นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ 9 กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมได้ติดตามปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปในปัจจุบันพบว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบกับประเทศไทย และยังไม่มีสัญญาณที่ไทยจะต้องปรับเป้าหมายตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการส่งออก โดยยังยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะยังคงโตที่ระดับ 5.5-6.5% ขณะที่การส่งออกยังคงเป้าหมายเดิมที่ 15% เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปัจจุบันยังสามารถรับมือวิกฤติต่างๆได้
“ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจซับไพรม์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา และยุโรปในช่วงที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มนี้ก็ลงลงกว่า 4% ส่วนของไทยก็ปรับลดลงประมาณ 2% ซึ่งสถานการณ์ที่เลวร้ายขนาดนั้น เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย และเมื่อเศรษฐกิจเขาฟื้นตัวมาอยู่ที่ 3%ไทยก็ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 7% แสดงว่าการดีดตัวขึ้นมาตอนนั้นไทยก็เตรียมตัวได้ดี ดังนั้นตอนนี้ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้จีดีพีลดลงเหมือนวิกฤตครั้งก่อน และเชื่อว่า หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายแบบครั้งนั้นอีก เศรษฐกิจไทยก็คงโตแบบเป็นบวกต่อไปได้” นายกิตติรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ในกรณีที่อาจต้องจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้น เพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าถึงผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น เห็นว่า ล่าสุดทุกหน่วยงานมีความพร้อมจะจัดตังกองทุนทันที แต่ต้องตรวจติดตามสถานการณ์ก่อนว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังสั่งให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์ส่งออกของสินค้า 4 รายการที่ส่งไปยุโรปเป็นอันดับต้นๆ ทั้งผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี สิ่งทอ และยางพารา ว่าได้รับผลกระทบอย่างไร ก่อนหามาตรการเข้ามารองรับต่อไป
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้กระทรวงการคลังติดตามความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น โดยให้สำรวจเงินคงคลังที่มีอยู่ว่าเพียงพอหรือไม่ในการเตรียมพร้อมใช้ลงทุนในโครงการต่างๆ ที่จะดำเนินงานต้องไม่เกิดการสะดุด และยังให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ ตรวจสอบว่ามีลูกค้ารายใดบ้างที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกรณีที่ลูกค้าการชำระหนี้ไม่ทันตามกำหนด เนื่องมาจากผู้ซื้อที่อยู่ในยุโรปชำระเงินค่าสินค้าล่าช้า โดยให้หาแนวทางที่เหมาะสมดูแลลูกค้าต่อไป
ที่มา : สำนักข่าวไทย
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล

