“ยุติธรรม” เปิดเวทีวิพากษ์ร่างแนวทางสกัดกั้นนักท่องเที่ยวแฝงตัวซื้อบริการเด็ก
วันศุกร์ที่ 02 เมษายน 2010
กระทรวงยุติธรรม จัดสัมมนาเรื่อง “การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดชาวต่างชาติในความผิดที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเยาวชนในประเทศไทย" เปิดเวทีวิพากษ์ร่างขั้นตอนและแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่ล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเยาวชนในประเทศไทย(Draft Protocal) รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับมาตรการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศด้าน รมว.ยุติธรรม ชี้ต้องแก้กฎหมายเพิ่มโทษชาวต่างชาติที่กระทำความผิดให้สูงขึ้น สกัดกั้นการกลับมากระทำความผิดซ้ำในไทย
ในวันพุธที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙.๓๐ น. คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และH.E. Mr. Lennart Linnér เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาในการสัมมนา เรื่อง “การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดชาวต่างชาติในความผิดที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเยาวชนในประเทศไทย" ณ ห้อง Grand Hall ๒ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ
รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมา พบปัญหาชาวต่างชาติเดินทางเข้ามากระทำความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในประเทศไทย ๒ กรณี คือ การข่มขืนกระทำชำเรา และซื้อบริการทางเพศ ถือว่ามีความผิดตามที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อถูกจับกุมและได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว หรือประกันตัว กลับมีพฤติการณ์หลบหนีออกนอกประเทศ แต่ในบางรายกลับเข้ามาในประเทศไทย เพื่อกระทำผิดซ้ำอีก โดยการเปลี่ยนชื่อ นามสกุลในหนังสือเดินทาง ทำให้สามารถเข้ามากระทำความผิดในประเทศไทยได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย รวมถึงความเชื่อมั่นเกี่ยวกับมาตรการของประเทศไทยในการปกป้องคุ้มครองเด็กและการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดชาวต่างชาติ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีการหามาตรการสกัดกั้นผู้กระทำความผิดชาวต่างชาติเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ชาวต่างชาติเห็นว่าประเทศไทยเป็นสวรรค์ของการกระทำความผิดทางเพศ ซึ่งขณะนี้ ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว อย่างเช่นล่าสุดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษสามารถจับกุมชาวอังกฤษที่มีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กชาวเขาที่จังหวัดเชียงใหม่ และจากการตรวจค้นพบยาเสพติดพร้อมอุปกรณ์ลามก จึงเห็นได้ว่า การกระทำความผิดเช่นนี้มีอยู่จำนวนมาก และต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ อาจมีการแก้กฎหมายเพื่อกำหนดบทลงโทษชาวต่างชาติที่กระทำความผิด ในลักษณะดังกล่าวให้มีโทษเพิ่มสูงขึ้น
ด้านปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมต้องดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วน นอกจากการจัดทำคู่มือในการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่ (Draft Protocol) แล้ว ยังต้องมีการรณรงค์เพื่อป้องกันและปรับทัศนคติของสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาและผลกระทบจากการกระทำผิดดังกล่าว การบูรณาการเพื่อประสานข้อมูลกันระหว่างผู้เกี่ยวข้อง อาทิ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อสกัดกั้นนักท่องเที่ยวที่เคยกระทำความผิดหลบหนีเข้าประเทศ หรือการเชื่อมโยงข้อมูลกับพนักงานอัยการ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง ไม่ควรได้รับการประกันตัวหรือรอลงอาญา รวมทั้งมีการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อยกระดับการให้ความคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อ
นอกจากนี้ ได้เปิดเวทีให้ผู้ทรงคุณวุฒิชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมวิพากษ์ ร่างขั้นตอนและแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่ล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเยาวชนในประเทศไทย (Draft Protocal) ประกอบด้วย Mr. Sven Philip Sörensen ที่ปรึกษาสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งสวีเดน ผู้แทนจากองค์กร Foreign Anti-Narcotics and Crime Committee (FANC) นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านอำนวยความยุติธรรม นายวันชัย รุจนวงศ์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา พลตำรวจโท ชัชวาล สุขสมจิตร์ ผู้บัญชาการการศึกษา โดยมี นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการวิพากษ์ ซึ่งผู้เข้าร่วมการวิพากษ์ต่างชื่นชมที่กระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการจริงจังกับปัญหาดังกล่าว โดยเห็นว่าการจัดทำคู่มือในการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่ (Draft Protocol) เพื่อการเผยแพร่สู่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ดำเนินการในทิศทางที่เหมาะสมแล้ว แต่อาจต้องมีการปรับปรุงในส่วนของรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น แนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินการกรณีผู้กระทำผิดที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเมื่อได้รับการประกันตัว เป็นต้น
นายกฯ “อภิสิทธิ์” มอบเงินช่วยเหลือ “ชาวนา”
วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2010
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๒.๐๐ น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบเงินกองทุนยุติธรรม เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเสียหายแก่ชาวนาในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก กรณีขายข้าวและยังไม่ได้รับชำระเงิน ณ ห้องรับรอง ๑ อาคาร ๑ ชั้น ๒ รัฐสภา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
สืบเนื่องจากเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอให้กระทรวงยุติธรรมดูแลข้อร้องเรียนของชาวนาจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับความเดือนร้อนจากการจำหน่ายข้าวเปลือกให้แก่ท่าข้าว “พรเทวดา” จังหวัดพิษณุโลก แล้วยังไม่ได้รับเงินจำนวน ๗๘ ราย เป็นเงิน ๒,๒๔๒,๕๒๗ บาท จึงเป็นสาเหตุให้ได้รับความเดือนร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม
ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจึงมีบัญชาให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ดำเนินการสืบสวนและเข้าไปเยี่ยวยาผู้เสียหายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกรณีนี้ โดยผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า ชาวนาจำนวน ๗๘ ครอบครัว นำผลผลิตจากการปลูกข้าวไปจำหน่ายให้แก่ ท่าข้าว “พรเทวดา” จังหวัดพิษณุโลก แต่กลับไม่ได้รับเงินค่าข้าว ทำให้เกษตรกรเหล่านั้นต้องได้รับความเดือนร้อนและเป็นหนี้ค่าปุ๋ยกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต่อมากลุ่มเกษตรกรได้ยืมเงินจากวัดนาขุม ตำบลท่าช้าง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นค้าจ้างทนายความในการฟ้องร้องคดีกับกลุ่มนายทุน แต่ผลปรากฏว่าแพ้คดี จึงเป็นเหตุให้กลุ่มชาวนาและชุมชนได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น ซึ่งเหตุเกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นระยะเวลา ๑๑ ปี
ภายหลังการตรวจสอบข้อเท็จจริงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้มอบนโยบายให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พิจารณาสนับสนุนเงินกองทุนยุติธรรมเพื่อเยียวยาให้แก่กลุ่มชาวนา แต่เนื่องจากข้อบังคับของกองทุนฯ บางข้อที่ไม่สามารถอนุมัติความช่วยเหลือดังกล่าวได้ ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจึงนำข้อเท็จจริงเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อขอแก้ไขข้อบังคับดังกล่าวให้สามารถช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือเยียวยากลุ่มชาวนาจังหวัดพิษณุโลกได้ และได้รับการอนุมัติความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การมอบเงินช่วยเหลือในวันนี้ได้รับความกรุณาจาก ฯพณฯนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการมอบเงินช่วยเหลือ จำนวน ๒,๒๔๒,๕๒๗ บาท แก่ชาวนาจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งได้รับความเดือนร้อนมาเป็นเวลากว่า ๑๑ ปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงอนุมัติให้แก้ไขกฎระเบียบกองทุนยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับความไม่เป็นธรรมได้กว้างขึ้นนอกเหนือจากผู้เสียหายในกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นสาเหตุให้สามารถช่วยเหลือพี่น้องชาวนาจังหวัดพิษณุโลกได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการประกอบอาชีพ เพราะพื้นฐานของประเทศไทย คือ ภาคการเกษตรที่ต้องมั่นคง และรู้สึกขอบคุณแทนพี่น้องประชาชนที่กระทรวงยุติธรรมโดยการนำของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้ความช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ เนื่องจากบทบาท ภารกิจของกระทรวงยุติธรรม ในปัจจุบันไม่ใช่งานเกี่ยวกับศาลอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นงานที่ต้องให้บริการประชาชนให้ได้รับความเสมอภาคและเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม จึงขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวนาที่ได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วย
“รมว.ยธ.” นำทีมยุติธรรมปราบ ขรก.ฮุบเรือหลวง พร้อมซับน้ำตาชาวมอแกลนถูกยึดที่ดินไร้ที่ฝังศพ
วันพุธที่ 10 มีนาคม 2010
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นำทีมยุติธรรม ปราบข้าราชการทุจริต อ้างเหตุสึนามิ เรือตรวจการณ์สูญหาย แต่กลับลากไปใช้ส่วนตัว สาวพบกลโกงหลายรายการ สั่งให้หาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีเร่งด่วน ล่าสุดชาวมอแกลนร้องขอความเป็นธรรม สุสานฝังศพบรรพบุรุษถูกนายทุนประกาศสิทธิในที่ดิน
เมื่อวันศุกร์ที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐.๓๐ น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาครัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนกรณีข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติกับพวก ทุจริตจัดซื้อเรือและทุ่นตรวจการณ์ และนำทรัพย์ของทางราชการไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว โดยมีพันเอกเฟื่องวิทชุ์ อนิรุทธเทวา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารของกระทรวงยุติธรรม และข้าราชการในพื้นที่ร่วมกันแถลงข่าว ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน (ทับละมุ) ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมีผู้ร้องเรียนว่าเรือตรวจการณ์ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ใช้งานอยู่ที่หมู่เกาะสิมิลันจำนวน ๔ ลำ คือใช้งานที่หมู่เกาะพยาม จังหวัดระนอง อุทยานแห่งชาติขนอม หมู่เกาะทะเลใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช และอุทยานแห่งชาติเขาหลักลำลู่ จังหวัดพังงา และอุทยานแห่งชาติเขาลำปี หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา โดยนายวิทยา หงส์เวียงจันทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติสิมิลัน ได้ทำเรื่องขอนำเรือจากอุทยานแห่งชาติเขาลำปี และอุทยานแห่งชาติเขาหลัก ไปใช้ปฏิบัติงานที่อุทยานสิมิลัน ต่อมาหลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิ เมื่อวันที่ ๒๖ธันวาคม ๒๕๔๗
นายวิทยาฯ ได้รายงานว่าเรือตรวจการณ์ได้รับความเสียหายและได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ให้ไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรท้ายเหมือง และสถานีตำรวจภูธรคุระบุรี จังหวัดพังงา ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบสภาพได้ร่วมกับนายวิทยาฯ แล้วเห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ต้องมีผู้รับผิดชอบเนื่องจากเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ แต่ภายหลังมีผู้ร้องเรียนมายังนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และได้นำเรื่องเสนอให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนโดยได้สอบปากคำพยานเพิ่มเติมหลายปากและตรวจสอบเอกสารหลายฉบับจนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจน จึงได้ร่วมกับพนักงานอัยการยึดเรือหมายเลข ๑ จำนวน ๑ ลำ ที่อ้างว่าสูญหายไปจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เป็นของกลาง เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๓ ต่อมาในวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ร่วมกันยึดโครงหลังคาเรือจำนวน ๑ ชิ้น ของเรือ หมายเลข ๒ ที่อ้างว่าสูญหายไปที่เกาะตาชัย ภายในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เป็นของกลาง และในวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๓ พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรกะเปอร์ และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันนำหมายค้นของศาลจังหวัดระนอง เข้าตรวจค้นบริษัทรับซ่อมแซมเรือ ที่อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง ซึ่งจากการตรวจค้นปรากฏว่าพบชิ้นส่วนท้ายเรือ จำนวน ๑ ชิ้น ของเรือหมายเลข ๒ ที่อ้างว่าสูญหายไปได้ที่บริเวณสนามหญ้าหน้าโรงงาน จึงยึดเป็นของกลาง เมื่อตรวจสอบชิ้นส่วนเรือทั้งสองชิ้นกับเรือที่ยึดไว้แล้ว ปรากฏว่ามีตำหนิรูปพรรณตรงกัน ดังนั้นจึงถือว่าเป็นการแจ้งความเท็จ เพราะมีการนำเรือไปแปลงสภาพเพื่อนำไปใช้งานส่วนตัว จากนี้กระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีต่อไป
ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมได้ลงพื้นที่ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เพื่อรับฟังปัญหาของชาวมอแกลน ซึ่งได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม กรณีถูกนายทุนอ้างเอกสารสิทธิปิดล้อมที่ดินฝังศพบรรพบุรุษของชาวมอแกลน บริเวณเกาะเปลว ท่าปากแหว่ง และกรณีการก่อสร้างศูนย์ราชการกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ ทับที่สุสานฝังศพชาวมอแกลน บริเวณที่สาธารณะท่าฉัตรไชย (หาดทรายแก้ว) รวมถึงปัญหาการออกเอกสารสิทธิที่ดินทับที่จอดเรือสาธารณะบริเวณขุมเหมือง (ขุมเขียว) ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง สรุปถึงเอกสารสิทธิที่ดินที่ออกโดยมิชอบ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ และให้รัฐบาลเพิกถอนสิทธิดังกล่าว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ซึ่งจาก ๓ กรณีดังกล่าว ทำให้ชาวมอแกลนได้รับความเดือดร้อนจึงต้องมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้นำทีมผู้บริหารกระทวงยุติธรรม และคณะสื่อมวลชนขึ้นเรือเพื่อไปตรวจสอบพื้นที่ฝังศพของบรรพบุรุษของชาวมอแกลนที่ถูกนายทุนเข้าบุกรุกและออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวอีกด้วย
รมว. ยธ. ร่วมลงนามสนธิสัญญาโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาฯ ในคดีอาญา ไทย - เวียดนาม
วันพฤหัสบดีที่ 04 มีนาคม 2010
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้การต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะเวียดนาม พร้อมร่วมลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาฯ ในคดีอาญาระหว่างไทย - เวียดนาม
เมื่อวันพุธที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๑๗.๔๕ น. พลเอก เล ห่ง แอ็ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและภริยา พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่จำนวน ๑๒ คน เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนาม ระหว่างวันที่ ๑ - ๔ มีนาคม ๒๕๕๓ โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้การต้อนรับ ณ ห้องสีเหลือง ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร
โดยในการเดินทางมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเวียดนาม ทั้งนี้ ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา ไทย - เวียดนาม ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีให้ทั้งสองประเทศได้สานความสัมพันธ์และร่วมมือกันในด้านความมั่งคงของประเทศให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ยุติธรรมเปิดเวทีปัญญาชนร่วมสร้างสังคมธรรมาธิปไตย
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2010
กระทรวงยุติธรรมจัดโครงการสร้างความสมานฉันท์ด้วยอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม ครั้งที่ ๑๑ เปิดเวทีปัญญาชนพัฒนาผู้นำสร้างสังคมธรรมาธิปไตย
วันนี้ (วันเสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) เวลา ๑๐.๐๐ น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัรัฐวิภาคมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมเป็นวิทยากรอภิปราย เรื่อง “จากอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม สู่การเรียนรู้ชุมชนด้านการพัฒนาสังคมและสวัสดิการเพื่อสร้างสังคมธรรมาธิปไตย” ในงานการประชุมวิชาการว่าด้วยนวัตกรรมผู้นำระดับชาติครั้งที่ ๒ “การพัฒนาผู้นำเพื่อสร้างสังคมธรรมาธิปไตย” ณ อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ ห้อง ๓๐๑ มหาวิทยาลัยรังสิต ปทุมธานี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า สังคมธรรมาธิปไตยเป็นการยึดถือ เหตุผล ความจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรมในการบริหารจัดการต่างๆ คือ จะทำอะไรก็ยึดถือธรรมเป็นหลัก ละเว้นการยึดถือตนและกระแสเสียงคนส่วนใหญ่ไม่เป็นธรรม การเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยร่วมเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม จึงเป็นการเริ่มต้นของการร่วมสร้างสังคมธรรมาธิปไตยเพราะประชาชนที่เป็นอาสาสมัครจะช่วยกัน การตรวจสอบว่า มีบุคคล กลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติในการที่กระทำผิดกฎหมาย การล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ การทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่บั่นทอน ความสงบเรียบร้อยของสังคมไทยอย่างร้ายแรง รวมทั้งการปกป้องดูแลสถาบันพระมหากษัตริย์ตามนโยบายรัฐบาล
ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมได้เปิดรับสมัครประชาชนที่สนใจเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม พร้อมทั้งอบรมให้ความรู้แก่เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรมทั้งในเขตกรุงเทพและในส่วนภูมิภาค โดยปัจจุบันมีประชาชนที่ร่วมเป็นสมาชิกอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม กว่า ๑๓,๐๐๐ คน แล้ว ทั้งนี้ โครงการ “สร้างความสมานฉันท์ด้วยอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม”มีเป้าหมายการดำเนินการเพื่อขยายเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ ๕๐ เขต และส่วนภูมิภาคอีก ๒๐ จังหวัด ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดโครงการฯ ไปแล้ว คือ จังหวัดพิษณุโลก ลำพูน แพร่ อุบลราชธานี ขอนแก่น นครราชสีมา และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้จัดโครงการสร้างความสมานฉันท์ด้วยเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม ครั้งที่ ๑๐ ณ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี โดยในปีนี้กระทรวงยุติธรรมจะเน้นการพัฒนาอาสาสมัครที่มีอยู่ให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นสามารถทำงานเชื่อมต่อกับกระทรวงยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพรองรับการทำงานของหน่วยงานสำนักงานบังคับคดีอาญาและบังคังคับใช้กฎหมายที่จะจัดตั้งขึ้น โดยได้จัดอบรมอย่างเข้มข้น และจัดกิจกรรมเพื่อให้อาสาสมัครได้มีโอกาสพบปะกัน รวมทั้งมีการจัดตั้ง สน.ยุติธรรม
สำหรับประชาชนที่สนใจสมัครเป็น “อาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม” สามารถขอรับใบสมัครและสมัครด้วยตนเองที่บริเวณจัดงานแห่งนี้ นอกจากนี้ สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.moj.go.th แล้วส่งใบสมัครทางไปรษณีย์หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม อาคารกระทรวงยุติธรรม ชั้น ๒๒ ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลคลองเกลือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ๑๑๑๒๐ โทร. ๐ ๒๕๐๒ ๖๕๐๐
สร้างความสมานฉันท์ด้วยเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม ครั้งที่ ๑๐
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2010
ยธ. จับมือภาคเอกชนร่วมป้องกันปัญหาการทุจริตธุรกรรมทางการเงิน
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2010
กระทรวงยุติธรรม พร้อมชมรมตรวจสอบและป้องกันการทุจริต สมาคมธนาคารไทย ร่วมจัดสัมมนาวิชาการเพื่อป้องกันการทุจริต สร้างมาตรฐานธุรกรรมทางสถาบันการเงิน
เมื่อวันพุธที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙.๓๐ น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาครัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาในหัวข้อ “เทคโนโลยีและมาตรฐานการตรวจสอบและป้องกันการทุจริต” ของชมรมตรวจสอบและป้องกันการทุจริต ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย และมีนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้รับเชิญกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทบาทกระทรวงยุติธรรมกับมาตรการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตและคอรัปชั่นที่ยั่งยืน” โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ นักวิชาการและบุคคลทั่วไป เข้าร่วมการสัมมนา ณ สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ท่านทั้งหลายที่อยู่ในภาคธุรกิจได้มาร่วมงานและได้นำประสบการณ์และแนวทางที่ถูกต้องเพื่อนำไปดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น หัวข้อที่สัมมนากันวันนี้ คือ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการป้องกันปราบปรามการทุจริต รวมไปถึงเรื่องของมาตรฐานหรือมาตรการที่จะร่วมวางแนวทางในการป้องกันปราบปรามการทุจริต แต่อยากให้คิดว่าไม่มีเทคโนโลยีไหนจะฉลาดไปกว่าสมองคน เพราะฉะนั้นในการที่จะนำเทคโนโลยีมาช่วยในการปราบปรามทุจริตนั้นเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง ที่จะป้องกันการปราบปรามทุจริตได้ แต่หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันโดยส่งข้อมูลการทุจริตให้แก่ภาครัฐจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาตลอดจน ปรับปรุง แก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวกับการทุจริตในภาคธุรกิจเอกชน และสถาบันการเงิน หรือเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับกระบวนการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตมิชอบ สิ่งที่สำคัญของการป้องกันการทุจริต ก็คือจริยธรรมหรือที่เรียกว่ามาตรฐานของบุคลากรที่จะต้องมีสำนึกรับผิดชอบต่อการทำงาน และหน้าที่ ซึ่งจะช่วยป้องกันการทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือป้องกันการฉ้อโกงของธุรกิจธนาคาร และสถาบันการเงิน รวมถึงควรส่งเสริมให้บุคลากรมีคุณธรรมจริยธรรมในการปฏิบัติงานด้วย ฉะนั้นในการสัมมนางานวิชาการในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับท่านทั้งหลายที่เข้ามาร่วมสัมมนากัน รวมถึงจะเป็นแนวทางที่จะนำไปช่วยแก้ไขปัญหาที่กล่าวมา ในธุรกิจของท่านในอนาคต
การจัดสัมมนาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในวิชาชีพ การบริหารความเสี่ยง การตรวจสอบและป้องกันการทุจริตการกำกับดูแลองค์กร รวมถึงการนำเสนอ เทคโนโลยีและมาตรฐานการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตในทุกผลิตภัณฑ์ของสถาบันการเงิน ซึ่งชมรมตรวจสอบและป้องกันการทุจริตร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถนำความรู้ที่ได้ไปเป็นแนวทางในการบริหารจัดการตรวจสอบและป้องกันการทุจริต ขององค์การ โดยชมรมฯ มีบทบาทในการสนับสนุนช่วยเหลือสมาชิกและให้ความรู้กับภาคประชาชน พร้อมทั้งมีหน้าที่ประสานงาน และรับผิดชอบในด้านต่างๆ อาทิ ๑. การตรวจสอบและป้องกันบัตรประชาชนและหนังสือแสดงตนปลอม ๒.การตรวจสอบและการป้องกันการทุจริตทางสื่ออีเล็คโทรนิค ( E – Channel) ๓. การตรวจสอบและป้องกันการฉ้อฉล ( ๔๑๙ – Fraudulent Scheme) ๔. ด้านเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจสอบและป้องกันการทุจริต ( Fraud Technology) ๕. ด้านการรวบรวมข้อมูลทุจริตในทุกผลิตภัณฑ์ของสถาบันการเงินและการรายงาน ทั้งนี้ได้เปิดเว็บไซต์ให้ความรู้และเข้าสนับสนุนช่วยเหลือตลอด ๒๔ ชั่วโมง ที่ www.tba.or.th/club/fmc
กระทรวงยุติธรรม เตรียมจัดตั้ง “กระทรวงยุติธรรมส่วนหน้า”ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2010
รมว.ยธ. เดินหน้าลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เตรียมพร้อมผลักดันจัดตั้ง “กระทรวงทรวงยุติธรรมส่วนหน้า” ขึ้นตรงกับ รัฐมนตรี ฯ เพื่อความคล่องตัวในการทำงาน พร้อมให้กำลังและสวัสดิการข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
เมื่อวันพุธที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการ ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ห้องประชุม กอ.รมน.ภาค๔ ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้รับฟังอุปสรรคปัญหาและสถานการณ์ในพื้นที่พร้อมมอบนโยบายการทำงานให้หัวหน้าส่วนราชการในสังกัด ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นเรื่องของงบประมาณดำเนินการซึ่งขาดแคลนรวมทั้งสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า จะพยายามพลักดันและเพิ่มสวัสดิการการทำงานให้ข้าราชการในพื้นที่อย่างเต็มที่เพื่อเป็นขวัญกำลังใจรวมทั้งมีนโยบายที่จะทำประกันชีวิตให้ข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย นอกเหนือจากโครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการให้ ในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๓ นี้กระทรวงยุติธรรมจะทำงานเชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มากขึ้นโดยมีแนวทางในการจัดตั้ง “กระทรวงยุติธรรมส่วนหน้า” ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในพื้นที่ให้มีทิศทางและแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมากขึ้นโดยไม่ซ้ำซ้อนกับ ศอ.บต. ที่มีอยู่ แต่หน่วยงานนี้จะทำงานภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน
“ผมคิดว่าต่อจากนี้ไปเราจะทำงานกันใกล้ชิดขึ้น เพื่อจะได้ร่วมกันแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการที่ประชาชนในพื้นที่ขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างที่ควร ดังนั้นผมจะจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมส่วนหน้าเพื่อให้เราทำงานกันได้ใกล้ชิดขึ้นและมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนในการอำนวยความเป็นธรรมในพื้นที่ รวมทั้งจะทำงานเชิงรุกให้มากขึ้นในเรื่องของการปราบปรามและหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่าง ๆ มาลงโทษให้ได้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว
จากนั้น พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ ๔ ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค ๔ ได้ให้การตอนรับและพาชมศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริ ฯ พร้อมประสานการทำงานระหว่างกระทรวงยุติธรรมกับทหารให้มากขึ้นเพื่อร่วมกันทำงานในเชิงรุกและบูรณาการการทำงานอย่างเต็มที่กับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิด “ห้องสมุดพร้อมปัญญา”
วันอังคารที่ 19 มกราคม 2010
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” เรือนจำกลางเชียงราย พร้อมทอดพระเนตรผลงานด้านวิชาชีพผู้ต้องขัง
เมื่อวันพุธที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙.๐๐ น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิด“ห้องสมุดพร้อมปัญญา” เรือนจำกลางเชียงราย โดยมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด รวมถึงเหล่าทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ เฝ้ารับเสด็จฯ ณ เรือนจำกลางเชียงราย ตำบลดอยฮาง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งถึงเรือนจำกลางเชียงราย เวลา ๐๙.๐๐ น. โดยมีข้าราชการ และประชาชนเฝ้ารับเสด็จฯ ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กราบบังคมทูลรายงานผลการดำเนินงาน “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” เรือนจำกลางเชียงราย จากนั้นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กราบบังคมทูลเบิกผู้บริหารเรือนจำ/ทัณฑสถาน เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้มีอุปการคุณสนับสนุนการดำเนินงาน “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” จำนวน ๑๐๐ ราย เพื่อเข้ารับพระราชทานเข็ม ที่ระลึก ต่อจากนั้นเสด็จฯ ทรงกดปุ่มเพื่อเปิดแพรคลุมป้าย “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” เรือนจำกลางเชียงราย และทรงปลูกต้นจำปีสิรินธร จำนวน ๑ ต้น บริเวณหน้าอาคารห้องสมุดฯ รวมถึงทรงลงพระนามาภิไธยในสมุด ที่ระลึก นอกจากนี้ทรงทอดพระเนตรการดำเนินงานของห้องสมุด ทอดพระเนตรการจัดการศึกษาการฝึกอบรมวิชาชีพคอมพิวเตอร์ให้กับผู้ต้องขัง และทรงทอดพระเนตรผลงานการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง ตามลำดับ พร้อมนี้ได้พระราชทานถุงของขวัญให้แก่ผู้แทนผู้ต้องขังชาย-หญิง จำนวน ๒ ราย จากนั้นเสด็จฯ ทอดพระเนตรการฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขัง การปลูกพืชผักแบบเกษตรพอเพียงในแปลงสาธิตการปลูกพืชจำลอง ซึ่งได้สร้างความปลื้มปีติให้กับบรรดาเหล่าข้าราชการ และผู้ต้องขังที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
สำหรับการดำเนินงาน “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” เกิดขึ้นจากกระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ มีนโยบายให้เรือนจำ/ทัณฑสถานทุกแห่ง จัดห้องสมุดหรือสถานที่ให้บริการด้านการอ่านหนังสือแก่ผู้ต้องขังเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้ต้องขังทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระราชปณิธานให้ประชาชนทั่วประเทศรู้หนังสือ อ่านออกเขียนได้ ให้ทุกคนรักการอ่าน การเขียน ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนได้มีโอกาสหาความรู้จากการอ่านหนังสือ โดยให้จัดห้องสมุดหรือสถานที่บริการด้านการอ่าน ดังนั้น กรมราชทัณฑ์จึงได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนในการจัดทำโครงการปรับปรุงห้องสมุดเรือนจำ/ทัณฑสถานทั่วประเทศ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระชนมายุครบ ๔๘ พรรษา ในปี พ.ศ.๒๕๔๖ ซึ่งในครั้งนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโครงการห้องสมุดพร้อมปัญญาเรือนจำอำเภอธัญบุรี ในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๖ ด้วยพระองค์เอง และได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อห้องสมุดในโครงการว่า “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” พระราชทานความหมายว่า “ถึงพร้อมด้วยปัญญา” และถือเป็นปีเริ่มต้นในการพัฒนาห้องสมุดในเรือนจำ/ทัณฑสถานทั่วประเทศ
สำหรับ “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” เรือนจำกลางเชียงราย เป็นแห่งที่ ๑๒ ตั้งอยู่ชั้น ๒ ของอาคารศูนย์การเรียนพัฒนาวิถี แดนการศึกษา ซึ่งมีพื้นที่ ๑๙๖ ตารางเมตร และมีการจัดกลุ่มสารสนเทศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากมหาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในการจัดตั้งศูนย์บริการทางการศึกษาเฉพาะกิจ มสธ. เพื่อให้บริการแก่นักศึกษา มสธ. ในเรือนจำ และปัจจุบัน “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” เรือนจำกลางเชียงราย มีสื่อทรัพยากรสารสนเทศกว่า ๑๓,๐๐๐ รายการ และมีสมาชิกทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ และผู้ต้องขังกว่า ๒,๐๐๐ คน
ภายหลังจากนั้นในวันเดียวกัน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางไปเรือนจำชั่วคราวดอยราง เพื่อเยี่ยมชมการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีชื่อว่า “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เรือนจำชั่วคราวดอยราง” ซึ่งอยู่ห่างจากเรือนจำกลางเชียงราย ประมาณ ๑ กิโลเมตร โดยปลัดกระทรวงยุติธรรมให้ความสนใจถึงแนวทางการดำเนินงานของศูนย์ฯ ดังกล่าวเป็นอย่างมาก ซึ่งคาดว่าน่าจะขยายและจัดทำไปสู่เรือนจำ/ทัณฑสถานอื่นๆในอนาคตอีกด้วย
สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิด “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง
วันอังคารที่ 19 มกราคม 2010
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด “ห้องสมุดพร้อมปัญญา เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง” พร้อมทอดพระเนตรฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙.๐๐ น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด “ห้องสมุดพร้อมปัญญา เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง” โดยมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายสมชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วยผู้บัญชาการเรือนจำกลางเพชรบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เหล่าทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และประชาชน เฝ้ารับเสด็จฯ ณ เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง ตำบลวังจันทร์ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งถึงเรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง ในเวลา ๐๙.๐๐ น. โดยมีข้าราชการและประชาชนเฝ้ารับเสด็จฯ พร้อมด้วยการทูลเกล้าฯ ถวายมาลัยพระกร จากนายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี และภริยาผู้บัญชาการเรือนจำกลางเพชรบุรี ต่อด้วยการเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือและซีดี สรุปผลการดำเนินโครงการก่อสร้าง “ห้องสมุดพร้อมปัญญา เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง” จากนายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเพชรบุรี
ลำดับถัดมา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กราบบังคมทูลรายงานผลการดำเนินงาน “ห้องสมุดพร้อมปัญญา เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง” ต่อด้วย นายสมชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กราบบังคมทูลเบิกคณะผู้มีอุปการคุณให้การสนับสนุนการดำเนินงานห้องสมุดฯ เข้ารับพระราชทานเข็มที่ระลึก จำนวน ๑๐๐ ราย
หลังจากนั้นทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้าย “ห้องสมุดพร้อมปัญญา เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง” และทรงปลูกต้นจำปีสิรินธร จำนวน ๑ ต้น ไว้ ณ บริเวณลานด้านหน้าห้องสมุดฯ ต่อเนื่องด้วยการลงพระนามาภิไธยในสมุดที่ระลึก และเสด็จฯ ทอดพระเนตรการดำเนินงานของห้องสมุดฯ พร้อมทรงฉายพระรูปร่วมกับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง
ในเวลาต่อมา เป็นการเสด็จไปทอดพระเนตรฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง จำนวน ๑๘ ฐาน ประกอบด้วย ๑. การสร้างบ้านดิน ๒. การเลี้ยงกระต่ายสวยงาม ๓. การผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ๔. การเลี้ยงหมูป่า ๕. การเพาะเห็ดนางฟ้า ๖. การเลี้ยงปลาน้ำจืด ๗. การกลั่นสมุนไพร ๘. การผลิตก๊าซชีวภาพ ๙. การเลี้ยงหมูขุน ๑๐. คุกดิน ๑๑. ฟาร์มอนุรักษ์แย้พื้นเมือง ๑๒. การเลี้ยงหมูหลุม ๑๓. เตากลั่นสมุนไพรไล่แมลง/การผลิตน้ำส้มควันไม้ ๑๔. การเลี้ยงไก่พื้นเมือง ๑๕. การเลี้ยงโคพื้นเมือง ๑๖. การเลี้ยงแพะเนื้อ ๑๗. การผลิตเตาถ่านประสิทธิภาพสูง และ ๑๘. การผลิตปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์
ในการนี้ สมเด็จพระเทพฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานหนังสือบำรุงห้องสมุดให้แก่ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเพชรบุรี และทรงพระราชทานสิ่งของให้กับผู้ต้องขัง จำนวน ๓ รายด้วยกัน
สำหรับเรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง เป็นศูนย์เตรียมความพร้อมก่อนปล่อย ควบคุมผู้ต้องขังที่ต้องโทษครั้งแรก ซึ่งใกล้พ้นโทษ (เหลือโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี ) หรือจำคุกมาแล้ว ๑ ใน ๔ โดยขึ้นตรงต่อเรือนจำกลางเพชรบุรี มีพื้นที่กว่า ๖๐๐ ไร่ มีความจุในการควบคุมผู้ต้องขัง ๑๐๐ คน ปัจจุบันมีผู้ต้องขังในความรับผิดชอบ จำนวน ๘๓ คน และได้มีการฝึกวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังในรูปแบบเกษตรผสมผสานและทำหน้าที่เป็นศูนย์เตรียมความพร้อมก่อนปล่อยของเรือนจำกลางเพชรบุรี
