถึง ด้านใต้ มีประตูเล็กสำหรับเข้า-ออก ตรงกับด้านหลังของเรือนพลอยนพเก้า ซึ่งอยู่ภายในกำแพง และเมื่อผ่านประตูเล็กดังกล่าว ไปประมาณครึ่งกำแพง มีประตูใหญ่สำหรับเข้า-ออก บ้านนรสิงห์ด้านใต้ ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วจะพบ "ตึกสารทูล" ก่อนตึกอื่น ส่วนด้านนอก กำแพงตรงประตูมีศาลาท่าน้ำหลังงามตั้งอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษม มีลักษณะงดงามเหมือนศาลาท่าน้ำด้านทิศตะวันออก ปัจจุบัน ประตูเล็กและประตูใหญ่ที่กล่าวถึงปิดไม่ได้ใช้ คงมีแต่ประตูที่ปรับปรุงใหม่ใกล้ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีปัจจุบัน 1 ประตู ที่เปิดใช้อยู่ประจำ ถนนลูกหลวงที่เคยเป็นถนนหินบดก็เป็นถนนคอนกรีตตลอดไปจนถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์

 

รั้วกำแพงด้านทิศเหนือ ตรงข้ามสำนักงานคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

 

รั้วกำแพงด้านทิศเหนือ

คงเป็นกำแพงคอนกรีตเหมือนกำแพงสองด้านที่กล่าวมาแล้ว มีประตูใหญ่สำหรับผ่านเข้า-ออก 2 ประตู ประตูแรกตรงกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ประตูที่สองตรงกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) สมัยก่อน บ้านนรสิงห์ทางด้านนี้ บริเวณที่เป็นทางเท้าติดด้านนอกของกำแพงเป็นคลอง และริมคลองมีรางรถรางเคียง ขนานไป สุดกำแพงด้านที่ติดกับอาณาเขตของส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ มีประตูเล็กสำหรับผ่านเข้า-ออก ซึ่งปัจจุบันยังเห็นอยู่

 

รั้วกำแพงด้านทิศตะวันตก

อยู่ริมคูน้ำธรรมชาติที่กั้นเขตทำเนียบรัฐบาลกับส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอม เกล้าฯ เดิมคูน้ำนี้กว้างและลึกกว่าปัจจุบันมาก ใช้เป็นสระฝึกว่ายน้ำของนักเรียนโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ ด้วย ส่วนรั้ว กำแพงอยู่ทางฝั่งทำเนียบรัฐบาล บริเวณภายในทำเนียบรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาลนอกจากจะมีความสำคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางของการบริหารประเทศดังกล่าวมาในตอนต้นแล้ว ยังมี อาคารที่น่าสนใจน่าศึกษาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาลักษณะทางสถาปัตยกรรม และศิลปะแห่งการตกแต่งแบบเวนิเชี่ยนโกธิคใน ประเทศไทย สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงปัจจุบันก็ยังคงความสง่างามอยู่

 

สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

เมื่อผ่านประตูด้านทิศตะวันออกอันเป็นประตูด้านหน้าเข้ามาแล้ว จะเห็นสนามหญ้าเขียวขจีเป็นรูปวงกลมกว้างใหญ่ เต็มหน้าตึกไทยคู่ฟ้า มีถนนคอนกรีตโอบด้านใต้ ด้านเหนือ และทางขึ้น-ลงหน้าตึกไทยคู่ฟ้าซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันตกของสนาม สองข้างทางขึ้น-ลง มีไม้ดอกไม้ประดับปลูกอยู่โดยตลอด มีเสาไฟฟ้าที่เป็นทั้งเครื่องประดับตกแต่งสนามและให้ความสว่างใน เวลากลางคืนไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้ยังมีปืนใหญ่สมัยโบราณตั้งอยู่ตามขอบสนาม ด้านละหลายกระบอกอีกด้วย

 

 

ความสำคัญของสนามหญ้าแห่งนี้ ก็คือ ทำให้ตัวตึกไทยคู่ฟ้าที่ตั้งอยู่เบื้องหลังมีความงามสง่า โดดเด่นอยู่ท่ามกลาง อาคารหลังอื่น ๆ ที่อยู่ด้านข้างและด้านหลัง นอกจากนี้ เมื่อมีการจัดงานสำคัญ ๆ ของรัฐบาลในเวลากลางคืนซึ่งมีแขกู้มีเกียรติ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เช่น งานสโมสรสันนิบาต เนื่องในงานรัฐพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาฯ งานเฉลิมพระเกียรติฯ และงาน ต้อนรับบุคคลสำคัญระดับประมุขของต่างประเทศ สนามหญ้าแห่งนี้จะได้รับการตกแต่งประดับแสงไฟอันมีสีสันมากมายงาม ระยับไปทั่วบริเวณ

 

ตั้งของศาลพระภูมิซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ
ประตูทางออกด้านทิศตะวันออก

 

ศาลพระภูมิ

เดิมตั้งอยู่ตรงมุมที่กำแพงด้านทิศตะวันออกบรรจบกับกำแพงด้านเหนือ ต่อมาได้ย้ายไปตั้งอยู่ใกล้กับประตูออก ด้านทิศตะวันออก โดยจัดเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ แล้วกั้นบริเวณเป็นสัดส่วน และยกระดับให้สูงกว่าถนนคอนกรีตที่ตัดผ่าน เล็กน้อย ส่วนบริเวณที่ตั้งศาลพระภูมิเดิมจัดเป็นส่วนหนึ่งของกองตำรวจรักษาการณ์ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีตึกที่ทำการติด อยู่กับกำแพงด้านทิศเหนือด้านในตั้งแต่ริมประตูทางเข้า-ออกที่ตรงกับสำนักงาน ก.พ. ตรงที่ตั้งศาลพระภูมิปัจจุบันเดิมเป็นที่อยู่ของแขกยามที่รักษาเวรยามอยู่ในบ้านนรสิงห์ เรียกกันว่า "ซุ้มแขก" แต่เมื่อบ้านนรสิงห์เป็นทำเนียบรัฐบาลแล้ว จึงเคลื่อนย้ายศาลพระภูมิจากที่เดิมมายังสถานที่แห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีตึกที่สำคัญๆดังนี้คือ

 

ตึกสันติไมตรี

ตึกแสงอาทิตย์

ตึกบัญชาการ (หลังเก่า)

ตึกบัญชาการ (หลังใหม่)

ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

ตึกไทยคู่ฟ้า

ตึกนารีสโมสร

ตึกสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ตึก 6 ชั้น

ส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

 

•  บทสรุปเรื่อง "ทำเนียบรัฐบาล"

•  นับตั้งแต่ พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ เจ้าของบ้านนรสิงห์ได้เสนอขายบ้าน ซึ่งขณะนั้นยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ให้แก่ รัฐบาลเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2484 และจอมพล ป.พิบูลสงครามได้ตกลงซื้อไว้เมื่อเดือนกันยายน ปีเดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็น สถานที่รับรองแขกเมืองและเป็นที่ตั้งทำเนียบรัฐบาล นับได้ว่าบ้านนรสิงห์ได้กลายมาเป็นทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2484 ถึงแม้ว่าจะเพิ่งมีการโอนกรรมสิทธิ์เป็นของรัฐบาลโดยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2512 จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ตลอดระยะเวลา 56 ปีที่ผ่านมา บ้านนรสิงห์เดิม ได้มีการปรับปรุงและพัฒนามาตามลำดับ ด้วยสาเหตุและความจำเป็นต่าง ๆ กัน จนกระทั่งเป็นอยู่ในสภาพ ปัจจุบัน การปรับปรุงและการพัฒนาพอจะแบ่งตามยุคสมัยและสาเหตุความจำเป็นได้เป็น 5 ระยะ คือ

