ล่าสุดอินเดียและพม่าได้ลงทุนความตกลง 12 ฉบับ มีสาระครอบคลุมถึงความร่วมมือและแบ่งงานกันพัฒนาปรับปรุงถนนหลักหลายสายในพม่าและยกระดับให้เป็นทางหลวงเชื่อม 3 ประเทศเข้าด้วยกัน อันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “มองตะวันออก” ของอินเดีย ที่ต้องการจะเข้าไปมีบทบาททั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว กับกลุ่มประเทศสมาชิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“อินเดียต้องการความร่วมมือจากพม่าอย่างสูง เพราะอยู่ใกล้ชิดติดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการนำอินเดียไปสู่ดินแดนหลากหลายวัฒนธรรม-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากพม่าเปิดประเทศมากขึ้นและให้ความร่วมมือกับอินเดียอย่างจริงจังในการพัฒนาปรับปรุงทางหลวงฯ และเป็นทางผ่านในการเชื่อมต่ออินเดียกับไทยผ่านทางแม่สอด จ.ตาก และไปยังกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ก็จะทำให้อินเดียเข้ามามีบทบาทได้สะดวกยิ่งขึ้น” นายภูมิกล่าว
ทั้งนี้ อินเดียหวังไว้ว่าทางหลวงดังกล่าว ซึ่งเรียกกันในนาม “ทางหลวงไตรภาคี” จะแล้วเสร็จในปี 2559 ซึ่งไทยก็จะได้รับประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคฯ และเป็นเป้าหมายหลักของอินเดียที่ต้องการเข้ามาค้าขายและลงทุนกับไทย รวมทั้งใช้เป็นฐานขยายการค้าและการลงทุนไปยังเพื่อนบ้านอาเซียนอื่นๆ ในขณะเดียวกัน ไทยก็ต้องการใช้ทางหลวงฯ ดังกล่าวขนส่งสินค้าผ่านพม่าไปขายอินเดียเช่นกัน นับเป็นการส่งเสริมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางการค้าเพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย
อย่างไรก็ตาม แนวทางการขยายตลาดสินค้าเกษตรของไทยว่า จากการมีระบบโลจิสติกส์ที่สนับสนุนการค้าระหว่างไทยกับภูมิภาคเอเชียใต้ รวมถึงกรณีที่ประชากรในอินเดียมีอัตราเพิ่มขึ้นจำนวนมากนั้น เชื่อว่า การค้าไทยยังขยายตัวได้อีกมากในภูมิภาคนี้ รวมถึงรัฐบาลอินเดียมีความพยายามที่จะออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในการเกษตรและการผลิตอาหารแบบยั่งยืน การลงทุนในด้านข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อลดความเสียหายของสินค้าเกษตรกรรม และการสร้างความร่วมมือกับเอกชนในการสร้างระบบตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้ายังเป็นสิ่งที่อินเดียต้องการความช่วยเหลือจากประเทศที่มีประสบการณ์การผลิต-การตลาดสินค้าเกษตรอย่างมาก
สำหรับการค้าระหว่างไทยกับกลุ่มบิมสเทค หรือกลุ่มความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลว่าด้วยความร่วมมือหลากหลายสาขาทางเทคนิคและเศรษฐกิจ ประกอบด้วย อินเดีย บังกลาเทศ ภูฏาน เนปาล พม่า และศรีลังกา ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2552-2554) มีการค้ารขยายตัวที่เพิ่มขึ้นจาก 10,408 เป็น 13,011 และ 16,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ โดยในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) ของปี 2555 มีการค้ารวมมูลค่า 5,301 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออก 3,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.07% ขณะที่การนำเข้า 2,021 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.02% โดยสินค้าส่งออกสำคัญ คือ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป ยางพารา เป็นต้น สินค้านำเข้า ก๊าซธรรมชาติ เครื่องเพชร พลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ด้ายและเส้นใย เป็นต้น
ส่วนค้าระหว่างประเทศไทย-อินเดียใน 4 เดือนแรก มีมูลค่ารวม 2,797.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออกจากไทย 1,779 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 2.12% และไทยนำเข้าจากอินเดีย 1,018 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 3.37% ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าจำนวน 760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากมูลค่าการค่าดังกล่าว อินเดียเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 10 และจะดีขึ้นในอนาคตต่อไป.
ที่มา : สำนักข่าวไทย
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล

