www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
ทส. แถลงข่าวการเตรียมการของไทยในการกำหนดท่าทีและนโยบายต่อกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2556  ณ  ห้อง  301  อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายปรีชา  เร่งสมบูรณ์สุข  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงข่าวการเตรียมท่าทีและนโยบายของประเทศไทยต่อกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก หากมีการหยิบยกขึ้นในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 37 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 26 มิถุนายน 2556  ณ  กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา

 

ตามที่จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 37 ระหว่างวันที่ 16 – 26 มิถุนายน 2556 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา ขณะนี้ยังไม่ปรากฏวาระการพิจารณาปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 37 แต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม หากมีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุมพิจารณา โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ยกร่างท่าที่ของประเทศไทยในการคัดค้านการเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ในการประชุมครั้งที่ 1/2556 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556 แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยสาระสำคัญการกำหนดท่าทีและนโยบายของประเทศไทยต่อกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก มีดังนี้
1. กรณีคณะกรรมการมรดกโลกยืนยันที่จะพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับดินแดนและอธิปไตย เหนือดินแดนของไทย ให้ดำเนินการคัดค้านหรือไม่ร่วมประชุม
2. กรณีมติคณะกรรมการมรดกโลกตามข้อ (1) มีผลกระทบกระเทือนต่ออธิปไตยของไทยราชอาณาจักรไทยจะไม่ให้ความร่วมมือในการดำเนินการตามมติดังกล่าว โดยจะยึดถืออธิปไตยของชาติเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด และจะดำเนินการตามขบวนการภายในของประเทศต่อไป
3. ในกรณีที่มีการส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปสำรวจพื้นที่บริเวณตัวปราสาท ราชอาณาจักรไทยควรให้เหตุผลว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อคำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งข้อ B4 ของคำสั่งศาลฯ ระบุว่า "ให้ทั้งสองฝ่ายงดเว้นการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ข้อพิพาทในศาลฯ ทวีความรุนแรงหรือแก้ไขได้ยากขึ้น” ทั้งสองประเทศจึงไม่ควรกระทำกิจกรรมใด ๆ บริเวณปราสาทพระวิหารจนกว่าศาลฯ จะมีคำตัดสินในคดีตีความปราสาทพระวิหาร ปี พ.ศ. 2505 รวมทั้งควรรอผลการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในกรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา (JBC) และควรเสนอให้ปราสาทพระวิหารออกจากกลไกการติดตามตรวจสอบ (Reinforced Monitoring Mechanism : RMM) เนื่องจากไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการ (ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา)
4. กรณีที่วาระเงินช่วยเหลือจากเงินกองทุนมรดกโลก มีการให้การสนับสนุนกัมพูชา เพื่อกิจกรรมใด ๆ ของกัมพูชา ที่เป็นการดำเนินการในพื้นที่ของไทย ไทยควรคัดค้านเพื่อไม่ให้มีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น และขอให้ศูนย์มรดกโลกและ / หรือคณะกรรมการมรดกโลก ตรวจสอบการใช้เงินกองทุนมรดกโลกของกัมพูชาที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู บูรณะแหล่งมรดกโลก เช่น การซ่อมแซมตลาดบริเวณเชิงบันไดนาค หรือ ปรับปรุงกิจกรรมอื่น ๆ ของกัมพูชา
5. กรณีปราสาทพระวิหาร อาจปรากฏในวาระที่ 7B: State of Conservation of World Heritage Properties Inscribed on the World Heritage List (สถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมปราสาทพระวิหาร) โดยกัมพูชาอาจเสนอเป็นวาระเพิ่มเติมเข้ามา ดังนั้น ราชอาณาจักรไทยควรเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างข้อตัดสินใจ (Draft Decision) และตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารต่าง ๆ ด้วย เช่น สรุปรายงานการอนุรักษ์ปราสาทโดยศูนย์มรดกโลก เพื่อโต้แย้งหรือชี้แจงทำความเข้าใจกับประเทศสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกหากมีการพิจารณาร่างข้อตัดสินใจ  
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 37 ประเทศไทยได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองประธานการประชุม ร่วมกับรัฐภาคีอื่น ๆ อีก 4 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนแอลจีเรีย สาธารณรัฐโคลอมเบีย สาธารณรัฐเซเนกัล และสมาพันธรัฐสวิส โดยมีประเทศกัมพูชาทำหน้าที่ประธานการประชุม