 

ระยะแรก

•  ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี (2481-2478/2491-2500) ได้ต่อเติมเสริมสร้างสิ่งที่ยังไม่ เรียบร้อยให้เสร็จสมบูรณ์ เช่น การติดตั้งประตู หน้าต่าง การเขียนภาพลวดลายเพดาน ฯลฯ โดยมีศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นกำลัง สำคัญ เป็นการเปลี่ยนความรู้สึกจากบ้านพักอาศัยมาเป็นสถานที่ทำการทำเนียบรัฐบาลด้วยวิธีการหลาย ๆ อย่างประกอบกัน เช่น เปลี่ยนชื่อ จากตึกไกรสรมาเป็นตึกไทยคู่ฟ้า และการเพิ่มเติมตราทำเนียบฯ เป็นต้น ต่อมาได้มีการก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมหลายหลัง เช่น ตึกสำนักเลขา ธิการคณะรัฐมนตรี ตึกสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตึกสันติไมตรีหลังนอก ฯลฯ

 

ระยะที่สอง

•  ในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี (2502-2506) เป็นระยะที่ทำเนียบรัฐบาลมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ความจำเป็นในเรื่องพื้นที่มีมาก ดังนั้น จึงมีการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ขึ้นอีก อาทิเช่น สร้างตึกสันติไมตรีหลังใน รื้อเรือนพลอยนพเก้า ซึ่งเป็นเรือนไม้เดิม แล้วสร้างตึกบัญชาการ (หลังเก่า) ขึ้นแทนที่ เป็นต้น

 

ระยะที่สาม

•  ในสมัย จอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี (2501/2506-2516) เป็นระยะที่มีสถานที่ทำงานเพียงพอแก่ จำนวนข้าราชการและขอบเขตของาน ดังนั้น แม้จะมีการสร้างอาคารเพิ่มเติม คือ ตึกบัญชาการ (หลังใหม่) แทนกลุ่มตึก 24 มิถุนาเดิม ก็เป็น เพียงการสร้างขึ้นเพื่อให้มีประโยชน์ใช้สอยเต็มที่ และเหมาะสมแก่สถานภาพของทำเนียบรัฐบาลในขณะนั้น กล่าวได้ว่าเป็นระยะของการปรับปรุง ตกแต่งให้อาคาร สถานที่ต่าง ๆ มีความเพียบพร้อมและทันสมัยตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวัตถุประสงค์ของการใช้งาน เช่น การปรับปรุงห้องประชุมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ระดับชาติ ตลอดจนห้องรับรองแขกเมือง เป็นต้น

 

ระยะที่สี่

•  ในสมัยพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี (2523-2531) ทำเนียบรัฐบาลเริ่มประสบปัญหาความแออัดของ สถานที่ที่จะใช้เป็นที่ทำงานเพราะทำเนียบรัฐบาลได้ขยายตัวมากขึ้น กองทัพบกจึงได้มอบพื้นที่ส่วนการศึกษาของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอม เกล้าฯ ซึ่งมีที่ตั้งชิดติดกันกับรั้วกำแพงด้านทิศตะวันตกของทำเนียบรัฐบาลให้แก่รัฐบาล โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ระยะนี้จึงเป็นระยะของการดำเนินพัฒนาและปรับปรุงให้ ร.ร.นายร้อย จปร. เดิม และทำเนียบรัฐบาลรวมเป็นพื้นที่ผืนเดียวกั

 

ระยะที่ห้า

•  ในสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี (2538-2539) หน่วยงานต่าง ๆ ในบริเวณทำเนียบรัฐบาลมีข้าราชการ การเมืองเพิ่มมากขึ้น สถานที่ทำงานไม่เพียงพอ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้ตั้งงบประมาณก่อสร้างอาคารที่ทำการขึ้นใหม่อีก 1 หลัง ในบริเวณพื้นที่ ร.ร.นายร้อย จปร. เดิม